การคบเพื่อน มิตร สหาย เป็นกระบวนการอย่างแรกที่ต้องวางฮวงจุ้ยของใจ
สิ่งต่อมา ผมให้ความสำคัญกับสถานที่ สิ่งแวดล้อม
ทำให้ผมนึกถึงเด็กที่เกิดมาท่ามกลางคนร้าย เช่นโจรใต้
ไม่นานเด็กน้อยคนนั้น ก็จะกลายเป็นคนร้ายหรือโจรใต้ด้วย
เป็นการซึมซับเอาโดยไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็ทำกัน
เป็นเรื่องธรรมดาของสิ่งแวดล้อมกล่อมเกลา
ผมคิดถึงกฎการแพร่กระจาย ตามวิชาเคมี แต่กฎทางวิทยาศาสตร์นั้น
เน้นแต่การแพร่ทางสสาร วัตถุที่จับต้องได้
แท้จริงแล้วจิตใจก็แพร่ได้ด้วย ถ้าเราอยู่สถานที่ดี เราก็อาจจะดี
แต่ถ้าเราอยู่ในที่ๆ เลวร้าย เราก็อาจเป็นคนร้าย
เพราะรังสีแห่งความพยาบาท ความอาฆาตแค้น ความโลภฯลฯ
เราย่อมรู้สึกได้ ถ้าอยู่คลุกคลีกับมันไปนานๆ เราจะคุ้นชินกับมัน
จนกลายเป็นมาตรฐานในใจ
วันหนึ่ง ผมเคยสงสัยว่าทำไม คนที่รับพลังต่างๆ
ถึงบอกว่าในห้างสรรพสินค้า มันมีพลังกระแสลบมาก
หมายถึงเป็นที่ๆ ไม่ควรไป หากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ
รุ่นน้องคนหนึ่งชื่อจะเด็ด บอกว่าหากไปห้างสรรพสินค้า
เค้าจะรู้สึกว่าพลังในร่างกายหายไปพอสมควร
หากกลับมาบ้าน ต้องเจริญสมาธิดึงพลังปราณทางบวก
กลับคืนมาให้กลับมาสมดุลย์ ต้องใช้เวลาพอสมควร
วันนี้ผมเข้าใจแล้ว ผมไม่ได้ไปห้างฯ นานพอควร
ไม่ใช่เพราะกลัวพลังจะหดหาย แต่เพราะผมรู้สึกไม่อยากไปของมันเอง
หากพิจารณาในแง่ของกระแสหรือเทรนต่างๆ
ห้างสรรพสินค้า เป็นแหล่งรวมแฟชั่น เป็นจุดรวมพลังของตัณหา
ที่กระตุ้นความอยากได้ อยากมี อยากเป็น โอ้อวด อยากกิน ฟุ้งเฟ้อ เพ้อฝัน
ล่อหลอกด้วยการลดแลก แจกแถม คูปอง ชิงโชค บัตรสมาชิก ต่างเป็นไป
เพื่อเร่งเร้าให้คนเกิดความอยากชนิดต่างๆ รุนแรง ทั้งๆ ที่อาจไม่ได้คิดอยากซื้ออะไร
สาวๆ แต่งตัวมาอวดกัน เป็นอาหารอันโอชะแห่งอารมณ์ทางเพศ
ดูๆ ยังไม่เห็นสิ่งใด เป็นไปเพื่อแรงบวก อันสร้างสรรค์จิตใจ มีแต่เน้นวัตถุล้วนๆ
เพราะต้นกำเนิดของห้างสรรพสินค้า คือทุนนิยมชนิดสุดโครต
ไม่ได้ขายสารัตถะจริงๆ ของสินค้า ดังเช่นในตลาดสด แต่ขายความฟุ้งเฟ้อ
เบียดเบียนตนเองโดยไม่รู้ตัว ราคาสินค้าที่ปรากฏ จึงไม่ใช่ราคาที่แท้จริง
แต่กว่าครึ่ง ถูกบวกเป็นราคาของค่าเช่าสถานที่ ค่าโฆษณา ค่าการตลาดฯลฯ
เราหาเงินมาแทบตาย เพื่อจ่ายเงินซื้อเปลือกของสินค้าเหล่านี้
ถ้าเราไม่สนใจเปลือกเสียได้ ต้นทุนการใช้ชีวิตเราจะต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
ผมเรียกราคาเปลือกนี้ว่า “ค่านิยม”
ณ วันนี้ สถานที่หลักของผมกลายเป็นวัดใกล้บ้าน วัดอุโมงค์
