วันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว


การเคลื่อนไหวในทางการเมือง (Political movements)
ที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ ขอเรียบเรียงแบบให้เข้าใจแบบง่ายๆ
ซื่อๆ ที่สุด ดังต่อไปนี้

เราอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองในขณะนี้ ก็ไม่แปลกหรอก

เราไม่ผิดที่เราไม่รู้ ลองดูว่าเราเป็นไปตามหัวข้อ
(Check lists) เหล่านี้หรือไม่

1. เรากำลังฮิตกับการเล่น hi5, chat MSN, โหลดริงค์โทน,

Camfrog แต่เราไม่รู้ว่าประเทศเล็กๆ อย่างเรามีสถิติ
การเล่น hi5 หนักพอๆ กันกับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ
และเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ hi5 ของเขา
ไปในที่เสื่อมเสีย (ตามการรายงานของบริษัท)

2. ค่ำหน่อยก็เราเปิดดูละครช่อง 3, 5, 7, 9, 11

หรือไม่ ก็ดูแต่ซีรีย์เกาหลี ไม่ได้สนใจข่าวสารบ้านเมือง

3.เรายังเห็นว่าการกินเหล้าเพื่อการฉลอง และบันเทิง
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง, ห้าทุ่ม เที่ยงคืน เราก็ชวนกันออกไปกินเหล้า
เราไม่รู้ว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า ประเทศไทยที่เล็กนิดเดียว
กลับมีสถิติการกินเหล้าเป็นอันดับ 5 ของโลก

4.เรามักเบื่อกับการเห็นข่าวเจ้าอาวาสวัดแอบมีสัมพันธุ์ฉาว
กับสีกาเสมอๆ , และคนที่ถูกฆ่าชิงทรัพย์ บ่อยๆ ก็มักจะเป็น
เจ้าอาวาสเสียด้วย พลอยทำให้เราไม่อยากเข้าวัด
เลิกศรัทธาในพระสงฆ์ขนาดพระ-เจ้ายังห่วยแตกเลย
ตัดกิเลสไม่ขาด เราจึงยึดเอาดาราเป็นศาสดา


5.แล้วเราก็เห็นการคบชู้เป็นเรื่องเท่ห์ๆ โดยเรียกมันว่า กิ๊ก,
add ไว้ก่อน....แต่ได้ก็ดี


6.ในขณะที่รัฐแอบอนุมัติโครงการหมื่นล้านแสนล้าน
อันเรียกว่า ทุจริตเชิงนโยบาย เราก็ไม่สนใจหรอก
เพราะเป็นเรื่องไกลตัว รัฐบาลไหนก็โกงกินกันทั้งนั้นแหละ
เห็นการเมืองวุ่นวายแล้วก็เบื่อ เครียดไม่ อยากยุ่ง
แค่เรียนหนังสือ หรือทำงานของตัวเองก็เหนื่อยพอแล้ว
เมื่อไหร่มันจะเลิกก่อความวุ่นวายกันเสียที
เศรษฐกิจพังกันพอดี

7. ปากเราบอกว่ารักในหลวง แต่เราไม่ขออยู่

อย่างพอเพียงหรอก เราอยากจะรวยกันทั้งนั้น
บางทีเราก็ทุ่มความหวังไปที่หวยรัฐ และหวยใต้ดิน
เพราะเราเห็นการมีเงินเป็นเรื่องตื่นกระหาย

8. เราไม่เห็นว่าท่านนายกฯ ทักษิณ จะผิดตรงไหนเลย
ท่านเป็นนักการเมืองที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ที่เสียสละเพื่อคนจน, และมีคนจนรักมากที่สุดเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่ท่านถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

9.เรามักจะชอบซื้อของตามโลตัส แมคโคร โอชอง คาร์ฟู
เพราะว่ามันราคาถูกดี, แต่เราไม่รู้หรอกว่าชาติกำลังถูกปล้น
แบบเงียบๆ ไปกับเงินแต่ละบาทที่เราจ่ายออกไป
แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเสียหายตรงไหน ก็ในเมื่อเราได้
ประโยชน์นี่นา

10.เราไม่สนใจหรอกว่า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ, การไฟฟ้า, รถไฟ
แปร ปตท.ไป ใครจะได้กำไร ได้ประโยชน์ เรามีหน้าที่
จ่ายเงินเติมน้ำมัน ตามราคาที่เขากำหนดมาให้
ก็จ่ายๆ ไปเถอะ ในเมื่อซื้อรถมาใช้แล้ว

11.เราไม่รู้ว่า มหาวิทยาลัย ออกนอกระบบแล้ว
มันจะเสื่อมเสียตรงไหน เดือดร้อนยังไง

12.เราไม่รู้ว่า เราถูกครอบงำ กลืนไปด้วยระบบบริโภคนิยม
ไปโดยไม่รู้ตัว, บางทีเราก็มีโทรศัพท์
ทีละสองเครื่อง,
จะต้องฟัง mp3 ถ่ายรูปและฟังวิทยุได้,
แต่เราไม่เคยสำรวจว่ารายจ่ายเราเพิ่มขึ้น, รายได้น้อยลง,
และหนี้สินเพิ่มขึ้น อย่างไร,
เรามีแต่จะดิ้นรนเพื่อให้ได้เงินมากขึ้นเท่านั้น
กู้ได้ไว้ก่อน ถือว่าเครดิตดี และขอยกคำว่า “พอเพียง”
ไว้บนหิ้งบูชา กับใส่เสื้อเหลืองพอเป็นพิธี ก็เอาละ

13.เราไม่เข้าใจว่า ธุรกิจการเมืองนั้น คืออย่างไร
เพราะมันไกลตัวเกินไป


14.เราไม่รู้ไม่สนใจหรอกว่า ประเทศ
แถบละตินอเมริกา
อย่างอาเจนตินา ซึ่งเคยเป็นประเทศร่ำรวย 1/10 ของโลก
จะกลับเป็นประเทศล้มละลาย ประชาชนกลายเป็นยาจก
แม้แต่วิชาชีพหมอก็ยังต้องมาตั้งโต๊ะข้างทางหากินไปวันๆ
ก็เพราะว่าน้ำมือของนักการเมือง
กับนโยบายประชานิยม (Populism) ที่ดูเหมือนยาหอม
แต่กลไกซ่อนเงื่อน ลึกลับจนเราไม่อยากจะสนใจ
ไม่อยากติดตาม เพราะเราก็ได้ประโยชน์เสียด้วยสิ

15.เราไม่รู้ว่า สถานการณ์บ้านเมืองเรานั้น
กำลังลอกเลียนแบบประเทศเหล่านี้เปี๊ยบเลย ทุกกระเบียดนิ้ว

ด้วยเล่ห์เหลี่ยมนักการเมือง กับนโยบายขนมหวาน


16.จนกระทั่งเกิดกลุ่มคนลุกขึ้นมาต่อต้านเรือนแสน,
นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มแพทย์ นับพัน,
จำนวนมากออกมาเคลื่อนไหว เราก็เห็นว่า คนพวกนี้
ทำเรื่องไร้สาระ ไม่รู้จักเอาเวลาไปทำมาหากิน
หรือไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เดินจงกลมให้จิตสงบ

17.เราเห็นแต่ว่า พวกนี้จ้องจะก่อแต่ความเดือดร้อน
ปิดถนนประท้วง เด็กจะไปเรียนหนังสือก็ไปไม่ได้
รถติด เสียเวล่ำ เวลา


18.ขนาดรัฐวิสาหกิจรถไฟ, พนักงานการบินไทย,
พร้อมใจหยุดงานประท้วงรัฐบาล เราก็ยังเห็นว่าพวกนี้
ทำไมพวกนี้ต้องมาหยุดรถไฟ หยุดเครื่องบิน
ก่อความเดือดร้อนให้ชาวบ้านตาดำๆ ด้วย เศรษฐกิจล่มจม,
การท่องเที่ยวพังหมด


19.เราเห็นแต่ว่า กฎหมู่ มันจะมาอยู่เหนือกฏหมายได้อย่างไร
ประชาชนไม่เคารพกฏหมาย แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร


20.เราต้องการแต่สมานฉันท์ ไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกัน
แต่เราแยกไม่ออกจริงๆ ว่า ฝ่ายไหนคือคนร้าย
ฝ่ายคนไหนคือคนดี เราแยกไม่ออกจริงๆ (หรือ?)


