Mac VS Microsoft
ผมเคยดูประวัติของบิลเกต และสตีฟ จ๊อป เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งคู่
น่าสนใจมาก
ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
แต่ประสบความสำเร็จในการทำงานตั้งแต่ยังหนุ่ม
ผมยังศึกษาระบบปฏิบัติการของเครื่อง Apple ค่าย Mac ด้วย
เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกที่มนุษย์ปกติเคยเห็น
ใช้ง่าย ไม่มีปัญหา ไม่มีไวรัสจ้องเล่นงาน เครื่องมีเสถียรภาพดี
เพราะวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้นผลิตจากโรงงานเดียวกันทั้งหมด
วัสดุที่ใช้ทำก็คุณภาพสูง การดีไซน์ ระบบปฏิบัติการ กราฟฟิค สรุปคือดีทุกอย่าง
แต่ทำไมสัดส่วนการตลาดสู้ Microsoft ไม่ได้
แต่ทำไมของที่ดีที่สุด คนถึงไม่ค่อยนิยม
หรือว่ามันมาสูตรเดียวกันกับ Amway ที่คนส่วนมากเกลียด ส่วนน้อยรัก
ทำไมบิลเกต ถึงได้รวยเอาๆ ทั้งๆ ที่ก็เห็นๆ อยู่ว่า
ระบบปฏิบัติการ Window ก็ลอกแบบมาจาก เครื่อง Mac ของสตีฟจ๊อป
แต่บิลเกต ก็ยังรวยไม่หยุด เลยเถิดจนเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
โดยไม่จำเป็นต้องห้อยจตุคามรุ่นใดๆ
เคล็ดลับที่ผมนึกขึ้นได้เวลานี้ก็คือ
Window มีพฤติกรรมเป็นผู้ให้มากกว่า
Window ให้อย่างไร?
ในขณะที่ Mac อุปกรณ์ทุกชิ้น ผลิตจากโรงงานเดียวกัน
ใช้ระบบปฏิบัติการอย่างเดียวของตน อันเป็นลักษณะโดดเดี่ยวผู้น่ารัก
ไม่อยากใช้คำว่า เห็นแก่ตัว
แต่ Window กลับก่อให้เกิดโรงงานอีกนับหมื่นหรือแสน
ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอมพ์ฯ ได้อานิสงฆ์เต็มๆ
เกิดการกระจายรายได้
มีบริษัทอีกมากมายผลิตชิ้นส่วนคอมพ์ฯ มาประกอบกันเป็นเครื่องคอมพ์ฯ
ผู้ใช้จะไปใช้ระบบ Mac ของแท้ดั้งเดิมก็ไม่ได้ ก็เลยจำใจต้องใช้ Window
การให้ของ Window ไม่ได้จงใจให้นะครับ
เพราะเขายังตามล่าตามเช็ดกับ
ระบบปฏิบัติการ Window เถื่อนที่มีเกลื่อนกลาด
(แต่ก็ควรทำใจบ้าง เพราะตนเองก็ไปก๊อปของเค้ามา)
ด้วย Window เป็นผู้ให้ เนื่องเพราะกลไกของตลาด
ทำให้เขาเป็นผู้ให้โดยอัตโนมัติ
เมื่อมีการให้มาก ผลตอบแทนก็สะท้อนกลับมามาก
มันคือกฏการสะท้อนกลับนั่นเอง
เห็นไหมว่า แม้ไม่มีเจตนา แต่ถ้าเซ็ตระบบให้ดี พลังก็สะท้อนกลับในเชิงบวกได้
แต่การเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ก็ใช่ว่าจะมีความสุข
เพราะความสุขที่แท้จริง คือการให้ต่างหาก
บิลเกต จึงบริจาคทรัพย์สินที่ตนมีมากมายมหาศาลเกือบ 80%
ให้กับมูลนิธิ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม นั่นเป็นความสุขแท้จริงที่เค้าสัมผัสได้
และเขาพบว่ามันมีอยู่จริงๆ
มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ก็ไม่น้อยหน้า
บริจาคบ้าง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ทำเพื่อเอาหน้า
แต่อะไรก็ตาม เมื่อถึงจุดสูงสุด ก็จะตกกลับลงมาสู่สามัญ
เหมือนหลักแรงโน้มถ่วงของโลกหรือการขว้างแบบโปรเจคไต
เชื่อเถอะว่า ยิ่งเค้าให้มากออกไปเท่าไหร่ แรงสะท้อนยิ่งหมุนกลับมาแรงกว่านั้น
ครอบครัวบิลเกต เดินไปไหนทั่วโลก มีแต่เสียงชื่นชม คนสรรเสริญ
ไปไหนมาไหนตัวเปล่า ก็ไม่อับจน
ผิดกับอดีตผู้นำฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินาน มากอส หรือ ซูฮาโต้ ของอินโดฯ
นายกทักษิณฯ อะไรก็แล้วแต่
ที่โกงกินชาติบ้านเมือง ต่อให้รวยล้นฟ้า ก็จะมีแต่คำสาปแช่งไล่หลัง
สิ่งเหล่านี้ตกถึงลูกหลานนะครับ อย่าทำเป็นเล่นไป
ใครนามสกุลชินวัตร มันไม่ได้มีความเท่ห์อีกต่อไปแล้ว
ลูกๆ ตระกูลชินวัตร เดินไปเที่ยวห้าง
แค่มีคนตะโกนว่า ตระกูลมึงปล้นชาติ แค่นี้ก็เซ็งไปตลอดกาลนานแล้ว
ในขณะที่ สตีฟ จ็อป ของ Mac
ที่กลุ่ม Green Peace พยายามขอให้เครื่อง Mac
เปลี่ยนแบตเตอรี่ มาใช้เป็นประเภทไม่มีสารพิษตกค้าง
กลุ่ม Green Peace ผิดหวังกลับมา เพราะ Mac ไม่สนใจ
ไม่ห่วงใยธรรมชาติ เอาแต่ประโยชน์ตนถ่ายเดียว ไม่สนประโยชน์ท่าน
วงรอบประโยชน์ จึงเกิดขึ้นแคบๆ ไม่แกว่งในวงกว้าง
กลุ่ม Green Peace เองก็เอามาเผยแพร่ว่า
Mac ไม่ให้ความร่วมมือในการกำจัดสารพิษตกค้าง
แค่นี้ ภาพพจน์องค์กรก็สะเทือนแล้ว
อะไรก็ตามที่เป็นไปเพื่อการให้ ก็ให้ไปเถอะ
อย่าไปหวังด้วยว่ามันจะตอบแทนอย่างไร
Set โปรแกรมชีวิตให้ได้อย่างนี้ ย่อมมีแต่ผลบวกสะท้อนกลับมา
ฮวงจุ้ยของชีวิต อยู่ที่เรากำหนด
"การให้" คือหนึ่งในยุทธศาสตร์
จึงมีคำในพระพุทธพจน์ว่า
"ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก"
วันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น