หากมีเพื่อนดีๆ เพื่อนก็จะแนะนำว่า
ช่วงเวลาแบบนี้ควรฟังเพลงไหน?
เพลงในโลกนี้มีอยู่มากโข
ฟังเพลงเจ็บ ก็ได้เจ็บ
ฟังเพลงฉลาดก็ได้ฉลาด
ยิ่งมีปัญญาเร็ว ก็จะพ้นทุกข์ได้เร็ว
(ขอบคุณ Raytin + แอม เสาวลักษณ์และทีมงานดีมีคุณภาพ)
วันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
"ครึ่งหนึ่งของชีวิต" - พึงรู้ว่าเพลงไหนควรฟัง
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ที่รักอย่าจากฉันไป...

ช่วงนี้ผมสอบอยู่คับ อ่านความเห็นพี่ปู่ (xfiles)ไปพลางๆ ก่อน
เราตั้งประเด็นกันว่า
เราตั้งประเด็นกันว่า
"เราจะปลอบเพื่อนอย่างไรดี เมื่อคนรักมาจากเราไป
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เช่น ช่วงสอบ"
หากจะให้ความเห็นอันเฉียบคมหลุดลอยไปตามกาลเวลา
ดูท่าจะไม่ดี เลยเอามาลงไปพลางก่อน
****************************************************
เริ่มที่ประเมินแบบอารยะชนก่อน ว่าคนที่จะปลอบนั้นเป็นเช่นไร
เริ่มที่ประเมินแบบอารยะชนก่อน ว่าคนที่จะปลอบนั้นเป็นเช่นไร
ก็จะเอาปัญญาหรือสาระที่ได้นั้นว่า
คนรักตีจาก...เราได้แล้ว..เราจบแล้ว
ได้องค์ความรู้ที่ชัดแล้วว่า...อีคนนี้ไม่ดี ไม่เหมาะ
หรือความผูกพันแบบนี้ ไม่ถูกต้อง หรือเห็นลึกลงไปว่า
แม้ความรักก็เป็นทุกข์ ยินดีกับบทเรียนนี้
ปีติกะปริญญานี้แล้ว จบแล้ว ไม่ต้องเรียนเรื่องนี้ต่อ
การเรียน การสอบ...ยังไม่ได้ ยังไม่จบ
การเรียนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทดสอบ
ยังไม่ควรประมาทว่ารู้แล้ว ยังต้องทดสอบ ยังต้องทำโจทย์
ทำการสอบ ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคะแนนอยู่
เนื้อหาที่เรี่ยนยังเป็นเรื่องที่น่ารู้อยู่
แม้ส่วนมากศาสตร์เหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์
แต่ก็เป็นไปเพื่อการยังชีพ เป็นสัมมาอาชีวะ ข้างหน้า
เป็นประโยชน์ เป็นความสุข แก่สังขารนี้ ในกาลเบื้องหน้า
คิดแจ้งดังนี้แล้ว จึงควรนับปัญญาที่จะได้มา
เนื้อหาที่เรี่ยนยังเป็นเรื่องที่น่ารู้อยู่
แม้ส่วนมากศาสตร์เหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์
แต่ก็เป็นไปเพื่อการยังชีพ เป็นสัมมาอาชีวะ ข้างหน้า
เป็นประโยชน์ เป็นความสุข แก่สังขารนี้ ในกาลเบื้องหน้า
คิดแจ้งดังนี้แล้ว จึงควรนับปัญญาที่จะได้มา
เป็นหลัก เป็นแนวการตัดสินใจ
แต่ที่แน่แท้..การจะปลอบคนอื่นนั้น มันแปลว่า
บุคคลทั่วไปแล้ว ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นปุถุชน
ไม่ได้ประสงค์ในการพ้นทุกข์ มีจู๋และนมเป็นเป้าหมาย
ก็ต้องปรับเป็นระดับปุถุชน (คนหนา คนหยาบ)
แต่ที่แน่แท้..การจะปลอบคนอื่นนั้น มันแปลว่า
บุคคลทั่วไปแล้ว ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นปุถุชน
ไม่ได้ประสงค์ในการพ้นทุกข์ มีจู๋และนมเป็นเป้าหมาย
ก็ต้องปรับเป็นระดับปุถุชน (คนหนา คนหยาบ)
อันนี้ก็ต้องปรับใช้ความเป็นอารยะสอนให้อนารยะได้
ต้องปรับปัญญาให้เป็นสมมติ
สร้างบุคคลาทิสถาน(Symbolic)ในการชี้ชวน
ความทุกข์อันเนื่องด้วยรัก มักมาจากกามฉันทะ
หาใช่เมตตาไม่
มีความรู้สึกเองว่าสังขารนั้น(คนรัก) เป็นของของเราด้วย
ด้วยการหลอกว่า เป็นแฟนกันนะ เป็นของกันและกันเสมอ
ราวกับกินกับปากเดียว ถ่ายจากทวารเดียวกัน ฉะนั้น
จึงเกิดความอนุวัติญัตติ (การคิดเอาเอง) ว่า... เรื่องนี้ๆ
เธอต้องตัดสินใจเช่นนั้น เธอควรทำอย่างนั้น
ควรอยู่อย่างนั้น โดยเอาการประเมินของเราไปใส่
ราวกับว่าเมื่อก่อนจะเจอเรา เธอเดินไม่เป็น กินไม่ถูก
ไม่รู้ไม่เป็นอะไรสักอย่าง
เรียกว่าหอบหามธาตุขันธุ์ของอีกฝ่ายไว้ในความคิด
(ควายแท้ๆ )
พอเมื่อถูกตีจาก จึงเหมือนเสียอวัยวะ
เกิดความเจ็บปวด ทุรนทุราย คิดประหนึ่งว่า
เราได้รับอุบัติเหตุ ฟื้นจากสลบและพบว่า
แขนถูกตัดไปบ้าง ขาถูกตัดไปแล้ว อวัยวะน้อยใหญ่
มิได้สมบูรณ์พร้อม ดังแต่ก่อน
ความเจ็บปวดนี้จะเกิดเป็นความทุกข์ น้อยใจ
เกิดความเหงาเศร้า ความรู้สึกเดิมกลับมา
เหมือนเมื่อรับรู้เมื่อเยาว์ว่า เราเกิดมาคนเดียว
และจะตายคนเดียว ควบคุมอะไรไม่ได้
เกิดความยอมรับ และอึดอัดอยู่
ความทุกข์อันเนื่องด้วยรัก มักมาจากกามฉันทะ
หาใช่เมตตาไม่
มีความรู้สึกเองว่าสังขารนั้น(คนรัก) เป็นของของเราด้วย
ด้วยการหลอกว่า เป็นแฟนกันนะ เป็นของกันและกันเสมอ
ราวกับกินกับปากเดียว ถ่ายจากทวารเดียวกัน ฉะนั้น
จึงเกิดความอนุวัติญัตติ (การคิดเอาเอง) ว่า... เรื่องนี้ๆ
เธอต้องตัดสินใจเช่นนั้น เธอควรทำอย่างนั้น
ควรอยู่อย่างนั้น โดยเอาการประเมินของเราไปใส่
ราวกับว่าเมื่อก่อนจะเจอเรา เธอเดินไม่เป็น กินไม่ถูก
ไม่รู้ไม่เป็นอะไรสักอย่าง
เรียกว่าหอบหามธาตุขันธุ์ของอีกฝ่ายไว้ในความคิด
(ควายแท้ๆ )
พอเมื่อถูกตีจาก จึงเหมือนเสียอวัยวะ
เกิดความเจ็บปวด ทุรนทุราย คิดประหนึ่งว่า
เราได้รับอุบัติเหตุ ฟื้นจากสลบและพบว่า
แขนถูกตัดไปบ้าง ขาถูกตัดไปแล้ว อวัยวะน้อยใหญ่
มิได้สมบูรณ์พร้อม ดังแต่ก่อน
ความเจ็บปวดนี้จะเกิดเป็นความทุกข์ น้อยใจ
เกิดความเหงาเศร้า ความรู้สึกเดิมกลับมา
เหมือนเมื่อรับรู้เมื่อเยาว์ว่า เราเกิดมาคนเดียว
และจะตายคนเดียว ควบคุมอะไรไม่ได้
เกิดความยอมรับ และอึดอัดอยู่
รอวันที่จะโต มีเงิน
มีงาน ควบคุมบางอย่างได้ เกิดความรู้สึกมีอำนาจ
ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเมื่อเกิดมาตัวเปล่า
จึงนับเอาอวัยวะของตน สังขารของตน
เป็นถาวรสมบัติ มิได้คิดว่าเป็นแค่เหตุชั่วครั้ง
เป็นแค่ปัจจัยไม่ถาวร ที่ยืมใช้ชั่วคราว
ตามแต่ค่าเช่า คือ กรรมของตน นิรมิตรไว้
มีงาน ควบคุมบางอย่างได้ เกิดความรู้สึกมีอำนาจ
ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเมื่อเกิดมาตัวเปล่า
จึงนับเอาอวัยวะของตน สังขารของตน
เป็นถาวรสมบัติ มิได้คิดว่าเป็นแค่เหตุชั่วครั้ง
เป็นแค่ปัจจัยไม่ถาวร ที่ยืมใช้ชั่วคราว
ตามแต่ค่าเช่า คือ กรรมของตน นิรมิตรไว้