21.เรายังคบหาเพื่อนฝูงกันโดยยึดเอาสถาบันการศึกษา
เป็นตัวตั้ง, โดยการรู้จักส่วนตัวเป็นตัวตั้ง
แต่กลับละเลยมงคลชีวิต ที่พื้นๆ ที่สุดข้อที่ 1 และ 2

22.เราไม่เข้าใจคำว่า รัฐบาลนอมินี คืออะไร?

23.เราไม่รู้จักว่า หลักกาลามสูตร คืออะไร มีด้วยเหรอ
หรืออาจจะรู้ แต่ไม่ได้ใส่ใจ, แล้ว Globalization คืออะไร?

24.เราไม่รู้ว่า ระบบทุนนิยมนั้น

จะทำให้บ้านเมืองเราในอนาคต
พังได้อย่างไร และชีวิตเราจะตกต่ำล่มไปแค่ไหน,
เราไม่รู้ว่า การที่เราเอาเวลาว่างไปเดินเล่นตามห้าง
สรรพสินค้าเป็นบ่อเกิดของความเสื่อมอย่างไร

ถ้าหากเราเป็น หรือเห็นด้วย แม้เพียงข้อหนึ่งข้อใดในนี้
ก็แสดงว่า เรามีส่วนร่วมในการปล่อยให้ประเทศเราคืบคลาน
ไปสู่ความหายนะแบบประเทศแถบละตินอเมริกาเป็นแน่แท้
เรายังขาดความรู้อยู่อีกมาก, ยังขาดความตระหนักรู้
เท่าทันนักการเมืองและพวกเศรษฐีต่างชาติ
เรากำลังตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด,
เราถูกกลเกมของการเมืองเล่นงานเราอยู่,
เราจึงไม่ต่างจากคนของประเทศเหล่านั้น
ที่ต้องรอให้ชาติล่มสลายก่อน ถึงจะรู้สึกตัว ถึงจะลุกขึ้นสู้
แต่กว่าจะรู้ ก็มักสายเสมอ, คนเราก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ
ประเทศที่ล่มสลายที่ว่านี้ ต่อให้สู้ชนะอย่างไร
ก็ไม่มีวันแก้ไขได้สำเร็จ เป็นเหมือนฝันร้าย ที่ไม่มีวันตื่น,
ประเทศเขาสลายอย่างไร?
ค่าครองชีพที่แพงหูดับ, ประชาชนไม่สามารถมีได้แม้ปัจจัย 4,
แต่ประชาชนและประเทศติดหนี้สินมากที่ชาตินี้

ก็ไม่มีวันใช้หมด, เป็นทาสของต่างชาติ,
ที่ดินส่วนใหญ่ถูกต่างชาติครอบครอง แต่ชาวบ้านอยู่สลัมพ์,
ผู้คนตกงานเพราะเครื่องจักรเข้ามาแทนที่,
อยู่อย่างไร้ความหวังไปวันๆ ,

พึ่งพาแต่หวยลมๆ แล้งๆ เต็มบ้านเต็มเมือง,
ประท้วงไปก็ไร้ค่า ไม่รู้จะไปประท้วงใคร
เพราะมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว,
นักการเมืองที่ทำประเทศเขาล่มจมก็หนีไปเสวยสุข
อยู่ต่างประเทศแล้ว อันเป็นลักษณะแบบแผนเหมือนกันหมด
ทั่วโลกที่ผู้นำประเทศต่างหลบหนีเข้ากลีบเมฆ
พร้อมเงินก้อนโต


"โจรที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือคนที่ยืนอยู่ต่อหน้า แล้วเราไม่รู้ว่าเขาคือโจร" เราต้องรอให้เขาปล้นเราจนหมดตัวก่อน เราถึงจะฉลาด (หรืออย่างไร)
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

-เราลองพักการเล่นเน็ตเพื่อการบันเทิงสักระยะ,
ถือเอาโอกาสเหตุการณ์สำคัญนี้ ลองมาศึกษาสาวไปหา
ต้นเหตุดูหน่อยซิว่าทำไม เขาถึงประท้วงกันได้ยาวนาน
เป็นสามเดือน ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อหรืออย่างไร แต่ย้ำว่า
จะต้องคิดย้อนไปหาต้นเหตุ อันเป็นหลักอริยสัจ
และวิทยาศาสตร์


- การประท้วงที่นานเกินสามเดือน มันเป็นเรื่องผิดปกติแล้ว
ในสายตานานาชาติ, ที่มันนานผิดปกติ
มันส่งสัญญาณอะไรหรือเปล่า?


- ฮิตเลอร์ ก็เป็นผู้นำที่มาจากประชาธิปไตยเสียงข้างมาก

- ประชาธิปไตย ไม่ใช่ยาวิเศษ, เราเคยมีระบบการปกครอง
ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว
แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยเหตุผลบางอย่าง
แต่พึงระลึกไว้ว่า พื้นฐานประเทศเรา

ไม่ได้มีกำเนิดแบบเดียวกัน กับอเมริกา
ที่ไม่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม,
แบบฝรั่งเศส ที่ตัดเศียรพระมหากษัตริย์แล้วสถาปนาตนเอง
ขึ้นครองราชย์, แบบราชวงศ์อังกฤษที่ ชาวอังกฤษตีค่า
เทียบเท่าดารา หรือเป็นแค่สัญลักษณ์


แต่ในเมื่อวันนี้เรามีระบบการปกครองโดยเลียนแบบ
ตะวันตกมาแล้ว โดยเห็นว่าเป็นของดี ของวิเศษ
ก็ต้องถูๆไถๆ หาจุดลงตัวให้ได้
ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนี้ต่อไป จนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง
ในสักวันหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

-ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยเหล่านั้น
ไม่มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเรามี อันเป็นหนึ่งเดียวในโลก

(Unique), นั่นคือ ความเป็นชาตินิยม
(Nationalism) ความรักชาติ,
รักพระมหากษัตริย์อันมีมาแต่สมัยสุโขทัยที่รบกับข้าศึก
เคียงข้างผูกพันกับประชาชนเรื่อยมา

-แต่ประเทศที่เราไปลอกเลียนแบบประชาธิปไตยของเขามานี้
เขามีในสิ่งที่เราไม่มี ก็คือ ผู้คนอยู่ดีกินดีอยู่แล้ว,
ประชาชนมีการศึกษาดี
รู้และติดตามการทำงานของรัฐ,
ไม่บ้าเล่น hi5, ไม่บ้ากินเหล้า,
จึงซื้อสิทธิ์ขายเสียงไม่ได้,
แต่ประเทศเรานั้น....ท่วมท้น (จากประสบการณ์ทำงานเต็มๆ)


-ประเทศเหล่านั้น เก็บภาษีมหาโหด
จนประชาชนต้องติดตามดูเองว่า รัฐเอาเงินภาษีของเขา
ไปทำอะไรกันแน่ ใช้เงินคุ้มค่าหรือเปล่า ต่างกันเยอะนะคับ

กับบ้านเรา ที่เก็บภาษีนิดเดียว

-รัฐบาล ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ บุคคลกลุ่มหนึ่ง (หน้าเก่าๆ)
ที่ถืออำนาจบริหารสูงสุดไว้ในมือ อำนาจที่เราๆ ท่านๆ
ล้วนทยอยสละให้ท่านเหล่านั้นไปตอนเลือกตั้งลงคะแนน
จากนั้นรัฐก็จะเอาอำนาจนั้นมาบริหาร