เป็นที่ๆ ดีที่สุดที่ผมหาได้ในขณะนี้ ด้านหน้าเป็นทะเลสาปขนาดมินิ
อันอุดมไปด้วย นก ปลาและเต่า
ถัดไปเป็นป่าไม้เขียวร่มรื่น ถัดไปอีกเป็นภูเขา มีม้านั่งหินอ่อนตั้งอยู่ริมน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่
วัดมีอายุมานานแล้ว ทำไมไม่ค่อยมีใครมานั่น ทั้งๆ ที่อยู่ในเมือง
ผมเชื่อว่า คนเข้าวัดน้อยลง ทำให้ผมไม่มีคู่แข่งแย่งกันเล่นเก้าอี้ดนตรีเหมือนร้านกาแฟ
ต้นไม้ใหญ่ให้ออกซิเจน สดชื่นมาก รู้สึกอิ่มมาก
อ่านหนังสือเมื่อยตา ก็มองไปข้างหน้าจะเจอแต่ต้นไม้ใหญ่สีเขียว
ฮวงจุ้ยของใจของที่นี่คือ จิตใจไม่กล้าว่อกแว่กไปในทางเสื่อม
เป็นกรงขังโดยอัตโนมัติ เป็นที่ขัดเกลาให้คิดไปแต่ในทางกุศล
ในขณะที่ถ้าไปนั่งร้านกาแฟ เรามุ่งแต่จะคิดดูสาวๆ นุ่งกระโปรงหวาดเสียว
เวลาพูดคุยก็ไม่พ้นเรื่องของอารมณ์ ที่พากันดึงกันไปเองโดยไม่มีอะไรทักท้วง
อากาศในร้าน แม้ว่าเย็นแต่ก็เป็นเพียงห้องแอร์ที่แย่งอากาศกันหายใจ
แต่ที่นี่มีลมพัดเย็นเอื่อยๆ ไม่ร้อนแต่ก็ไม่พัดวูบวาบจนเกินงาม
นึกอยากทำสมาธิสักหน่อย ก็ทำได้เลย ไม่ต้องเขินใคร
เพราะที่นี่เป็นสถานที่สำหรับการนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว
ในขณะที่คุณจะไปนั่งสมาธิในร้านกาแฟก็กระไรอยู่
นึกอยากสนุกหน่อยก็มีขนมปังหรือเอาอาหารมาให้ปลาและเต่าได้
บ่อยครั้งที่มีผู้ใจบุญ พาเด็กๆ หรือคู่รัก เอาอาหารมาให้เต่าและปลา
อบอวลไปด้วยฤทธิ์ของความเมตตา นก ปลา เต่า เจอคนที่มาก็มีแต่จะวิ่งเข้าหา
ไม่หวาดระแวงเหมือนโลกภายนอก
สักช่วงเย็น จะมีเสียงพระทำวัตรค่ำ เสียงการสวดที่ลอยมา จะทำให้สมาธิเราตั้งมั่นมาก
จะรู้สึกเย็นวาบเข้าไปถึงทรวง ฟังแล้วเย็นลึกๆ มีความสุข มีพลัง
ถ้ามีที่ว่างหน่อยก็เข้าไปทำวัตรค่ำด้วยก็ได้
ที่นี่จึงสะสมแต่พลังบรรยากาศในทางบวก
ในการฝึกพลังปราณเองนั้น ก็ต้องอาศัยการดูดซึมเอาจากต้นไม้ใหญ่
หลีกเลี่ยงบรรยากาศที่ไม่สมควร ที่อย่างนี้ ผมอยากเรียกว่า ที่สัปปายะ
เป็นเหมือนสถานที่ที่ผมต้องมาชาร์จแบตเตอรี่ ถ้ามาได้ทุกวันก็จะต้องทุกวัน
แล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายรายวันลดลงด้วย เพราะไม่ต้องไปร้านกาแฟแล้ว
ยิ่งเข้าใจกฏธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่
ก็เข้าถึงแก่นของมันมากขึ้นเท่านั้น เราจะค่อยๆ โยนเปลือกทิ้งไป แล้วก็รู้ว่า ไอ้ที่เราจ่ายแพงๆ นั่นแหละ จ่ายค่าเปลือกไปทั้งนั้น
วันศุกร์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น