สังขารนี้ จึงวิจิตรพิการแตกต่างกัน อายุต่างกัน
มีสิ่งแวดล้อม ญาติพงษ์ มิตรสหาย ทรัพย์สมบัติ
รวมทั้งคู่นอน คู่ชีวิตต่างไป ตามแต่กรรมของตน
การถูกทิ้ง ก็แสดงชัดว่า เราเคยทำเช่นนี้กับคนอื่นมาก่อน
ปัญญาเกิดเร็วเท่าไหร ก็พ้นกรรมเร็วเท่านั้น
หาประโยชน์จากการอกหัก สร้างบทเรียน
เป็นภูมิต้านทานชีวิต เป็นปัญญาที่จะติดตัวไปเป็นคติถาวร
เป็นทรัพย์แท้ เป็นอาจารย์ ที่ตักเตือนความเป็นอนิจจัง
ความรู้สึกว่า คนรักเป็นอวัยวะก็หลุด
และหากให้แลกว่า เอาตาสักดวง นิ้วสักนิ้ว
แลกกับการกลับมารักกันเหมือนเดิม
ก็เชื่อว่า เรายังรักอวัยวะของเรามากกว่า คนอื่น
การไม่มีจะกิน ทุกข์จากความหิว ความไม่มีใดๆ
มีสาระมากกว่า สำคัญกว่า ทุกข์ที่ไม่มีคนร่วมเพศ ร่วมชีวิต
คิดสิว่า ถ้าเคยทิ้งได้เสียสักครั้ง อยู่ไปก็ย่อมระแวงกันไป
แม้บางทีเราก็เบื่อเอง นึกถึงคนที่เราเคยทิ้ง ๆ เค้ามา
แต่เราไม่รู้สึกอะไร ผมไม่ผิด ผมไม่ได้รัก อยู่กันไม่ได้
ไม่อยากหลอกตัวเอง โดนเข้าเอง...เป็นไงหล่ะ
หรือแม้จะเป็นความรักสมหวังดังคาด
วันหน้าเมื่อต้องจากตาย ก็ยังต้องเจ็บอีกเป็นสามัญ
การรักษาร่างกายสังขารนี้
ให้ชาติหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงปัญญา บารมี
ของแต่ละชีวิตนั้น สำคัญสุด
รวมทั้งคู่นอน คู่ชีวิตต่างไป ตามแต่กรรมของตน
การถูกทิ้ง ก็แสดงชัดว่า เราเคยทำเช่นนี้กับคนอื่นมาก่อน
ปัญญาเกิดเร็วเท่าไหร ก็พ้นกรรมเร็วเท่านั้น
หาประโยชน์จากการอกหัก สร้างบทเรียน
เป็นภูมิต้านทานชีวิต เป็นปัญญาที่จะติดตัวไปเป็นคติถาวร
เป็นทรัพย์แท้ เป็นอาจารย์ ที่ตักเตือนความเป็นอนิจจัง
ความรู้สึกว่า คนรักเป็นอวัยวะก็หลุด
และหากให้แลกว่า เอาตาสักดวง นิ้วสักนิ้ว
แลกกับการกลับมารักกันเหมือนเดิม
ก็เชื่อว่า เรายังรักอวัยวะของเรามากกว่า คนอื่น
การไม่มีจะกิน ทุกข์จากความหิว ความไม่มีใดๆ
มีสาระมากกว่า สำคัญกว่า ทุกข์ที่ไม่มีคนร่วมเพศ ร่วมชีวิต
คิดสิว่า ถ้าเคยทิ้งได้เสียสักครั้ง อยู่ไปก็ย่อมระแวงกันไป
แม้บางทีเราก็เบื่อเอง นึกถึงคนที่เราเคยทิ้ง ๆ เค้ามา
แต่เราไม่รู้สึกอะไร ผมไม่ผิด ผมไม่ได้รัก อยู่กันไม่ได้
ไม่อยากหลอกตัวเอง โดนเข้าเอง...เป็นไงหล่ะ
หรือแม้จะเป็นความรักสมหวังดังคาด
วันหน้าเมื่อต้องจากตาย ก็ยังต้องเจ็บอีกเป็นสามัญ
การรักษาร่างกายสังขารนี้
ให้ชาติหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงปัญญา บารมี
ของแต่ละชีวิตนั้น สำคัญสุด
หากร่างกายหิวกระหาย ประกอบด้วยโรค
การเรียนรู้พระสัทธรรมย่อมเป็นไปได้ยาก
การเกิดมานั้นจะเป็นหมัน เสียชาติเกิด
การเกิดมานั้นจะเป็นหมัน เสียชาติเกิด
ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส
บางทีเมื่อเห็นความจริงแล้ว ไม่ห่วงกันแล้ว
ห่วงตัวเอง ได้สมาธิการอ่านหนังสือแทน
อาจจะเป็นทางเอาชนะที่ดี ใช้อกหักเป็นแรงผลัก
จะเจอคนที่เหมาะกว่า
บางทีเมื่อเห็นความจริงแล้ว ไม่ห่วงกันแล้ว
ห่วงตัวเอง ได้สมาธิการอ่านหนังสือแทน
อาจจะเป็นทางเอาชนะที่ดี ใช้อกหักเป็นแรงผลัก
จะเจอคนที่เหมาะกว่า
เราก็ต้องประสบความสำเร็จดี
สุขภาพแข็งแรง ยิ่งโทรม ยิ่งโง่ ใครจะมาสนใจ
ธรรมดา โลกธรรม
สุขภาพแข็งแรง ยิ่งโทรม ยิ่งโง่ ใครจะมาสนใจ
ธรรมดา โลกธรรม
อาจเหมือนโอกาสได้โสด
ได้อิสระ...มองให้บวก เหมือนเพลงโชคดีที่ทิ้งกัน
เพราะถ้ายังไม่ทิ้งกัน คงไม่มีโอกาสเจอคนที่ดีกว่า
หรือ ไม่ได้ฉุกคิดว่า ทุกคนรักตัวเองหมด
ถ้าเราจะรักใคร ต้องเริ่มต้นจากการรักตัวเองให้เป็นก่อน
รักตัวเองเป็นต้องทำอย่างไร
คิดง่ายๆ เราต้องสอบผ่าน เราต้องแข็งแรงแจ่มใส
เราต้องเมตตาสงสารตัวเอง
อย่าสร้างทุกข์ โรคภัยให้กับตัวเอง
คิดถึงคนที่รักเราจริง ๆ
เราเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเค้าจริง ๆ
อย่าง พ่อแม่เรา จะห่วงจะทุกข์มากกว่า
ที่เราเสียคนรักมากขนาดไหน
ได้อิสระ...มองให้บวก เหมือนเพลงโชคดีที่ทิ้งกัน
เพราะถ้ายังไม่ทิ้งกัน คงไม่มีโอกาสเจอคนที่ดีกว่า
หรือ ไม่ได้ฉุกคิดว่า ทุกคนรักตัวเองหมด
ถ้าเราจะรักใคร ต้องเริ่มต้นจากการรักตัวเองให้เป็นก่อน
รักตัวเองเป็นต้องทำอย่างไร
คิดง่ายๆ เราต้องสอบผ่าน เราต้องแข็งแรงแจ่มใส
เราต้องเมตตาสงสารตัวเอง
อย่าสร้างทุกข์ โรคภัยให้กับตัวเอง
คิดถึงคนที่รักเราจริง ๆ
เราเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเค้าจริง ๆ
อย่าง พ่อแม่เรา จะห่วงจะทุกข์มากกว่า
ที่เราเสียคนรักมากขนาดไหน
"เมื่อค้นพบได้ดังนี้ ก็สมควรเริ่มที่เป็นนักรักที่แท้"
คือ..รักชีวิต ชื่นชมกับโอกาสในการใช้ชีวิต
แบบที่ดีที่สุด กับทุกคนที่แวดล้อมเรา
ใส่ใจเรา ไม่น่าไปสนใจคนที่ไม่สนใจเราแล้ว
เราเสียแค่คนเคยรัก คนเคยรู้จัก
แต่เรายังมีคนที่รักเราเสมอ
คนที่รักเรามากกว่า คอยเฝ้าดู คอยห่วงใย
เรายังมีสังขารร่างกายตามต้นทุนกรรมของเรา
ที่ต้องรักให้มาก ดูแลให้มากกว่า ยังมีอยู่ ไม่ได้เสีย
รู้ดังนี้ เมื่อรักเป็น ก็จะสนใจสุขภาพ
สนใจการเรียนการสอบ สนุกกับการได้ปัญญา
ได้สร้างบารมี เป็นภูมิคุ้มกัน โรคภัย
รวมถึงความเขลา ความไม่รู้จักโอกาสในชีวิต
ปิดกั้นลงโทษตัวเอง เพื่อประชด คนที่ไม่สนใจเรา
แต่ทำร้ายพ่อแม่เราเต็มเต็ม
โง่แท้ๆ
คือ..รักชีวิต ชื่นชมกับโอกาสในการใช้ชีวิต
แบบที่ดีที่สุด กับทุกคนที่แวดล้อมเรา
ใส่ใจเรา ไม่น่าไปสนใจคนที่ไม่สนใจเราแล้ว
เราเสียแค่คนเคยรัก คนเคยรู้จัก
แต่เรายังมีคนที่รักเราเสมอ
คนที่รักเรามากกว่า คอยเฝ้าดู คอยห่วงใย
เรายังมีสังขารร่างกายตามต้นทุนกรรมของเรา
ที่ต้องรักให้มาก ดูแลให้มากกว่า ยังมีอยู่ ไม่ได้เสีย
รู้ดังนี้ เมื่อรักเป็น ก็จะสนใจสุขภาพ
สนใจการเรียนการสอบ สนุกกับการได้ปัญญา
ได้สร้างบารมี เป็นภูมิคุ้มกัน โรคภัย
รวมถึงความเขลา ความไม่รู้จักโอกาสในชีวิต
ปิดกั้นลงโทษตัวเอง เพื่อประชด คนที่ไม่สนใจเรา
แต่ทำร้ายพ่อแม่เราเต็มเต็ม