รัฐของทุกประเทศ จึงยิ่งใหญ่มาก
มีเครื่องมือทุกอย่างเบ็ดเสร็จ,
โดยเฉพาะการมีตำรวจที่สั่งการได้ครับนาย สบายครับท่าน
เพราะตำรวจคือ เครื่องมือของการเมือง อันเป็นไปตามระบบ
ของแทบทุกประเทศ เราจึงสังเกตุเห็นว่า
คำว่า Police, Policy, Politics นั้น มีรากศัพท์อันเดียวกัน
ดังนั้นแล้วหากเห็นตำรวจต้องออกมาเกี่ยวข้องกับ
การเมืองเต็มๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจ
เพราะตำรวจคือเครื่องมือโดยระบบอยู่แล้ว


- สิ่งที่หอมหวลชวนหลงไหลของอำนาจรัฐที่ถวิลหากันนี้
อันเหมือนยาเสพติดคือการบริหารเงินนับล้านล้านบาทต่อปี
ที่มาจากการควักกระเป๋าตังค์ของเรา
ที่เราต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจ่ายให้รัฐไปในชีวิตประจำวัน

-หากประเทศใดที่รัฐมีอำนาจเหนือสื่อมวลชน
ก็สามารถควบคุมสื่อให้อยู่ในมือได้ สิ่งนี้เรียกว่า Propaganda
หรือการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ
โดยการเลือกเสนอข่าวเฉพาะด้านดีของรัฐ,
แล้วก็มอมเมาด้วยละครน้ำดี, สิ่งบันเทิงต่างๆ
เพื่อปิดหูปิดตาประชาชน,
เพราะหากประชาชนรู้เรื่องการเมืองมากขึ้นเท่าใด
ก็ยิ่งจะมาสนใจ มาตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้นเท่านั้น
แล้วเรารู้หรือไม่ว่า กรมประชาสัมพันธ์ที่เรากำลังรับข่าวสาร
ข้อมูลอยู่นี้.....เป็นของรัฐเต็มๆ
ในขณะที่ประเทศอื่นนั้น สื่อเป็นของเอกชน
ที่สามารถด่าและวิจารณ์การทำงานของรัฐได้เต็มที่
ไม่ต้องกลัวโดนย้าย, อดขั้นเงินเดือน
อำนาจของสื่อ จึงคานกับอำนาจรัฐอีกทอดหนึ่ง

Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

-ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนถูกบีบให้ไม่มีทางต่อสู้ เพราะผู้มีอำนาจเป็นผู้ออกกฏหมายจึงต้องทำให้มันโค่นล้มได้ยากที่สุด
ไม่มีอื่นใดอีกแล้ว นอกจากการชุมนุม อันเป็นทางออกสุดท้าย,
ส่วนทหารที่มีอำนาจของกระบอกปืนในมือ
ซึ่งคานอำนาจรัฐนั้น หวังพึ่งพาได้ยาก
เพราะถูกจำกัดด้วยระบบรุ่นพี่รุ่นน้องนำหน้า
หากว่าไม่มี Motivation ถึงที่สุด
ทหารจะไม่ยอมออกมาเสี่ยงโดยเด็ดขาด
เพราะโอกาสเสียมีมากกว่าได้ หากจะทำปฏิวัติ แล้วข่าวรั่ว
แม้เพียงนิดเดียว นั่นหมายถึง ชะตาขาดโดยพลัน,
ชีวิตของผู้คน, บ้านเมืองและตนเองเป็นเดิมพัน


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
ต่างชาติไม่ยอมรับการใช้อำนาจทางทหารอีกแล้ว
คิดมุมไหนก็ไม่คุ้ม
ปฏิวัติไป ก็มีแต่เสียกับเสีย

-ในสถานการณ์เดียวกัน มีวิธีการต่อสู้กับรัฐบาลอีกแบบหนึ่ง
ที่ชาวบ้านประเทศอื่นๆ เขานิยมใช้กัน

โดยเฉพาะในโซนยุโรป, ตะวันออกกลาง
เรียกว่า Terrorism หรือการก่อการร้าย
เราไม่รู้หรอกว่ามีเยอะมาก แม้ในประเทศพัฒนาแล้ว
เพราะเราไม่ได้เรียน แต่ไม่เป็นไร
(ผมเรียนเรื่องนี้พอดี เลยขออนุญาตมาเล่าสู่กันฟัง)

อันเกิดมาจาก กลุ่มที่มีพลังน้อยไม่รู้จะหาวิธีไหนแล้ว
ที่จะมาสู้กับพลังอันยิ่งใหญ่ของอำนาจรัฐ
เรียกการต่อสู้เหล่านี้ว่า Asymmetric Warfare
แม้จะผิดกฎหมาย ฆ่าคนบริสุทธิ์ ก็ยอมทำ
หากเห็นว่ารัฐทำไม่ถูกต้อง เพราะนั่นเป็นเพียง
หนทางที่เหลืออยู่ของการต่อสู้ กับอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผิดๆ
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
- เมื่อลืมตาดูโลกกว้าง ก็พบว่าการชุมนุมของคน
ในประเทศไทยเราวันนี้ ก็แสนดีหนักหนาแล้ว
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รอบข้าง รอบโลก
ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ยอดเยี่ยมที่สุด
รองจากสมัยท่านมหาตมะ คานธี
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
ที่ต่อสู้กับมหาอำนาจของจักรวรรดิ์นิยมอังกฤษ ในอินเดีย
ตามหลัก “อหิงสา อโหสิ”
แต่อย่าลืมว่า คนเรือนแสนชุมนุมกัน
อหิงสากันนานเกินสามเดือน นับว่านานเกินไปแล้ว
นานผิดปกติแล้ว ความอดทนของมนุษย์มีขีดจำกัด
และเริ่มควบคุมลำบาก เราจึงเริ่มเห็นความรุนแรงที่ค่อยๆ
ทวีขึ้นเรื่อยๆ เพราะทะลักจุดแตกของอหิงสา


-ยุคของป๋าเปรมนั้น แค่นักวิชาการลงชื่อกันไม่ถึงร้อยคน
ท่านก็ลาออกแล้ว ด้วยเกียรติภูมิของป๋า จึงไม่แปลกที่ท่าน

จะได้เป็นรัฐบุรุษ รับใช้เบื้องยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

- อหิงสาสามเดือนไม่ได้ผล ยุทธวิธีแตกหักจึงจำเป็นต้อง
นำมาใช้เพื่อบีบรัฐบาลให้ถึงที่สุด อันเป็นวิธีเดียวกันกับ
การเข้ายึดที่ต่างๆ แบบทหารทำตอนปฏิวัติ
ต่างกันเพียงทหารใช้รถถังและปืน,
แต่นี่เป็นครั้งแรกในโลกที่เข้ายึดทำเนียบโดยประชาชนเต็มขั้น

โดยยอมทำผิดกฏหมาย (แท้จริงแล้วการปฏิวัติของทหารก็คือการทำผิดกฏหมายเช่นกัน หากว่าปฏิวัติไม่สำเร็จก็คือกบฏนั่นเอง) โดยคาดหวังว่า
เมื่อยึดจุดต่างๆ ได้สำเร็จ รัฐบาลลาออกแน่
แต่รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลเดียวในโลกเช่นกัน
ที่มีความดื้อด้าน
(หรือเพราะถอนทุนยังไม่เสร็จสิ้น แก้ รธน.ยังไม่เสร็จสิ้น)

แม้กระทั่งบีบอย่างแตกหัก ด้วยการหยุดเดินรถไฟ
ปิดสนามบิน อันแสดงถึงความเป็นอัมพาตของรัฐที่จะปกครองก็แล้ว
เราจึงได้ยินคำว่า "อหิงสา แพ้หน้าด้าน" ก็ครั้งนี้ครั้งแรกของโลกด้วยเช่นกัน ก็จึงไม่แปลกที่แกนนำ จะโดนข้อหากบฎด้วย แบบที่ทหารปฏิวัติล้มเหลว

-คนไทยไม่ได้โง่ หรือไม่รักกัน, หรือไม่รักชาติ,
เพียงแต่เราขาดการรับรู้ที่ถูกต้อง
จึงตกเป็นเครื่องมือของคนฉลาด
และระบบที่ถูกสร้างมาอย่างแยบยล
แต่หากเรารู้ว่าเรากำลังถูกหลอก เราจะตื่น
และยอมไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่เราจะให้คนไทยตื่นได้อย่างไร
เมื่อเราเห็นโจรอยู่ต่อหน้าแต่มันใส่สูทและยื่นลูกอมเคลือบยาพิษให้เรากิน

-ประวัติศาสตร์สอนเราว่า
“อำนาจรัฐ จักได้มา ด้วยกระบอกปืน”,
เราจะรอให้ถึงวันที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้งหรือไม่
แม้จะโดยเจตนา หรือสร้างสถานการณ์ก็ตาม


-เมื่อเราสำรวจการเมืองไปรอบๆ โลก
เราจะพบอีกอย่างหนึ่งว่า
“โลกนี้ ไม่ได้ต้องการคนเก่ง โลกนี้ต้องการคนดี”

ก็คงเหมือนกับที่ท่านคานธีเคยบอกว่า "ทรัพยากรในโลกนี้ มีมากมายเกินพอสำหรับเลี้ยงผู้คนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับความโลภของคนเพียงคนเดียว"

-ตามที่ท่าน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ว่าไว้ ก็จริงอยู่
“ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทย ทำไม่ได้”
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ นั่นคือ
การทำตัวให้เป็นตำรวจที่ดี (มีสัมมาทิฏฐิ)
ก็ไม่ต้องตกใจ หากยังเห็นตำรวจที่ยังไล่ทุบตีประชาชนอยู่
ตำรวจไม่ใช่หุ่นยนต์ หรือ Superman
มีอารมณ์อ่อนไหวพร้อมถูกยั่วยุได้

ตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งที่มีกิเลสสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อทั้งยศน้อยยศใหญ่และก็พร้อมจะทำอะไรเกินเลยได้ นั่นเป็นเพราะ ตำรวจเป็นข้าราชการประจำ
ที่มีอำนาจและความรับผิดชอบเยอะจัดรองจากนักการเมือง
(ดูจากจำนวน พ.ร.บ.จำนวนมหาศาล ที่ให้อำนาจตำรวจเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่)
เมื่อหลงติดอยู่กับอำนาจ
ที่ระบบของการเมืองปันเศษอำนาจมาให้ชูหาง เบ่งกล้าม
ก็พึงเข้าใจว่าตำรวจ ก็ไม่อาจหลุดจากบ่วงอำนาจนี้ได้
เพราะมันคือระบบ ทำให้คนเสพติด ไม่ต่างจากยาฯ


ตำรวจก็เปรียบเสมือนดาบเล่มงาม เล่มหนึ่งของรัฐ
หากดาบนี้ อยู่ในมือโจร, ดาบก็จะถูกใช้ไปในทางโจร
ตำรวจจึงอาจกลายเป็นโจรโดยไม่รู้ตัว แม้สวมเครื่องแบบอยู่
ดังนั้นแล้ว "อย่าเชื่อ ในสิ่งที่เห็น" ดูระบบให้ออก

-หากเราเข้าใจคำว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”
เราจะเข้าใจคำว่า ‘สรรพสิ่ง ล้วนสัมพันธ์กัน’ หรือ
‘Everything is interconnected’
หากเรายังไม่เข้าใจอีก แสดงว่าเราไม่เคยฝึกจิตมาก่อนเลย
แล้วเราก็จะไม่รู้ว่า การเมืองกับเรื่องของเรา
อยู่แค่ปลายจมูกที่เรามองข้ามมันเสมอๆ

Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


- หากเราไม่เข้าใจคำว่า "คุณธรรม นำการเมือง",
เราก็จะไม่มีวันเข้าใจเหตุการณ์ที่พระทิเบต, กับพระพม่า
ต้องมาเป็นแกนนำในการประท้วงรัฐบาลตนเองที่ผ่านมา เพียงแต่เขาอยู่ในวิกฤติที่มองเห็นศรัตรูตัวเป็นๆ เด่นชัดกันทั่วประเทศ

- หากเรายังเห็นว่าเป็นเรื่องของคนสองฝ่ายทะเลาะกันอยู่
หรือแย่งชิงอำนาจ หรือ แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว หรือบอกว่าตัวเองเป็นกลาง

แสดงว่า เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย


- เหตุการณ์นี้ มีความสำคัญไม่แพ้ พฤษภาทมิฬ ปี 35 สมัยนั้นผมอยู่โรงเรียนเตรียมทหาร ถนนพระราม 4 ยังโดดรั้วโรงเรียนออกไปร่วมชุมนุมเลย (ฝ่าฝืนกฎเช่นกัน) เมื่อเราเข้าไปสัมผัสดู ด้วยตนเองเราจะเข้าใจประโยคที่ว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ ในสิ่งที่เห็น" และหนักแน่นในกาลามสูตรมากขึ้น แล้วจะรู้อีกอย่างว่า การชุมนุมนี้เป็นเรื่องโคตรๆๆ ทรมานเลย กว่าจะผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน ไม่ใช่เรื่องสนุก ตำรวจนั้น เหนื่อยก็แค่เปลี่ยนเวรยาม แต่ชาวบ้านนั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทนใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้ซัก น้ำไม่ได้อาบ ห้องน้ำก็มีน้อย

- หากเรายังไม่กล้าแสดงจุดยืน, เรายังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะเพื่อนจะไม่คบ กลัวคนอื่นจะไม่เห็นด้วย, เก็บเนื้อเก็บตัวดีกว่า, ก็ยังไม่เป็นไร เป็นเรื่องปกติ นั่นเป็นเพราะหัวใจเรายังไม่อิสระพอ


ธรรมชาติของน้ำกับน้ำมัน, หรือ น้ำกับกาก เมื่อถึงเวลา ก็จะต้องแยกกัน, เหมือนคนดีก็จะต้องแยกออกจากคนไม่ดี, คนโง่น้อยก็จะต้องแยกออกจากโง่มาก, แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะแยกจากกันตลอดไป เพราะวันหนึ่ง บัวก็ต้องโผล่ออกมาจากใต้โคลนตมเอง เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เมื่อทุกข์ถามหา จึงเป็นที่มาของ มงคลข้อ 1 และข้อ 2 นั่นปะไร, มิใช่คบกันเพราะสถาบันการศึกษาเดียวกัน รุ่นนั้น รุ่นนี้ (มิจฉาทิฏฐิ)

แต่หากเราไม่กล้าขัดเพื่อนหรือแสดงออก, ก็เป็นธรรมดาเพราะว่า เรายังหวังพึ่งพาผู้อื่นอยู่, ยังหวังประโยชน์จากคนอื่นอยู่, แต่หากเมื่อไหร่ที่เราพึ่งพาตนเองได้ (อัตตาหิฯ) ใจเราจะเป็นอิสระมากขึ้น ไม่พึ่งพิงสิ่งใดหรือ ผู้ใด แม้การพึ่งพิงทางใจ ทุกข์จะน้อยลง เพราะไม่ต้องเอาฝากใจ หรือความสุขไปพิงไว้กับสิ่งที่ไม่แน่นอน

-ความรู้เรื่องการเมือง เป็นเรื่องของ Perception หรือการรับรู้, รับรู้ในข้อมูลไม่เท่ากัน หากยังรับรู้ไม่ถูกต้อง ก็จำเป็นต้องดิ้นรน เพื่อการรับรู้ให้ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน แต่เราไปตั้งชื่อให้มันเองว่า การเมือง จึงฟังดูว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ, ซึ่งมันก็น่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ, แต่จริงๆ แล้วความรู้ในโลกนี้มีแค่สองอย่างเท่านั้น คือรู้โลกภายนอก กับรู้โลกภายใน(ตัวเอง), ไม่มีการเรื่องของการเมือง, ศาสนา, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ ฯลฯ เพราะทุกสิ่งสัมพันธ์กันหมด รู้โลกภายนอกนั้นมีประโยชน์น้อยคือหล่อเลี้ยงสังขารเพียงชาตินี้ชาติเดียว รู้โลกภายในนั้นเป็นสาระมากติดตัวไปทุกภพชาติ