โง่แท้ๆ
วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
แบกความดีไปเพื่ออะไร? (ปู่ชิว 3)

ยอมรับว่าการทำดีในยุคนี้นั้นยากอยู่
เพื่อนจะชวนไปกินเหล้า จะปฏิเสธก็ลำบาก
ถ้าไม่ไป ก็ถูกมองว่าทำตัวห่างเหิน ไม่เอาเพื่อน ใจไม่ถึง
เราเห็นการมี กิ๊ก เป็นแฟชั่น,
แฟชั่นที่มันสวนทางกับอุดมคติของปู่ชิวโดยสิ้นเชิง
แฟชั่นที่มันจะพาเราลงสู่อบายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เรามี hi5 ที่กระตุ้น ยั่วยุ ล่อใจ เพิ่มกามรมณ์
อดจะหลงไหลไป add คนหน้าตาดีไม่ได้
โดยหวังว่าจะเผื่อฟลุ๊ก เพราะอยากมีกิ๊ก
เราไม่รู้สึกผิด เพราะเห็นใครๆ เขาก็ทำกันเต็มบ้านเมือง
การโกหกหลอกลวง จึงแอบมาฝังตัวอยู่จนดักดานเป็นนิสัย
เพราะเพิ่มพูนวันละนิดๆ จนไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรอยู่
เราแทงบอลโดยไม่รู้สึกว่ามันสะทกสะท้าน
เพราะเมืองนอกเขาเห็นว่าเป็นธุรกิจถูกกฏหมาย
เรามองไม่เห็นว่ามันชั่วร้ายอย่างไร
เพราะว่าความชั่วร้ายมันยังไม่ให้ผล
เช่นกัน..
เราทำความดีไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะให้ผลเมื่อไหร่
และยึดเอาความดี เป็นตัวตั้งก่อนนั้นถูกทางแล้ว
แล้ววันหนึ่งเราจะพบว่า เราจะขอบคุณความดีเดิมๆ ที่เราทำ
แล้ววันหนึ่งเราจะโทษความชั่วทั้งหลาย
จนรู้สึกว่า กูไม่น่าเลย
เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
ทุกวันนี้ผมก็ยังเสพผลิตผลจากความดีเดิมๆ ที่เคยทำ
เรามีบ้าน, มีรถเก๋งขี่, มีตังค์ใช้, ได้นู่นได้นี่,
ได้ไปในที่ๆ มหัศจรรย์ใจ ในที่ๆ อยากไป
ได้เคยสัมผัสเงินเดือนๆ ละแสนกว่าๆ ฯลฯ
ผมไม่รู้หรอกว่า มันเป็นผลผลิตจาก ไอ้ความดีตัวไหนที่เคยทำ
รู้แต่ว่า ทำไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวมันดีของมันเอง
ก็คงเหมือนปู่ชิว ที่ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดสามสิบปี
โดยไม่หวังว่าจะมีอะไรตอบแทน, หรือจะตอบแทนเมื่อไหร่
แต่วันหนึ่ง ผมกลับพบว่า ทำไมเราทำความดีมาก็มากมาย
ทำไมเราทุกข์อยู่, ทำไมเรายังเศร้า, ยังเหงา ทรมานใจสุดๆ
จนถึงสภาพของความทุกข์ถึงที่สุด
บางทีเราก็เล่นเน็ตบ้าง, ฟังเพลงบ้าง, ดูหนังบ้าง, ทำสารพัด
มันก็ยังไม่หาย, มันมีวิธีแก้ทางไหน ที่จะขุดรากถอนโคน
ความทุกข์ใจเหล่านี้ออกไปให้ได้ทั้งหมด โดยถาวร
เพราะเข็ดหลาบ ไม่อยากเจ็บปวดกับเรื่องระยำเหล่านี้อีกต่อไป
ด้วยความดีเดิมๆ แต่ปางไหนก็ไม่รู้ ทำให้พบว่า
มันมีอยู่วิธีหนึ่งที่จะหลุดพ้นจากห้วงทุกข์เหล่านั้นได้
..คือ "อิสระของใจ"
หลุดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง ที่เราเผลอไปยึดเหนี่ยว
เป็นสภาวะที่ว่ากันว่า เมื่อฝึกติดต่อกันจนสำเร็จ
จะปลอดจากความเศร้าหมอง จากเรื่องซวยๆ ทั้งหลาย
หลุดออกจากวังวน ของห้วงทุกข์แห่งกายใจนี้
(ไม่ได้พูดถึงสภาวะนิพพานนะคับ เพราะมันไกลไป)
เป็นสภาวะที่เป็นทางออกของทุกสรรพสิ่ง,
เป็นคำตอบของชีวิตที่เหลืออยู่
เป็นสภาวะที่เหนือจากทุกข์
ที่แม้ความทุกข์ยังมีอยู่ แต่ใจก็ไม่ได้ไปทุกข์ด้วย
ต่อให้มีโรคร้ายคุกคาม ก็ไม่สะเทือน,
ต่อให้อกหักสักพันครั้งก็ไม่หวั่นไหว,
ต่อให้ถูกปลดออกจากงาน, หรือโรงเรียนเวลานี้ ก็เฉยๆ
ต่อให้ญาติเสีย, เมียตาย ก็ไม่ไปคร่ำครวญ
อยู่เหนือความเหงา, ความปวดร้าวทั้งหลาย
ใครจะด่า จะว่าอย่างไร ก็เท่านั้น
ไม่มีความทุกข์ร้อนจากการโกรธ ฉุนเฉียวใดๆ เหลืออยู่
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสุขด้วย
ที่ต่อให้มีบ้านหรูๆ, มีรถแพงๆ, มียศนายพล,
มีลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน, มีเงินเดือนเป็นล้านฯลฯ
ก็ไม่มีความหมาย
ไม่มีความอยากได้อะไรหลงเหลืออยู่
การเซ็ตเป้าหมายนี้ สำคัญมาก
เพราะจะเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
กว่าผมจะมองเห็นเป้าหมายนี้ ก็ต้องใช้เวลาศึกษาตัวเอง
อยู่ในโลกนี้ ตั้งสามสิบปีเศษๆ
ความดีที่ทำอยู่ จึงเหมือนเป็นการปั่นเชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ
ที่ไม่รู้ว่าแกลลอนไหน ถูกนำมาใช้บ้าง,
อันไหนใช้หมดไปแล้วบ้าง
แต่ทำไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นเสบียง สะสมไว้เดินทาง
เพราะเราไม่รู้ว่า การปลูกความดีตัวไหน จะให้ผลเมื่อใด
รู้แต่ว่า มันให้ผลแน่นอน,
เหมือนที่เรากำลังเสพผลมันอยู่ทุกวันนี้
ก็เช่นกัน
เราก็พยายามละความชั่วลงบ้าง
เพราะไม่รู้ว่ามันจะมากีดขวางการเดินเข้าสู่เป้าหมายเมื่อใด
หากซวยแบบแรงๆ มันก็จะพาเราถึงตาย หมดโอกาสฝึกต่อ
ก็นั่นแหละ เพราะความชั่วต่างๆ ที่เคยทำ
มันถึงทำให้เรา เศร้าหมองตรม อยู่จนทุกวันนี้
แต่ในวันหนึ่ง เมื่อเข้าสู่สภาวะนั้น
สุขก็ไม่มีความหมาย, ทุกข์ก็ไม่มีความหมาย
ชั่วนั้นละเว้นแต่แรกอยู่แล้ว, ดีก็ยังละได้
ไม่มีอะไรต้องแบกอีกต่อไป แม้กระทั่งความดี
แท้จริงแล้ว
เราแบกความดี เพื่อวางมันลง เมื่อถึงฝั่งนั่นเอง
เมื่อทำดีมากๆ เข้า ก็พึงระวัง การติดดี..จนวางไม่ลง
เพื่อนจะชวนไปกินเหล้า จะปฏิเสธก็ลำบาก
ถ้าไม่ไป ก็ถูกมองว่าทำตัวห่างเหิน ไม่เอาเพื่อน ใจไม่ถึง
เราเห็นการมี กิ๊ก เป็นแฟชั่น,
แฟชั่นที่มันสวนทางกับอุดมคติของปู่ชิวโดยสิ้นเชิง
แฟชั่นที่มันจะพาเราลงสู่อบายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เรามี hi5 ที่กระตุ้น ยั่วยุ ล่อใจ เพิ่มกามรมณ์
อดจะหลงไหลไป add คนหน้าตาดีไม่ได้
โดยหวังว่าจะเผื่อฟลุ๊ก เพราะอยากมีกิ๊ก
เราไม่รู้สึกผิด เพราะเห็นใครๆ เขาก็ทำกันเต็มบ้านเมือง
การโกหกหลอกลวง จึงแอบมาฝังตัวอยู่จนดักดานเป็นนิสัย
เพราะเพิ่มพูนวันละนิดๆ จนไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรอยู่
เราแทงบอลโดยไม่รู้สึกว่ามันสะทกสะท้าน
เพราะเมืองนอกเขาเห็นว่าเป็นธุรกิจถูกกฏหมาย
เรามองไม่เห็นว่ามันชั่วร้ายอย่างไร
เพราะว่าความชั่วร้ายมันยังไม่ให้ผล
เช่นกัน..
เราทำความดีไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะให้ผลเมื่อไหร่
และยึดเอาความดี เป็นตัวตั้งก่อนนั้นถูกทางแล้ว
แล้ววันหนึ่งเราจะพบว่า เราจะขอบคุณความดีเดิมๆ ที่เราทำ
แล้ววันหนึ่งเราจะโทษความชั่วทั้งหลาย
จนรู้สึกว่า กูไม่น่าเลย
เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
ทุกวันนี้ผมก็ยังเสพผลิตผลจากความดีเดิมๆ ที่เคยทำ
เรามีบ้าน, มีรถเก๋งขี่, มีตังค์ใช้, ได้นู่นได้นี่,
ได้ไปในที่ๆ มหัศจรรย์ใจ ในที่ๆ อยากไป
ได้เคยสัมผัสเงินเดือนๆ ละแสนกว่าๆ ฯลฯ
ผมไม่รู้หรอกว่า มันเป็นผลผลิตจาก ไอ้ความดีตัวไหนที่เคยทำ
รู้แต่ว่า ทำไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวมันดีของมันเอง
ก็คงเหมือนปู่ชิว ที่ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดสามสิบปี
โดยไม่หวังว่าจะมีอะไรตอบแทน, หรือจะตอบแทนเมื่อไหร่
แต่วันหนึ่ง ผมกลับพบว่า ทำไมเราทำความดีมาก็มากมาย
ทำไมเราทุกข์อยู่, ทำไมเรายังเศร้า, ยังเหงา ทรมานใจสุดๆ
จนถึงสภาพของความทุกข์ถึงที่สุด
บางทีเราก็เล่นเน็ตบ้าง, ฟังเพลงบ้าง, ดูหนังบ้าง, ทำสารพัด
มันก็ยังไม่หาย, มันมีวิธีแก้ทางไหน ที่จะขุดรากถอนโคน
ความทุกข์ใจเหล่านี้ออกไปให้ได้ทั้งหมด โดยถาวร
เพราะเข็ดหลาบ ไม่อยากเจ็บปวดกับเรื่องระยำเหล่านี้อีกต่อไป
ด้วยความดีเดิมๆ แต่ปางไหนก็ไม่รู้ ทำให้พบว่า
มันมีอยู่วิธีหนึ่งที่จะหลุดพ้นจากห้วงทุกข์เหล่านั้นได้
..คือ "อิสระของใจ"
หลุดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง ที่เราเผลอไปยึดเหนี่ยว
เป็นสภาวะที่ว่ากันว่า เมื่อฝึกติดต่อกันจนสำเร็จ
จะปลอดจากความเศร้าหมอง จากเรื่องซวยๆ ทั้งหลาย
หลุดออกจากวังวน ของห้วงทุกข์แห่งกายใจนี้
(ไม่ได้พูดถึงสภาวะนิพพานนะคับ เพราะมันไกลไป)
เป็นสภาวะที่เป็นทางออกของทุกสรรพสิ่ง,
เป็นคำตอบของชีวิตที่เหลืออยู่
เป็นสภาวะที่เหนือจากทุกข์
ที่แม้ความทุกข์ยังมีอยู่ แต่ใจก็ไม่ได้ไปทุกข์ด้วย
ต่อให้มีโรคร้ายคุกคาม ก็ไม่สะเทือน,
ต่อให้อกหักสักพันครั้งก็ไม่หวั่นไหว,
ต่อให้ถูกปลดออกจากงาน, หรือโรงเรียนเวลานี้ ก็เฉยๆ
ต่อให้ญาติเสีย, เมียตาย ก็ไม่ไปคร่ำครวญ
อยู่เหนือความเหงา, ความปวดร้าวทั้งหลาย
ใครจะด่า จะว่าอย่างไร ก็เท่านั้น
ไม่มีความทุกข์ร้อนจากการโกรธ ฉุนเฉียวใดๆ เหลืออยู่
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสุขด้วย
ที่ต่อให้มีบ้านหรูๆ, มีรถแพงๆ, มียศนายพล,
มีลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน, มีเงินเดือนเป็นล้านฯลฯ
ก็ไม่มีความหมาย
ไม่มีความอยากได้อะไรหลงเหลืออยู่
การเซ็ตเป้าหมายนี้ สำคัญมาก
เพราะจะเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
กว่าผมจะมองเห็นเป้าหมายนี้ ก็ต้องใช้เวลาศึกษาตัวเอง
อยู่ในโลกนี้ ตั้งสามสิบปีเศษๆ
ความดีที่ทำอยู่ จึงเหมือนเป็นการปั่นเชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ
ที่ไม่รู้ว่าแกลลอนไหน ถูกนำมาใช้บ้าง,
อันไหนใช้หมดไปแล้วบ้าง
แต่ทำไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นเสบียง สะสมไว้เดินทาง
เพราะเราไม่รู้ว่า การปลูกความดีตัวไหน จะให้ผลเมื่อใด
รู้แต่ว่า มันให้ผลแน่นอน,
เหมือนที่เรากำลังเสพผลมันอยู่ทุกวันนี้
ก็เช่นกัน
เราก็พยายามละความชั่วลงบ้าง
เพราะไม่รู้ว่ามันจะมากีดขวางการเดินเข้าสู่เป้าหมายเมื่อใด
หากซวยแบบแรงๆ มันก็จะพาเราถึงตาย หมดโอกาสฝึกต่อ
ก็นั่นแหละ เพราะความชั่วต่างๆ ที่เคยทำ
มันถึงทำให้เรา เศร้าหมองตรม อยู่จนทุกวันนี้
แต่ในวันหนึ่ง เมื่อเข้าสู่สภาวะนั้น
สุขก็ไม่มีความหมาย, ทุกข์ก็ไม่มีความหมาย
ชั่วนั้นละเว้นแต่แรกอยู่แล้ว, ดีก็ยังละได้
ไม่มีอะไรต้องแบกอีกต่อไป แม้กระทั่งความดี
แท้จริงแล้ว
เราแบกความดี เพื่อวางมันลง เมื่อถึงฝั่งนั่นเอง
เมื่อทำดีมากๆ เข้า ก็พึงระวัง การติดดี..จนวางไม่ลง
ปล.โทษทีนะคับ หากอ่านไม่รู้เรื่อง วันนี้แค่ทบทวน confirm ทิศทางการเดินทางตัวเอง
วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
จะเป็นคนดีกันไปทำไม๊? (ปู่ชิว 2)

(อ่านเรื่อง "ความรักของปู่ชิว" ข้างล่างก่อนนะคับ เพื่อความเข้าใจโดยบริบูรณ์)
ปู่ชิว กลายเป็นต้นแบบของคนดี ที่มั่นคง ซื่อตรง มีสัจจะ
แต่ความเป็นคนดีแบบนั้น
ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พ้นทุกข์ได้
ซ้ำร้าย การเป็นคนดีมักจะเจ็บช้ำกว่าคนปกติทั่วๆ ไปเสียอีก
คนดีมักอ่อนไหว อ่อนโยน เห็นใจผู้อื่น,
และเวลากระเทือนก็มักกระเทือนแรงกว่าผู้อื่นเช่นกัน
ต่อให้เป็นคนดีมากที่สุดในโลกแค่ไหน ก็ยังเจ็บช้ำ
ไม่รอดพ้นบ่วงทุกข์อยู่วันยันค่ำ
สาวๆ ที่เป็นคนดี มักถูกชายใจร้ายทำร้ายจิตใจอยู่เนืองๆ
เขามักมองไม่เห็นคุณค่า
ในคุณความดีที่เธออุตส่าห์ทำแทบตาย
หนุ่มๆ มักถูกบอกเลิกด้วยประโยคคลาสสิคว่า "ดีเกินไป"
แล้วกูจะเป็นคนดีกันไปทำไมกัน?
หรือว่าเราถูกผู้ใหญ่หลอกมาตั้งแต่เด็กว่าให้ทำความดีกันไว้?
ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี,
ทำดีแล้วสังคมจะยกย่อง
ทำนู่นทำนี่ ที่ชั่วก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นคนเลว
เดี๋ยววงศาคณาญาติจะถูกประนาม
เรามักได้รับการปลอบใจว่า ทำดีไปเถอะ
ไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทน
ทำดี ทำดี ทำดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทำดี ทำดี ทำดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตั้งหน้าตั้งตากันเข้าไป แต่ไม่ยักเห็นว่ามันจะได้ดีกันซักที
ประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกว่า คนชั่วได้ดีหมดเลย
ขายเหล้าก็รวย, ขายสาวก็ยิ่งรวย, ขายหวยก็ยิ่งรวยไปใหญ่
ทำโต๊ะพนันบอลก็ดูจะรวยสุด
นักการเมือง ก็ยิ่งเห็นชัด ยิ่งชั่ว ยิ่งได้ดี
ได้ครบถ้วนทั้งอำนาจ วาสนา บารมี ลาภยศเงินทอง
การพร่ำสอนให้ยึดแต่หลักทำความดี ผมว่าทำให้สังคมเป๋
เพราะสิ่งที่เห็นกับตา มันตรงกันข้ามเสมอ
แต่แท้จริงแล้ว เรามักลืมเงื่อนไขตัวหนึ่ง ว่า มันต้องใช้เวลา
ซึ่งเรามักจะไม่อดทนรอดูเท่าไหร่
เพราะเงื่อนเวลามันมักใช้เวลานานเกินไป เกินอดใจรอ
กว่าดีจะให้ผล, กว่าชั่วจะให้ผล
กว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงว่า คนร้ายจะต้องแพ้ในตอนจบเสมอ
เราก็อาจเผลอไผล ไปอยู่ฝั่งคนร้ายไปเสียแล้วก็เป็นได้
ปู่ชิวเมื่อวาน ทำให้ความคิดผมหลุดออกจากกรอบความคิด
ของการเป็นคนดีแล้ว เพราะการเป็นคนดี ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
ไม่ใช่ปลายทางที่วางไว้อีกต่อไป,
เราถูกยัดเยียดตั้งแต่เด็กว่าให้ตั้งป้อมทำแต่ความดี ซึ่งมันก็จริง
แต่วันนี้ผมคิดได้ว่า การเป็นคนดีไม่ใช่เป้าหมาย
แต่เป้าหมายคือ ทำอย่างไรจะให้ตัวเองหลุดพ้นจาก
วังวนของความเศร้า เหงา เซ็งระยำพวกนี้ต่างหาก
ที่มันมีผลต่อชีวิตโดยตรง และผู้คนรอบด้านต่างก็เจ็บปวด
ไม่แพ้กัน
พอมาเริ่มค้นคว้าจริงๆ จังๆ ว่า มีวิธีไหนบ้าง
ที่จะหลุดจากการพายเรือในอ่างความเศร้าพวกนี้ได้
โดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความดี (ที่ถูกยัดเยียด) เป็นหลัก,
แล้วก็พบว่า เฮ้ย! จริงๆ แล้ว สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะค้นพบ
และพร่ำสอนเสมอ คือ หลักการนี้นี่หว่า
นั่นคือ วิธีการหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจาก
ความซวยระยำเหล่านี้ เป็นหลักต่างหาก
ไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาเป็นคนดีแบบไม่ลืมหูลืมตา
ซึ่งพอมันยังไม่ให้ผล ก็มาพร่ำบ่นกันพรอดๆ ว่า
ทำชั่วได้ดีมีถมถืด แล้วพากันเปลี่ยนใจไปทำความชั่วแทน
หากศึกษาทำการทดลองกับตัวเองไปเรื่อยๆ จะพบว่า
สิ่งดีเป็นเพียงแค่ทางผ่าน,
เป็นเพียงด่านหนึ่งที่จะต้องผ่าน
เหมือนเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องผ่านเป็นด่านๆ
แล้วเก็บไอเท็ม (สิ่งดี) ไปเรื่อยๆ
เป็นพลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาด
ที่รอท้าทายอยู่เบื้องหน้า
ก็เหมือนกับการเดินทางจากเชียงใหม่ จะไปกรุงเทพฯ
ก็ต้องผ่านลำพูน แวะลำพูนเป็นด่านแรก
เพื่อที่จะพกเสบียงอาหารไปด้วย
ความดีนั้น ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด,
แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงเสบียงให้เราเดินทางแค่นั้นเอง
เพื่อเป็นหลักประกันว่า เราจะไม่เดินทางแบบอดๆ อยากๆ
ไม่มีอุปสรรคหนักๆ มากีดขวาง
เราจึงต้องแวะลำพูนเพื่ออัดฉีดสิ่งดีๆ เข้าไป
ให้เป็นทั้งเสบียง ทั้งเกราะกำบัง และน้ำมันเชื้อเพลิง
ในวันหนึ่งเมื่อถึงปลายทาง เราก็ต้องทิ้ง
สิ่งที่เราแบกมาทั้งหมดนั้น ด้วยการวางมันลงไป
แม้กระทั่งความดี ยังทิ้งได้ จะกล่าวไปไยถึงความชั่วโสมม
เพราะเราจะต้องละมันเสียก่อน ตั้งแต่ก่อนจะออกเดินทางแล้ว
ไม่งั้นจะสตาร์ทเครื่องไม่ได้
แท้จริงแล้ว หลักการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ก็คือหลักเดียวกันกับฟิสิกส์ ที่ว่า Actions เท่ากับ Reactions,
กลไกการทำงานเดียวกัน เพียงแต่เรียกกันคนละอย่าง
เพราะความแตกต่างด้านภาษาระหว่าง ตะวันออก-ตะวันตก
นั่นคือ หากไปตบหัวใคร เขาอาจชักปืนมายิงสวน
มันเป็นกฏการสะท้อนกลับที่เข้าใจได้ง่ายๆ
เป็นกฏธรรมชาติและจักรวาล เป็นสัจจะเสมอ
เป็นความจริงเสมอ และถูกต้องเสมอ
แต่ความซับซ้อนมันอยู่ที่เรื่องเงื่อนเวลาของการให้ผลลัพธ์
ซึ่งบางทีอาจต้องข้ามภพชาติ ไม่ทันเห็นผลในชาตินี้
และเกี่ยวเนื่องกับตัวบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย
ถึงวันนี้ จึงได้พบว่า Positioning ของความดีนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำ
แบบไม่ลืมหูลืมตาแบบปู่ชิ่วอีกต่อไป
สิ่งดีๆ เป็นเพียงทางผ่าน ที่แบกเอาไว้ระยะหนึ่ง
เพื่อการเดินทางโดยสวัสดิภาพ จนเข้าสู่เป้าหมายหลัก
นั่นคือการหลุดวงโคจรของ ความทุกข์อันเกิดมาจาก
ความซวยริยำเหงา เศร้า เจ็บปวดกายใจทั้งหลายต่างหาก
นั่นคือ "อิสรภาพ" ที่แท้จริง
เรื่องของปู่ชิว เป็นตัวอย่างที่แจ่มแจ้ง
ว่าต่อให้ดีแทบตาย ไปจนวันตาย,
แต่ไม่รู้แสงสว่างส่องหนทางออกจากเขาวงกตแห่งความโศก,
ความดีในชาตินี้ก็แทบไร้ความหมาย
ทั้งๆ ที่แบกความดีอยู่เต็มกระบุง
สิ่งที่ปู่ชิว อดทนหมั่นทำความดี จนเป็น idol ชนิดหนึ่งในล้าน
ปู่ชิวจะได้รับความดีตอบแทนแน่นอน
ทั้งชาตินี้และชาติหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
และหากเมื่อไหร่ที่ปู่ชิว พบแผนที่ชี้ทาง, เจอผู้ชี้ทางสว่าง
ออกจากวังวนความเศร้าสลดได้เมื่อไหร่ละก็
ความดีอันมหึมาของปู่ชิว
(สัจจะ, พากเพียร, ความตั้งมั่น) นี้แหละ
จะทำหน้าที่เหมือนเป็นจรวด พาปู่ชิว
เข้าสู่ฝั่งอิสรภาพได้อย่างรวดเร็ว
ปลอดภัย น่าอัศจรรย์ อันยิ่งกว่าประกันชั้นหนึ่ง
พึงรักษาคุณความดี ประหนึ่งเกลือรักษาความเค็ม...นั้น
ก็จริงอยู่ แต่ต้องรู้เป้าหมายด้วยว่า
ความดีที่ทำ มีหน้าที่อย่างไรให้ผลอย่างไร,
และจะต้องละทิ้งไปเมื่อใด
วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
"ความรักของปู่ชิว" สอนอะไรเราบ้าง?

ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น เกี่ยวกับเรื่องความรักของปู่ชิว
ที่ผมแอบทำเป็น mini-research ขอความเห็นจากหลายๆ คน
เพื่อมารวบรวมตรงนี้ให้ได้หลากหลายมุมมองที่สุด
อาจจะไม่ครบ 360 องศา แต่ก็ใกล้เคียง,
ขออนุญาตไม่ต้อง ref.นะคับว่าเป็นความเห็นใครบ้างทุกประโยค
เพราะไม่ใช่งานที่ต้องทำส่งอาจารย์เอาคะแนน,
เพียงแต่ Credit ไว้ตอนท้าย, ทำเอาเล่นๆ มันส์ๆ
แก้เหงาสมอง เล่าสู่กันฟัง,
ใครที่ยังไม่เคยดู ก็กดวีดีโอดูข้างบนก่อนนะคับ
ในส่วนของ Production เป็นงานละเอียดอ่อนมาก
ที่ดูครั้งแรกอาจเรียกน้ำตามาคลอเบ้าตาได้, ฮึฮึ..ผมก็เป็น
เขาทำได้อย่างไรให้มันลงตัวได้ภายในเวลาอันจำกัด 1.30 นาที?
การเขียนบท, มุมการถ่ายภาพ การแพนมุมกล้อง,
ตัดต่อลงตัวไปหมด
เหมือนการปรุงอาหารให้ได้ส่วนผสมที่เหมาะเจาะ
กินแล้วอร่อยทันที,
สีของภาพจำเป็นต้องเป็นขาวดำ
เพื่อตอกย้ำความเป็นอดีตและความทรงจำ
เราจึงรู้ว่า สีสรร มีผลต่ออารมณ์เพียงใด
เสียงซอนั้น หากฟังดูดีๆ จะคล้ายเสียงคนสะอื้นร้องไห้,
ลองฟังดูอีกทีนะคับ,
ด้วยความเป็นไทย
เราเองพากับรับอิทธิพลของเสียงซอมาตั้งแต่เด็ก
เพราะเพลงธรณีกรรแสง จะมาบรรเลงด้วยกีตาร์ไฟฟ้า
ใส่เอ็ฟเฟ็คก็ไม่ใช่เรื่อง
มันต้องเสียงซอ ถึงจะปลุกเรียกน้ำตาคนฟังได้
ช่วงที่ปู่ชิวเริ่มสีซอนั้น ถือว่าเป็นช่วง peak ของอารมณ์
เพราะเป็นช่วงที่จบประโยคบรรยาย
และดนตรีเบาๆ ไต่บรรไดเสียงสูงขึ้น
แทนที่ด้วยเสียงซอที่ปู่ชิวเล่น
เป็นการเฉลยคำที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นทั้งหมด
ว่านี่ไง นี่คือสารัตถะอันสูงสุดของปู่ชิว,
บวกกับสีหน้าของปู่ชิว
ที่ดูเหมือนกำลังมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำเพื่อคนรัก
แล้วภาพก็ตัดสลับไปมากับ อดีตหวานชื่นนอนหนุนตัก
กับความคลาสสิคของต้นไม้สองต้นต้องลมแรง
อารมณ์เหงาชะมัด
สาระสำคัญอยู่ที่เนื้อเรื่อง ที่เราหลายคนบอกว่า
มันน่าจะเป็นแค่โฆษณาแหละน่า
หรือไม่ก็ในโลกโฆษณานั้น ว่ากันว่ามีความจริงอยู่เพียงครึ่งเดียว
ในโลกความจริง จะมีคนอย่างปู่ชิวสักหนึ่งในล้านก็ยังยากอยู่,
จนบางทีเราอาจจะแอบนึกอิจฉาอยากเป็นคุณย่าเสียเอง
ที่มีคนรักจริงอย่างปู่ชิว ที่มั่นคงในรักไม่เสื่อมคลาย,
แม้ว่าเธอจะนอนอยู่ในหลุมฝังศพ,
สิ่งนี้สื่อว่า ปู่ชิวไม่ได้รักในแค่ร่างกายภายนอกของย่า
แต่ด้วยความผูกพันและมั่นคงในสัจจะที่ให้ไว้ต่ะหาก
นี้คืออุดมคติที่เจ้าหญิงในฝันทั้งหลายไล่ล่าหารักแท้,
ถึงได้ประทับใจปู่ชิวกันเป็นทิวแถว
ความรักอันนิรันดรของปู่ชิวเป็นที่น่าชื่นชม
น่ายกย่องในความเด็ดเดี่ยว มั่นคง และซื่อตรง
ที่ในโลกทุกวันนี้หายากเต็มทน,
ที่มีแต่ไอ้ผู้ชายหน้าชั่ว หลอกฟันแล้วทิ้ง
จนเจ็บคร่ำครวญกันเป็นแถว แต่เปลี่ยนมาใช้ศัพท์เท่ห์ๆ ว่า "กิ๊ก"
ได้เราแล้วไปหลอกฟันคนอื่นต่อ
ที่ผมแอบทำเป็น mini-research ขอความเห็นจากหลายๆ คน
เพื่อมารวบรวมตรงนี้ให้ได้หลากหลายมุมมองที่สุด
อาจจะไม่ครบ 360 องศา แต่ก็ใกล้เคียง,
ขออนุญาตไม่ต้อง ref.นะคับว่าเป็นความเห็นใครบ้างทุกประโยค
เพราะไม่ใช่งานที่ต้องทำส่งอาจารย์เอาคะแนน,
เพียงแต่ Credit ไว้ตอนท้าย, ทำเอาเล่นๆ มันส์ๆ
แก้เหงาสมอง เล่าสู่กันฟัง,
ใครที่ยังไม่เคยดู ก็กดวีดีโอดูข้างบนก่อนนะคับ
ในส่วนของ Production เป็นงานละเอียดอ่อนมาก
ที่ดูครั้งแรกอาจเรียกน้ำตามาคลอเบ้าตาได้, ฮึฮึ..ผมก็เป็น
เขาทำได้อย่างไรให้มันลงตัวได้ภายในเวลาอันจำกัด 1.30 นาที?
การเขียนบท, มุมการถ่ายภาพ การแพนมุมกล้อง,
ตัดต่อลงตัวไปหมด
เหมือนการปรุงอาหารให้ได้ส่วนผสมที่เหมาะเจาะ
กินแล้วอร่อยทันที,
สีของภาพจำเป็นต้องเป็นขาวดำ
เพื่อตอกย้ำความเป็นอดีตและความทรงจำ
เราจึงรู้ว่า สีสรร มีผลต่ออารมณ์เพียงใด
เสียงซอนั้น หากฟังดูดีๆ จะคล้ายเสียงคนสะอื้นร้องไห้,
ลองฟังดูอีกทีนะคับ,
ด้วยความเป็นไทย
เราเองพากับรับอิทธิพลของเสียงซอมาตั้งแต่เด็ก
เพราะเพลงธรณีกรรแสง จะมาบรรเลงด้วยกีตาร์ไฟฟ้า
ใส่เอ็ฟเฟ็คก็ไม่ใช่เรื่อง
มันต้องเสียงซอ ถึงจะปลุกเรียกน้ำตาคนฟังได้
ช่วงที่ปู่ชิวเริ่มสีซอนั้น ถือว่าเป็นช่วง peak ของอารมณ์
เพราะเป็นช่วงที่จบประโยคบรรยาย
และดนตรีเบาๆ ไต่บรรไดเสียงสูงขึ้น
แทนที่ด้วยเสียงซอที่ปู่ชิวเล่น
เป็นการเฉลยคำที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นทั้งหมด
ว่านี่ไง นี่คือสารัตถะอันสูงสุดของปู่ชิว,
บวกกับสีหน้าของปู่ชิว
ที่ดูเหมือนกำลังมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำเพื่อคนรัก
แล้วภาพก็ตัดสลับไปมากับ อดีตหวานชื่นนอนหนุนตัก
กับความคลาสสิคของต้นไม้สองต้นต้องลมแรง
อารมณ์เหงาชะมัด
สาระสำคัญอยู่ที่เนื้อเรื่อง ที่เราหลายคนบอกว่า
มันน่าจะเป็นแค่โฆษณาแหละน่า
หรือไม่ก็ในโลกโฆษณานั้น ว่ากันว่ามีความจริงอยู่เพียงครึ่งเดียว
ในโลกความจริง จะมีคนอย่างปู่ชิวสักหนึ่งในล้านก็ยังยากอยู่,
จนบางทีเราอาจจะแอบนึกอิจฉาอยากเป็นคุณย่าเสียเอง
ที่มีคนรักจริงอย่างปู่ชิว ที่มั่นคงในรักไม่เสื่อมคลาย,
แม้ว่าเธอจะนอนอยู่ในหลุมฝังศพ,
สิ่งนี้สื่อว่า ปู่ชิวไม่ได้รักในแค่ร่างกายภายนอกของย่า
แต่ด้วยความผูกพันและมั่นคงในสัจจะที่ให้ไว้ต่ะหาก
นี้คืออุดมคติที่เจ้าหญิงในฝันทั้งหลายไล่ล่าหารักแท้,
ถึงได้ประทับใจปู่ชิวกันเป็นทิวแถว
ความรักอันนิรันดรของปู่ชิวเป็นที่น่าชื่นชม
น่ายกย่องในความเด็ดเดี่ยว มั่นคง และซื่อตรง