หากเรารับรู้แล้ว ก็ต้องแบ่งให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย เพื่อฉุดเขาออกจากโคลนตม อันเป็นหน้าที่ของกัลยาณมิตร แต่หากว่าเขามีความเห็นเป็นอื่น ก็พึงรับฟังและพิเคราะห์ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ หากไม่ใช่ก็พึงเตือนเพื่อน ด้วยข้อมูลอันถูกต้อง หากเขาไม่ฟัง เนื่องด้วยอัตตาสูง ก็คงต้องวางเขาไว้ในตมไปก่อน วันหนึ่งเขาจะโผล่ออกมาเอง

- คำว่า ‘อารยะขัดขืน’ หรือ Civil Disobedience ที่กำลังฮิตนี้
คือการยอมเสียสละตนเองที่จะทำผิดกฏหมาย
แต่มีเป้าหมายทางศีลธรรมที่สูงกว่า เหนือกว่า
แม้ตนเองจะถูกลงฑัณฑ์ก็ตาม เหมือนที่ท่านคานธี นำมาใช้
สมัยต่อสู้กับจักรวรรดิ์อังกฤษ โดยยึดหลักคุณธรรมไว้ก่อน
เพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม แบบอังกฤษ

และที่มักจะอ้างว่าได้มาโดยประชาธิปไตย เสียงข้างมาก
แบบว่าประชาชนเสียงส่วนใหญ่เลือกผม

กฏหมายเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น, หากให้เลือก ก็ต้องเลือกคุณธรรมก่อน กฏหมายนั้นเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป แม้แต่ติดคุกอยู่แล้วยังออกกฏหมายนิรโทษกรรมได้เลย แต่เรื่องศีลธรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ดังนั้นแล้วอย่าไปติดยึดในเรื่องกฏหมายมาก ให้ยึดคุณธรรมไว้ก่อน ที่เรียกว่า 'The End justifies the means' ก็เหมือนกับเรารับคำสั่งเจ้านาย แต่หากเห็นว่าสิ่งที่นายสั่งนั้นมันผิด เราก็จำเป็นต้องขัดขืน แม้ว่าจะถูกไล่ออกจากงาน ตามกฎของบริษัทก็ตาม ก็เช่นกัน ณ เวลานี้ หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไล่ผมออกจากการเป็นตำรวจ ผมก็ไม่ได้กระเทือน เพราะคนเรานั้น ไม่ได้ตัดสินกันตอนเกษียณว่าตำแหน่งไหน รวยแค่ไหน แต่ตัดสินกันตอนตาย ว่าจะไปนรกหรือสวรรค์ (พระพุทธเจ้าถึงได้บอกพระอานนท์ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจนั่นปะไร)

ดังนั้นแล้ว การต่อสู้วิธีเดียวอันถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยที่เหลืออยู่ ก็คือการชุมนุมนี้ อันอ้างกฏหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุด
ฉะนี้ แม้รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ซึ่งมีผลบีบให้ประชาชนกลับเข้าบ้าน
เพื่อให้ทหารเข้าควบคุม รับผิดชอบเหตุการณ์ทั้งหมด
เราจะได้เห็นการ อารยะขัดขืน ฝืนกฏหมายต่างๆ ด้วย
เพราะเมื่ออ้างหลักธรรม และรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุด ใช้สิทธิ์ในการชุมนุม ก็จะไม่ฟังกฏหมายอื่นแล้ว เราอาจจะได้เห็นประชาชน ประจันหน้ากับผู้ถือปืน เพื่อต่อสู้ ในการเปลี่ยนรัฐบาลโจรให้ได้ โดยยอมผิดกฎหมายยิบย่อย เพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า

ครั้นสมเด็จพระเจ้าตากสิน, ท่านก็อายะขัดขืน ฝืนกฏ
มลเฑียรบาล เพื่อนำไพล่พลหนีไปซ่องสุมกำลัง
ที่เมืองจันทร์ หากไม่มีท่านฝ่าฝืนออกไปวันนั้น
เราก็จะได้ร้องเพลงชาติพม่า อย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้

การขัดขืนหมายจับของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ก็อาจอ้างอารยะขัดขืนได้เช่นกัน หากว่าท่านขัดขืนเพื่อเป้าหมายทางศีลธรรมอันสูงกว่ากฏหมาย แต่วันนี้ท่านขายทั้งหุ้นชินคอร์ป และหุ้นเรือใบแล้ว ท่านเคยรักอะไรจริงบ้าง ที่นอกจากเงินและพวกพ้อง

- การเมืองไทย กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์
ที่สำคัญมากๆ ที่จะรื้อระบบการเมืองครอบครัว,

ระบบพรรคพวก นักการเมืองหน้าเก่าๆ ที่จ้องจะงาบ
งบประมาณของชาติยกชุด


- เราจะมีโอกาสได้เห็นวิชามารต่างๆ ที่รัฐบาลงัดออกมาเป็นกลยุทธ์ตอบโต้ แต่เป็นการตอบโต้เชิงนโยบาย ที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็น และมองไม่ค่อยออกว่าเป็นวิชามาร เช่นการดิ้นไปขอใช้อำนาจศาลแพ่ง, การให้กระทรวงศึกษาธิการออกหนังสือถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม แต่หากเราเห็นมหาลัยไหนดื้อออกมาร่วมชุมนุม นั่นคือ มหาลัยนั้นใจถึง อารยะขัดขืนด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีโทษ หรืออาจจะถูกตัดงบ, หากวิชามารแบบทื่อๆ หน่อย ก็เป็นการจัดม๊อบ เพื่อให้มาชนกับม๊อบเพื่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน แล้วจะได้ใช้กำลังติดอาวุธของรัฐเข้าปราบโดยชอบธรรม, การขอกำลังทหารมาเสริม ทั้งๆ ที่สถานการณ์ยังคุมได้อยู่ แต่เป็นการดิ้นรนดึงทุกๆ เครื่องมือออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ทหารก็ยังนับว่าทันเกมส์นักการเมืองอยู่ จึงปฏิเสธไปฯลฯ

- อย่าไปรังเกียจ เหยียดกลุ่ม นปช., นปก, หรือดูแคลนเขาว่าถูกรับจ้างมา, ไม่มีความรู้, เป็นชนชั้นกรรมกร ฯลฯ เขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่เป็นเหยื่อของระบบ, เป็นกลุ่มบุคคลที่น่าสงสาร, ที่ถูกปลุกปั่น, ถูกกระตุ้นด้วยเงิน, ถูกมอมเมาด้วยเหล้า, มีมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งถูกหลอกเอาความดีเดิมๆ มาใช้ คือความกตัญญูและรักพี่รักน้องอันเป็นแก่นดีของคนไทย แต่ก็เป็นจุดอ่อนด้วยในเวลาเดียวกัน, "ไม่มีไพร่พลที่เลว มีแต่แม่ทัพนายกองที่เลว"

หากเราไม่โดดเข้าร่วมชุมนุม ก็ลองศึกษาดู
น่าติดตามมากๆ หากมองเกมส์นี้ ในอดีตเราจะเห็นว่า
มีตาอินกะตานา แล้วก็ตาอยู่ ที่คอยจ้องงาบเหยื่อ
ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้เสมอๆ เราจึงเห็น นักการเมืองหน้าเก่าๆ
ซ้ำๆ ซากๆ วนเวียน เล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง
และพวกพ้อง น่าเบื่อ น่ารังเกียจ น่าสะอิดสะเอียน
น่ารำคาญ อยากอ๊วก แต่รอบนี้ ขอฟันธงว่า..ไม่ใช่
หมากเกมส์นี้ ตาอยู่ไม่ได้กินแน่นอน