ที่ในโลกทุกวันนี้หายากเต็มทน,
ที่มีแต่ไอ้ผู้ชายหน้าชั่ว หลอกฟันแล้วทิ้ง
จนเจ็บคร่ำครวญกันเป็นแถว แต่เปลี่ยนมาใช้ศัพท์เท่ห์ๆ ว่า "กิ๊ก"
ได้เราแล้วไปหลอกฟันคนอื่นต่อ
การตื่นแต่เช้าเพื่อทำน้ำชาและเดินทางไกลด้วยเท้า
ไปกลับ 40 กิโลเมตร ต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเวลา 30 ปี
ยิ่งตอกย้ำในความมั่นคงของชายชราคนหนึ่ง
ที่แกอาจมีความสุขกับการทำในสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ
เพราะโลกทุกวันนี้ ไปหาเอาใหม่ง่ายกว่า ผู้หญิงมีเยอะแยะ
ปู่ชิว จึงเปรียบเสมือนฮีโร่ในดวงใจของสาวๆ หลายๆ คน
ที่ใฝ่ฝันหารักแท้ ที่จะมีเธอในหัวใจแต่เพียงผู้เดียว
อันยากยิ่งกว่างมเข็มใต้มหาสมุทรแอตแลนติส
แต่ใครเลยจะรู้ว่า ปู่ชิวนั้น หัวใจเจ็บช้ำปางตายแค่ไหน
ดูใบหน้าปู่ชิวตอนเล่นซอหน้าหลุมศพ
แม้ว่าจะมีรอยยิ้มคล้ายความสุขปรากฏ,
ก็เหมือนปู่ชิวหลอกตัวเองว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำ
แต่ปู่ชิวจะรู้ไหมว่า อีกด้านหนึ่งของสิ่งที่ทำอยู่นั้น
คือการตอกย้ำความทุกข์อยู่เนืองๆ ของการจากไป
กับภาพความสุขเดิมๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว
ที่มัน contrast กันอย่างรุนแรง
ระหว่างอดีตอันหวานชื่น
กับความขมขื่นที่ไม่มีเธออีกแล้วในปัจจุบัน
เพราะความมั่นคง ซื่อตรง และสัจจะวาจา
ปู่ชิวไม่อาจหลบหนีวังวนแห่งความทุกข์ได้
จึงต้องพายเรืออยู่ในอ่างความทุกข์ร่ำไป
เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามสิบปี โดยการหลงผิด หลงทาง
ขาดแสงสว่างช่วยนำทาง
ปู่ชิว จึงเป็นตัวอย่างของคนที่น่าเห็นใจ น่าสงสาร
ที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิต ติดกับดัก ในโลกแห่งความทรงจำของตนเอง
ภาพความสุขในอดีต กลายมาเป็น ความทุกข์ในปัจจุบัน
ภาพอดีตเป็นดั่งเช่นพยับแดด สิ่งลวงตา
มองเห็นไกลๆ ลิบๆ เหมือนว่ามีอยู่จริง แต่พอเข้าไปใกล้
ถึงรู้ว่า คว้าไม่ได้ มันไม่มีจริง
ตอนแรกผมกะวิจารณ์ปู่ชิวแรงๆ ว่า "ความไร้สาระของปู่ชิว"
แต่ยิ่งดูแล้ว ยิ่งสงสารแกชะมัด, คอมเม้นท์ไม่ออก
กลายเป็นความน่าเห็นใจและสงสารจับใจเข้ามาทดแทน,
เวลาสามสิบปี ไม่ได้ทำให้ปู่ชิวเรียนรู้เลยว่าความตาย
เป็นของธรรมดา
และเมื่อตายไปแล้ว ก็ย่อมดับไปแล้ว ไม่ได้รับรู้อะไรแล้ว,
สิ่งที่ทำ มีแต่ตนเองเท่านั้นที่รับรู้
เพราะเป็นคนมีสัจจะวาจาสูงเป็นพื้นฐาน,
แต่ปู่ชิวจะสนใจหรือเปล่าว่า คนเราตายแล้วไปไหน?
ยังอยู่ที่หลุมฝังศพ หรือว่าไปเกิดใหม่
ย่าอาจจะมาเกิดใหม่
เป็นหมาน้อยที่วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านปู่ชิวทุกวันก็เป็นได้,
หากปู่ชิวรู้ความจริงข้อนี้ หลุมฝังศพอาจไม่มีความหมาย,
หมาน้อยอาจจะกลายเป็นองค์หญิงแทน
ความไม่รู้ต่างๆ จึงเปรียบเสมือนการเดินอยู่ในโลกมืด,
วนเวียนในเขาวงกต หาทางออกไม่เจอ,
แม้กระทั่งไม่รู้จุดหมายในชีวิตที่แท้จริง
ก็เพราะความไม่รู้ จึงเดินทางไปตามเสียงเพรียกของหัวใจ
ปู่ชิวใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ทุกๆ วัน โดยไม่มีแสงสว่างนำทาง,
แต่เป็นไปตามสัญชาติญาณที่หัวใจบอกให้ทำ,
อยู่ในโลกมืดที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน และไม่รู้เป้าหมายของชีวิต
สิ่งนี้รวมๆ เรียกกันว่า "อวิชชา" หรือ ความไม่รู้
ไม่มีใครมาบอกสอน และไม่อาจเรียนรู้ด้วยตนเอง
สิ่งนี้แหละที่ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อวนเวียนกลับมาทุกข์ใหม่อีกครั้ง
.....ไม่รู้จบ
ปู่ชิวยังติดกับดักในวังวนของ "ความทรงจำ"
ที่ทำให้แกทุกข์ไปตลอดชีวิต ยิ่งทำ ก็ยิ่งติด ยิ่งคิดก็ยิ่งทำ
ยิ่งทำก็ยิ่งซ้ำเติมทุกข์ และคิดว่าความสุขคือการสีซอ
วนเวียนซ้ำๆ ซากๆ ไม่รู้จบ
ยิ่งยึดมั่นในรูปภาพความทรงจำที่เคยมีความสุข
สิ่งนี้จะคอยหลอกหลอนปู่ชิวไปตลอดเวลาที่ยังมีลมหายใจ
และ "ทุกข์เพราะความทรงจำ" จะทวีพอกพูนไปเรื่อยๆ
(ขันธ์ 5- สัญญา, เวทนา)
เลยทำให้มองว่า สิ่งที่ปู่ชิวทำอยู่ทุกวันนี้
อีกด้านหนึ่งคือ การดิ้นรนให้ตนเอง ทำเพื่อตนเองด้วย
ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ อันมีบ่อเกิดมาจากความเหงา เศร้า
ด้วยวิธีการที่จะทำเพื่อคนรัก ให้มากที่สุดที่ตัวเองจะทำได้,
แต่จะรู้ไหมว่า สิ่งทีทำอยู่ทุกวันมันกลับเป็นหอกแหลม
ย้อนกลับมาทิ่มแทงปู่ชิวอยู่ทุกวัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนพายเรือในอ่าง
ไม่มีวันจบ จนดูเหมือนว่าเลื่อนลอยกับเป้าหมายในชีวิต
และใช้ชีวิตไปวันๆ
สามสิบปีของปู่ชิว อีกด้านหนึ่งคือการพลาดโอกาสศึกษาว่า
แท้จริงแล้วคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่,
มีเป้าหมายอย่างไรและควรดำเนินต่อไปเช่นไร
ปู่ชิวพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ว่า
การออกจากห้วงความทุกข์นั้นทำอย่างไร
แต่ไปหลงติดว่า การไปสีซอคือความสุขที่ได้ทำ
ด้วยกรอบในการคิดว่าโลกนี้มีเพียงเราสอง
ปู่ชิวจึงยังไม่เคยพบความสุขที่แท้จริง จากการเป็นผู้ให้คนอื่น
หากลองว่าปู่ชิวเอาความขยันหมั่นเพียร ความเด็ดเดี่ยว
และมีสัจจะที่มีอยู่นี้
ไปต้มน้ำซุปไปเลี้ยงเด็กๆ ในโรงเรียนในหมู่บ้าน
และสีซอให้เด็กๆ ฟัง ทุกวัน
ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสามสิบปี
ทดแทนการดั้นด้นไปหน้าหลุมฝังศพ
จะมีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นบ้าง?