หากว่า ฝ่ายประชาชนไม่สิ้นฤทธิ์ไปเสียก่อน

-สังเกตุว่าหลังจากการเข้าตีแบบแตกหัก ยึดทำเนียบ
และสถานที่ราชการต่างๆ แม้จะยึดได้หมดแล้ว
แต่ผลลัพธ์ออกมาล้มเหลว รัฐไม่ยอมลาออก
จะเห็นว่าประชาชนบางกลุ่มเริ่มถอดใจ, ท้อแท้ หมดหวัง
สนามบินเริ่มเปิด, พนักงานรัฐวิสาหกิจเริ่มกลับไปทำงาน
แม้ผู้นำฝ่ายรัฐวิสาหกิจจะขอให้ลางานต่อ
หลายคนเริ่มสนใจยุทธวิธีการใช้กำลัง
ของ พล.อ.พัลลภฯ ที่รุนแรง, รวดเร็ว แม้จะเจ็บปวด
สถานการณ์การอ่อนกำลังอย่างรวดเร็วของฝ่ายประชาชน
ทำให้ต้องปลุกระดมใหญ่อีกครั้ง ภายใต้ Theme ว่า
"สงครามครั้งสุดท้าย"


แต่อย่าลืมว่าสามเดือนเศษกับการชุมนุม ไม่ใช่เรื่องสนุก
งานการก็ไม่ได้ทำ, รายได้ก็ไม่มี เสียเวลาก็เสีย
เหนื่อยก็เหนื่อย แล้วยังพ่ายแพ้อ่อนแรงอีก
หากหัวใจรักชาติ จะเริ่มฝ่อลงไปเรื่อยๆ
จะส่งผลให้ปริมาณคนจะลดลงไปเรื่อยๆ
แต่แนวโน้มความรุนแรง จะวิ่งสวนทางเพื่อชดเชย
กำลังที่ขาดหายไป อันเป็นลักษณะปกติ หากผู้นำการชุมนุม
ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว และไม่มีคุณธรรมเพียงพอ
แต่ ณ วันนี้ กระแสผู้คนที่เริ่มรับรู้ ยังลุกฮือขึ้นมาต่อสู้อยู่
ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะหมดแรงวันไหน อันเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ประชาชนไทย ตื่นตัวกันเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
สูตรการตัดต้ำตัดไฟ ปิดสนามบิน ปิดเกตุเวย์ ร่วมใจกันถอนเงินจากธนาคาร นับเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐรูปแบบใหม่ที่แปลกแหวกแนว ด้วยอำนาจน้อยๆ ในมือประชาชนที่พอจะทำได้ บางทีการตัดน้ำตัดไฟ หยุดรถไฟ เครื่องบิน อาจช่วยเป็นบทเรียนทำให้ประชาชนพวกที่รับเงินมา สำนึกได้ว่า "กูไม่น่าเลย คนอื่นซวยไปด้วย" ก็เป็นได้ ไม่ใช่ว่ารับเงินเลือกตั้งเขามา แล้วมาทำตาปริบๆ เอาแต่บอกว่าเป็นประชาชนตาดำๆ, แฝงตัวเอาตัวรอดไปกับคนหมู่มาก และระบบประชาธิปไตยเอง ก็คือการกระจายอำนาจ ดังนั้นแล้ว จึงต้องกระจายความเจ็บด้วย คนที่เลือกพวกนี้เข้ามา ประชาชนก็ควรต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อจะเป็นบทเรียนไม่เห็นแก่เศษเงินที่เขาโยนมาให้ บางทีคนเราก็ต้องยอมเจ็บเพื่อการเรียนรู้ เป็นธรรมดาที่จะโง่ก่อนฉลาด แต่ว่าอย่าโง่นาน บ้านเมืองจะล่มจม


และท้ายที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยๆ ที่ลงเอยด้วย "อำนาจรัฐจักได้มา ด้วยกระบอกปืน" หรือป่าว

จะอย่างไรเสีย พื้นฐานประเทศไทย ก็ยังไม่พร้อมกับการเป็นระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะรากเหง้าของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังทำได้ง่ายๆ อยู่, 70 กว่าปีของการเป็นประชาธิปไตยแบบล้มลุกคลุกคลาน เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า นักการเมืองเข้ามาเพียงบริหารผลประโยชน์ ของตนเองและพวกพ้อง จึงหลงดื่มด่ำในอำนาจ เหมือนยาเสพติด หาผู้ที่มีใจรักชาติและซื่อสัตย์ได้น้อย, หากแม้นว่าผู้นำซื่อสัตย์ แต่ไม่เด็ดขาดไม่สามารถบังเหียนคนรอบข้างให้ซื่อสัตย์ได้ ก็มีค่าน้อย

ทางออกอีกทางหนึ่ง ก็คือการถวายคืนพระราชอำนาจแด่ในหลวง ผู้เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ที่เราเคยจำเป็นต้องไปยึดมาจากท่าน เพื่อที่จะค่อยๆ ปรับมาเป็นประชาธิปไตยในแบบไทยๆ ในระดับที่สังคมโลกพอจะยอมรับได้ (Recognition)
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

ไทยเป็นเมืองพุทธแห่งเดียวในโลก, อันควรสร้างกลไกใช้หลักพุทธในการปกครอง นั่นคือ ผู้มีบารมีมาก(ธรรม) ปกครองผู้มีบารมีน้อย ระบบกษัตริย์ที่มีทศพิธราชธรรมก็ใช่อย่างหนึ่ง, ระบบพ่อปกครองลูก ก็อีกใช่อย่างหนึ่ง, และประชาธิปไตยแบบผู้มีคุณธรรมปกครอง ก็เป็นทางเลือกอีกแบบหนึ่ง ที่จะป้องกันความหายนะในอนาคตข้างหน้าได้ (หากต้องการเอาใจประเทศอื่นๆ ด้วยการเป็นประชาธิปไตย) ประเทศตะวันตกนั้นเขามีกษัตริย์ที่ชั่วร้าย มัวเมาอำนาจ เอาเปรียบประชาชน เข่นฆ่าประชาชน เขาจึงจำเป็นต้องกำจัดระบบกษัตริย์และมีประชาธิปไตยแทน (อ่านแมคเคียวเวลลีผู้สอนคุณธรรมให้เจ้าชาย ประกอบ- Nicholo Macchiovelli)


แต่ท้ายที่สุด (คงอีก 50-100 ปี) ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้ว แม้จะปลอดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงแล้ว แบบอเมริกาหรืออังกฤษ ก็ยังเสื่อมได้ เพราะนักการเมืองเป็นโจรระดับ advance "ที่แม้แต่ตัวนักการเมืองเอง ก็ยังไม่รู้ตัว ว่าตนเองเป็นโจร" หากเข้าใจการเมืองโลกและเคยฝึกจิต จะเข้าใจประโยคนี้ แล้วประชาชนคือผู้รับเคราะห์ร้ายจากน้ำมือของรัฐ จะได้รับผลร้ายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ที่มันน่ากลัวมากๆๆๆ ก็เพราะว่า มันเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แม้แต่ประชาชนที่มีการศึกษาแล้วอย่างอังกฤษหรืออเมริกาก็ยังมองไม่เห็น ว่าภัยที่เขากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้คืออะไร มีต้นเหตุมาจากไหน ได้แต่ล้มตายและจิตเสื่อมกันไป ก็ยังไม่รู้ตัว เอาแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปวันๆ หรืออาศัยแต่ UN เป็นตัว Joker แต่ไม่เคยมองลึกลงไปที่ต้นเหตุ (เพราะไม่เคยรู้อริยสัจ)


อย่าลืมว่า เมื่อไหร่ที่เราชื่นชมความยิ่งใหญ่ของอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน, อเมริกา, ดัชน์, โปรตุเกสฯลฯ ของพวกชาติมหาอำนาจในอดีต, นั่นคือ เราชื่นชมความเป็นโจรของเขาด้วย, เพราะทรัพย์สินและความร่ำรวยที่ได้มา ล้วนมาจากการปล้นฆ่าคนในประเทศอื่นๆ ด้วย อันเรียกเท่ห์ๆ ว่า "การล่าอาณานิคม" (Colonisation) ณ วันนี้ การปล้นมิใช่การใช้กระบอกปืนและเรือรบแบบในอดีต แต่เป็นสิ่งที่แทรกซึมมาตามความฉลาดที่สูงขึ้น เมื่อโลกเปลี่ยนไป แต่มันซึมลึกทำให้เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหมือนกับศรัตรูตัวเป็นๆ ในอดีต แต่เขายังสวมหัวใจโจรเหมือนเดิม เพียงแต่มาแบบสุภาพ ซ่อนมีดไว้ข้างหลัง เราจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อถูกสูบเลือดหมดตัว แบบที่เขาสูบประเทศใกล้บ้านย่านละตินอเมริกานั่นกระไรเล่า