ปู่ชิวจะหลุดออกจากห้วงเหวแห่งความทุกข์โดยพลัน
จะมีแต่คนรักและเอาใจใส่ ทั่วตลอดทั้งหมู่บ้านไปตลอดชาติ
รู้จักกับความสุขในระดับสูงขึ้น ด้วยการเป็นผู้ให้
และเป็นสาระสูงสุดของการเกิดเป็นมนุษย์
ในศักกายภาพที่ปู่ชิวพอจะเป็นได้
โดยหากย่ารู้ ย่าคงสรรเสริญมากกว่าการต้มซุปเพื่อดื่ม
ฟังเพลงซอ เพียงเราสอง หน้าหลุมศพ
โดยที่ย่าไม่ได้มา enjoy ด้วยเลย
หรืออาจมีมุมมองว่า ปู่ชิวอาจไม่ใช่เป็นคนดีอย่างที่คาดก็ได้
มีสมมติฐานว่า ย่าเสียชีวิตไป ตอนที่ทั้งคู่ยังเป็นหนุ่มสาว
เป็นตอนที่ความรักกำลังเบ่งบาน,
ยังเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงซึ่งกันและกัน,
เห็นกันแต่แง่งามสดใส
ก็ไม่แปลกอะไรหากปู่ชิว จะรำลึกถึงแต่นางฟ้า,
พร้อมทำทุกอย่างในโลกนี้เพื่อนางฟ้าในใจ
ตราบใดที่ยังไม่มีการได้เสียกัน
หรือแบบไททานิค ที่เพิ่งจะได้กันไม่กี่ครั้ง
ก็ตายจากกันแล้ว
ความทรงจำจึงมีแต่ด้านบวก
เธอยังคงเป็นเจ้าชายในฝันอยู่เสมอและตลอดไป
ความรักในแบบฉบับของหนุ่มสาวนั้น
ต้นหวาน ปลายขมเสมอ อยู่ที่เงื่อนเวลา
แรกรักน้ำต้มผักยิ่งกว่าหวาน ชี้นกเป็นก็เป็นเงิน ชี้เงินก็เป็นทองคำ
เพราะนั่นคือปกติวิสัยของผู้ชายมันที่ยังหวังเยอะอยู่
ก็ย่อมทุ่มเทได้ทุกอย่าง
แต่เมื่อลองได้ดังหวัง หากได้ฟันแล้ว
หรือหากทั้งคู่ลองใช้ชีวิตด้วยกันสักระยะ
ไม่แน่ว่าผ่านไปสักปีหนึ่ง อาจมีทะเลาะกันรายวัน,
แถมด่าแช่งกันให้ฉิบหายตายห่า ด้วยซ้ำไป,
วันนั้น อาจไม่มีปู่ชิวเหมือนในวันนี้
ธรรมดาของความรักย่อมมีจืดจาง และค่อยๆ แปรเป็นขม
เมื่อผู้ชายมันได้สมอยาก คำที่ว่ารัก ก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป
ตามกาลเวลา
เวลาเปลี่ยน..ใจคนเปลี่ยน
แต่หากดูในแง่เข้าข้าง,
ก็คือ ความรักของปู่ชิวเป็นรักแท้แน่นอนที่ไม่เคยจางลง
ด้วยคุณภาพจิตอันเป็นลักษณะเฉพาะพิเศษ
ที่ในชีวิตจริง เราไม่เคยพบเห็น และไม่คิดว่าจะมีจริง
พิจารณาในท้องเรื่องโดยละเอียด จะพบว่า
ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันแล้ว เอากันแล้ว
ใช้ชีวิตร่วมกันมามากกว่า 20 ปีแล้ว,
ปู่ชิวทำเช่นนี้มาแล้ว 30 ปี และขณะนี้อายุ 86
ก็เท่ากับว่าย่ามาจากไปตอนุคุณปู่อายุประมาณ 56
รักของปู่ชิว จึงเป็นรักแท้
แต่การทำเพื่อคนรัก แสดงออกว่ารัก,
ไม่ได้มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอไป
การไม่ได้ต้มน้ำซุป สีซอ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รัก
เพียงแต่คุณปู่แกไม่อยากเสียสัจจะที่เคยลั่นวาจาไว้
คำว่า รักเธอเสมอ ในแบบฉบับแท้จริงอย่างปู่ชิว
จึงเป็นต้นแบบแห่งความรักที่เราทั้งหลายใฝ่หา
แต่ความเป็นจริง เราก็ไม่เคยพบเห็น
ทำให้เราๆ อดสงสัยกันไม่ได้ว่า แบบนี้ ดูสีท่าจะมีแต่ในนิยาย
โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะเห็นคุณค่าของคนๆ หนึ่ง
ก็ต่อเมื่อเขาจากเราไปแล้ว,
สิ่งนี้สอนเราว่า ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเขายังอยู่ ก็พึงดูแลเขาให้ดี
อย่ารอให้เขาจากไปเสียก่อนเลย
เพราะมันไม่มีประโยชน์อันใด ที่จะไปคร่ำครวญต่อหน้าหลุมฝังศพ
ต่อให้ทำดีแทบตายตอนที่เสียเขาไป
เขาไม่ได้มารับรู้ หัวเราะ รื่นเริง มีความสุข ใดๆ หรอก
มีแต่เราจะเศร้าระทมยิ่งกว่าเดิมไปเสียอีก
ดูแลคนรักของเราให้ดีที่สุด เสียแต่วันนี้
วันที่เขาและเรายังมีลมหายใจอยู่
ทำให้เหมือนประหนึ่งว่าเราจะจากกันวันนี้หรือวันพรุ่ง
ในทางปรมัตถุ์, สำหรับผู้แสวงทางหลุดพ้น สู่เสรีแล้ว
ความรักของปู่ชิว คล้ายเป็นกับดัก
ที่คอยขัดขวางการเดินไปสู่แสงสว่าง
ในอายุขัยที่ยังเหลืออยู่ อย่างน่าเสียดาย
กับหยาดเหงื่อแรงกายและจิตใจที่มุ่งมั่นทั้ง 30 ปี
ที่ผ่านไปโดยเกิดสาระน้อยที่สุด
ไม่สมอัตราส่วนของความทุ่มเทที่สูญเสียไป
ปู่ชิวเป็นคนดี และจะได้ความดีตอบแทนแน่นอน
แต่การเป็นคนดี ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นทุกข์ได้
ยังจะยิ่งเศร้าตรมมากกว่าคนไม่ดีเสียด้วยซ้ำไป
เพราะความที่เป็นคนดีนั้น จิตใจจะอ่อนไหว
ชอกช้ำกว่าคนปกติ
หากเศร้า ก็จะเศร้ามากกว่า
ปู่ชิว จึงเป็นตัวอย่างของคนโชคร้ายที่ไม่ได้มีโอกาสมาพบคำสอน
ที่จะพาหลุดพ้นจากห่วงทุกข์ (ทุกข์อริยสัจ)
อันเป็นปกติของคนส่วนใหญ่ที่ยังหลงทางกันอยู่
แต่ยังดำเนินชีวิตยึดมั่นในแบบฉบับตัวกู ของกู
ตามสัญชาติญาณสัตว์โลก ที่เชื่อว่า กูทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว
แล้วใครจะทำไม ก็กูรักชอบแบบนี้ของกู ตามหัวใจสั่งมา
ซึ่งไม่รู้เท่าทันตัวเองว่า หัวใจสั่งมา ก็คือกิเลสมันสั่งมา
ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป ภพแล้วภพเล่า
ไม่รู้จบสิ้นเช่นกัน
สิ่งนี้รวมเรียกกันว่า "ความหลง(ทาง)"
(ตัวเดียวกับ โลภ โกรธ หลง)
ความโชคร้ายของปู่ชิว คือการตอกย้ำความโชคดีของเราๆ ท่านๆ
ที่มีแผนที่ชีวิตนำทาง และอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
(ได้มงคล 38 บางข้อแบบตกกระไดพลอยโจน)
เต็มไปด้วยครูบาอาจารย์พร้อมจะบอกสอน
โดยไม่คิดแม้สตางค์แดงเดียว แต่เรามักเพิกเฉยเสมอๆ
แต่อย่างน้อยๆ ชาตินี้ ปู่ชิว ก็ได้ทำความดีจากความเด็ดเดี่ยว มั่นคง
ตั้งมั่นและสัจจะบารมีติดตัว เป็นเสบียงต่อไปไปในภพหน้า
จนกว่าจะพบแสงสว่าง, พบแผนที่, พบคนอธิบายแผนที่
และหัดเดินไปตามแผนที่นั้น
วันหนึ่ง ด้วยคุณภาพของจิตใจอันเข้มแข็งที่ติดตัวไปนี้
สมาธิแรงกล้าเช่นนี้
ผมเชื่อว่าปู่ชิว จะต้องบรรลุแน่นอนในชาติถัดๆ ไป,
เพียงแต่ชาตินี้ ยังไม่มีใครมาคอยชี้ช่องแนะนำทางออกแค่นั้นเอง
ดูเหมือนว่า การวิจารณ์ปู่ชิวจะไม่จบง่ายๆ แค่นี้ไว้ดูรอบต่อไปครับ
เหนื่อยละ กะปู่ชิว
ขอบคุณ
พี่ปู่ xfiles, คุณแม่เฮียง, หนู mutita, Mr. Maa Noi, Honey, อาจารย์ Benjang, jaktratip, venus และอื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