จริงๆ แล้วหากยึดตามทฤษฎี Realism (ทฤษฎีหลักๆ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)และความเป็นจริงของโลก ก็จะพบว่านานาอารยะประเทศทั้งหลาย ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอกว่าคุณจะเป็นประชาธิปไตยชนิดไหน เขาสนใจแต่ว่าคุณมีผลประโยชน์ต่อเขาหรือเปล่า, ประเทศสิงคโปร์เอง ก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ก็ยังเป็นลูกรักของอเมริกา เพราะอุทิศตัวและหัวใจให้อเมริกาใช้เป็นฐานทัพ


และประเทศต้นแบบประชาธิปไตยเอง ก็ใช้ประชาธิปไตยเป็นเพียงหุ่นเชิด (Puppets) ในการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองโดยชอบธรรม โดยอ้างหลักประชาธิปไตยเพื่อสันติภาพ (Democracy Peace Theory) อย่างอเมริกาอ้างความชอบธรรมในการรุกรานอิรัก แบบสั่วๆ โดยเข้าไปหลอกในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในปี 2003 เพื่อขออนุมัติทำสงคราม โหดเหี้ยมในการฆ่าคนนับแสน เพียงเพื่อผลประโยชน์น้ำมันของผู้นำและพรรคพวกแค่ไม่กี่คน แต่อ้างประชาธิปไตย หรือแม้แต่รุกรานประเทศประชาธิปไตยบางประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยอาศัยกองโจร ที่เรียกอย่างเท่ห์ ว่า CIA

หากเรายังมองเห็นว่าอเมริกาคือพระเอก, ส่วนกลุ่มอัลไกด้า คือผู้ร้าย ก็แสดงว่านั่นเป็นผลมาจาก Propaganda อันซับซ้อนของอเมริกาและอังกฤษที่ทำงานได้ผล รวมถึงอิทธิพลของหนังฮอลิวูด ที่แม้แต่ประชาชนของตนเองก็ยังไม่รู้สึกตัว ว่ารัฐของตนคือผู้ร้ายที่ร้ายกาจที่สุดมีอำนาจนิวเครียร์ในมือ และเป็นผู้ก่อการร้ายในคำนิยาม Terrorism ที่ตัวเองจำกัดความเสียเอง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Professor Noam Chomsky) ร้ายกาจก็เพราะว่าเป็นศรัตรูที่มองไม่เห็น, ไม่มีตัวตน แม้แต่คนอเมริกันเอง ก็เกิดความเชื่อกันในวงกว้างในทฤษฎี Conspiracy Theory หรือทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ที่คิดกันว่า มีกลุ่มบุคคลลึกลับบงการรัฐบาลอเมริกันอีกทอดหนึ่ง, หรือแม้กระทั่ง Michael Moore นักสารคดีผู้โด่งดังของอเมริกา ก็ยังเชื่อแบบนี้ (ดูเพิ่มเติม Fahrenheit 9/11) แต่แท้ที่จริงมันคือศรัตรูที่อยู่ภายในตัว ที่แม้กระทั่งตัวผู้นำ Bush เองก็ยังไม่รู้ตัวเอง ว่ามีผู้ร้ายซ่อนอยู่ทั้งในตัวเขาเอง และในตัวของประชาชนชาวอเมริกันทุกๆ คน ความน่ากลัวอันนี้เกิดจากการไม่รู้จักตัวเอง อันเป็นศรัตรูที่ร้ายกาจที่สุด (อวิชชา) อเมริกานั้น ไม่มีใครลุกขึ้นสู้หรอก เพราะว่าศรัตรูนั้น มองไม่เห็น จนกว่าอเมริกาและอังกฤษจะเริ่มพังให้เราเห็นก่อน, เหตุการณ์สั้นๆ ง่ายๆ ชัดๆ 1/100 จากผลสะท้อนของระบบทุนนิยมนั้น ก็คือการระเบิดตึกคู่เวิลเทรดทาวเวอร์ เมื่อปี 2001 นั่นปะไร, และระเบิดในลอนดอนเมื่อ 2006 ที่ทำให้คนอเมริกันและอังกฤษทุกวันนี้อยู่อย่างขวัญผวา แต่คนอเมริกันกลับไปเชื่อในทฤษฎี Conspiracy Theory มากกว่า อันเป็นพื้นฐานมาจากวิธีการคิดแบบบุคคลาธิษฐาน (Personitification) ซึ่งมองไม่เห็นต้นเหตุเพราะไม่เคยมองเข้าไปในตัวตนของตนเอง หากไม่พบพระสัทธรรม จะไม่มีทางมองเห็นต้นเหตุนี้ ตอนประกาศสงคราม บุชก็ยังพูดทื่อๆ ไม่เข้าใจตัวเองและหลอกคนอเมริกันเลยว่า "Why do they hate us?" ไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่?

-คนอเมริกัน จึงต้องเจ็บต้องตายเพราะการบริหารประเทศชาติ, คิดสิว่า ผู้นำก็คือตัวแทนลักษณะโดยรวมของคนทั้งชาติ ผู้นำเป็นอย่างไร, ก็สะท้อนบุคคลิคคนส่วนใหญ่ในชาติ เพราะเลือกกันขึ้นมา ผู้นำที่ก้าวร้าว ก็แสดงถึงคือคนส่วนมากก้าวร้าว ถึงได้ชอบคนก้าวร้าว, ผู้นำที่โลภ ก็เพราะว่าคนที่เลือกนั้นโลภ อันเป็นไปตามทฤษฎีการดึงดูด หรือทฤษฎีแม่เหล็ก ประชาชนที่เลือกเขาขึ้นมา ก็ต้องเจ็บต้องตายเพราะเขาเช่นกัน อันเป็นปกติของแรงสะท้อนแบบประชาธิปไตย

ความเสื่อมของระบบทุนนิยม บริโภคนิยม อันคืนคลานเข้ามามีแบบเยอะมากๆๆๆ ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว แต่มันมาแบบเรามองไม่เห็น, คิดสิว่า ภาวะ Global Warming ก็คือหนึ่งในนั้นที่เห็นชัดที่สุด ก็ขนาดว่า เห็นชัดที่สุด เราก็ยังมองไม่ค่อยจะออกกันสักเท่าไหร่เลย แม้ว่านากิสจะถล่ม, แผ่นดินไหวในจีน, ซึนามิ, หิมะตกในเวียดนาม, น้ำแข็งขั้วโลกละลาย, เราร้อนตับแตกขึ้นทุกปีๆ, ฤดูร้อนที่อังกฤษ อากาศดันหนาว, ขนาดธรรมชาติมาเตือนถึงเพียงนี้ เราก็ยังไม่ค่อยจะสนใจว่าต้นเหตุมันคืออะไร จากนี้ต่อไป เราจะได้เห็นคนตายเพราะภัยธรรมชาติครั้งละเป็นแสนๆ คน ทุกๆ ปีที่ชัดเจนมากขึ้นๆ อันเป็นผลพวงมาจากการเจริญขึ้นของวิทยาศาสตร์ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และเราๆ ทุกคนที่เสพสุขจากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ทุกๆ ชนิดนี้แหละ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน อย่าไปโทษธรรมชาติเลย ท่องสูตรของนิวตันเข้าไว้ Action = Reaction, อันเป็นกฎเดียวกับคำว่า "กฎแห่งกรรม"

ปลายทางอันล่มสลายโดยสมบูรณ์ ของระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมนั้น น่ากลัวไม่แพ้ความเป็นโจรในอดีตของชาติมหาอำนาจ, แต่มีคนผู้หนึ่งได้คิดระบบทางแก้ไว้ให้เราแล้ว ที่จะป้องกันบ้านเมืองและความเสื่อมของเราในอีก 50-100 ปี แต่เราอาจจะไม่ค่อยสบายนะ ไม่แฮปปี้กับระบบนี้เท่าไหร่ เพราะมันสวนทางกับกิเลสของเรา นั่นคือ ผู้ที่คิดคำสั้นๆ ว่า "พอเพียง" และ "บุญนิยม" ที่จะทำให้เราย้อนยุคกลับไปสู่สังคมร่มเย็นสงบสุขแบบอดีต พึ่งพาตนเอง (อัตตาหิฯ) อันเป็นการตบหน้าระบบทุนนิยมอย่างแรง ที่เน้นการค้าแบบ Inter-dependence หรือการพึ่งพาผู้อื่น, ที่มีแต่สิ่งยั่วยุทางเพศและการมอมเมา หลงทาง จนเราได้อันดับ hi5 จะแซงหน้าสหรัฐฯ อยู่แล้ว และยอดการดื่มเหล้าสูงระดับต้นๆ ของโลก, คิดสิว่า หากเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไทยได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหลานเยาวชนเรา "เงินทองคือของมายา ข้าวปลาสิของจริง" (หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร) อย่าไปหลงทางกับการมีเงินมาก, เคยเห็นคนตายที่ไหนหอบเงินไปด้วยได้บ้าง?


ดูเหมือนว่าการอยู่ในยุคนี้ แค่เป็นคนดีนั้นดูจะไม่พอเสียแล้ว แต่จะต้องโง่น้อยๆ ด้วย (ลดอวิชชา) ในการรู้จักโลกกว้างภายนอกและโลกภายในตนเอง ไปพร้อมๆ กัน

นิทานเซ็นเล่าว่า พระอาจารย์เห็นเด็กกำลังมาแอบขโมยผลไม้ที่สวนหลังวัด พระอาจารย์รีบวิ่งเข้าไปหาแล้วเอาบันไดไปวางพาดไว้ที่ต้นไม้ แล้วเดินกลับมาอย่างหน้าตาเฉย.... นั่นเพราะในจิตของพระอาจารย์ กลัวว่าเด็กจะตกต้นไม้นั่นปะไร

จบ

ศิษย์เอกในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ภาควิชาการเมืองระหว่างประเทศ,
มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ
3 กันยายน 2551

Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

วันพุธที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

Stay hungry, Stay foolish


ผมฟังเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่าสองร้อยรอบ
ไม่ยักจะเบื่อ

Steve Jobs คือ CEO และผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ที่กำลังดังเกรียวกราวไปทั่วโลก
และเปลี่ยนโฉมหน้าวงการ IT หลายๆ ด้าน
แค่ตอนประกาศว่าจะออก iphone,
บริษัทโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ก็หงายหลังกันหมดแล้ว
เขาเป็นแบบแผนให้ Google ได้ศึกษาในตัวเขาด้วย
ก่อนที่ Google จะเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่คู่คี่กันมา

Steve Jobs นั้น เหนือกว่า Bill Gate อยู่หลายขุม
ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์, การรักงาน,
การไม่ก็อปปี้ไอเดียใคร
แต่ Bill Gate กลับเหนือกว่า Steve Jobs ตรงที่
Bill Gate รู้จักการเป็น "ผู้ให้",
ถึงได้รวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นทศวรรษ

ผมฟัง Speech เรื่องนี้ ก็คล้ายกับว่า บางทีนั้น
เราต้องเดินทางหลายพันไมล์เพื่อให้ฝรั่งสอนธรรมะ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
"ตัวอย่างที่ดี ย่อมมีค่ากว่าคำสอน"
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

มี Concept แรงๆ ในเรื่องนี้เยอะ
เริ่มต้นที่การเอาคนที่เรียนไม่จบมหาลัยเลย มาให้โอวาท
ในงานสำคัญของมหาลัย ระดับท็อปเทนของโลก
แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว
คล้ายกับการตบกบาลชาวโลกว่า เฮ้ยๆ !
อย่าไปบ้าการเรียน บ้าเกียรติยศศักดิ์ศรีให้มันมากนัก
เป็นเรื่องไร้สาระ

เพราะสาระของเขานั้น
คือการกล้าลาออกจากมหาวิทยาลัย
ที่มีเป้าหมายเพียงแค่เรียนเอาปริญญา
แล้วป้อนคนเข้าสู่โรงงาน เหมือนเป็นหุ่นยนต์
(สังคมตะวันตกจะเห็นได้ชัด-ดู The Matrix ประกอบ)
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

เขาทิ้งระบบการศึกษาที่ใครๆ ต่างเห็นว่าดี เลิศหรู
แต่กลับมาตามหาหัวใจตนเองให้เจอ นั่นคือ
การ "Connecting the dots"
ยิ่งฟังดูแล้ว จะยิ่งรู้สึกว่าคล้ายๆ คำสอนอย่างหนึ่ง
ที่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ นั่นคือ การมี "ฉันทะ"
การจะทำอะไรสักอย่าง ให้สำเร็จ
มันจะต้องมีใจรักชอบ ในสิ่งที่จะทำเสียก่อน
ลองสังเกตุดูสิว่า หากเราชอบทำอะไร
เราก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ได้ทั้งวันทั้งคืนไม่มีเบื่อ ไม่มีบ่น แล้วยังไม่หิวข้าวด้วย

แต่ ณ วันนี้ งานที่เราทำนั้น ก็เป็นไปเพียงแค่แลกเศษเงินของนายทุนตัวอ้วนที่นั่งตีพุงหัวเราะ
หรือวิ่งเต้นจะเป็นจะตายให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเกียรติยศ เราเรียน เราไม่ได้ต้องการความรู้มากมาย แต่เราต้องการแค่ใบปริญญา มาเป็นใบเบิกทางในการหางาน คล้ายเป็นฉลากแปะว่า ฉันมีความรู้นะ

แต่เราไม่เคยตามหาหัวใจตนเองให้เจอเลย ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่เหมาะสมกับตัวเราเอง
เราถึงมาบ่นกันเป็นทิวแถวว่า ทำงานหนัก, งานเหนื่อย
ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ ตอกบัตร เข้าออกตามเวลา ตามนายสั่ง
เมื่อเหนื่อยแล้ว ก็ไม่ต้องบ่น!...เพราะเราก็เดินทางผิดตั้งแต่ต้นแล้ว ในมงคล 38 (ที่เรามักไม่ค่อยสนใจ) ก็บอกอยู่โทนโท่ว่า "การงานชอบ" นั่นหมายถึงการงานชอบด้วยกฏหมาย แล้วก็ต้องชอบในงานด้วย ลองหยุดค้นหาตนเองก่อน ไม่ต้องรีบ

"ทิศทาง สำคัญกว่าความเร็ว"
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

พระพุทธเจ้าเองก็ไม่เคยบอกสอนเสียหน่อยว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ
จะต้องเข้าเรียนมหาลัยดังๆ เรียนให้สูงๆ เป็นเจ้าคนนายคน
มีแต่บอกว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ก็ให้ทำในสิ่งที่ชอบก่อน
อันเป็นสาระสำคัญของชีวิต
หากจะลองเทียบเล่นๆ ก็คือ เจ้าชายสิทธัตถะ
ก็เรียนจบสำนักตักกะศิลาที่เลื่องชื่อ
แล้วก็จบระดับด็อกเตอร์แทบทุกแขนงวิชาด้วย
แต่ก็ยังมองว่า การศึกษาเหล่านั้น มีสาระน้อย
ถึงได้โยนการศึกษาทิ้งไป แต่ให้ตามหาตัวเองให้เจอก่อน ด้วยการบอกไว้ในมงคล 38 แล้ว แต่เราไม่สนใจกันเอง


มีนักศึกษาหลายๆ คน ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อตามหาหัวใจตัวเอง

เพราะหนังสือของปราชญ์ท่านหนึ่ง, "กฤษณะมูรติ"
ท่านบอกกล่าวว่า บทบาทของการศึกษานั้น
ควรจะช่วยให้ผู้คน ค้นพบตนเองโดยเร็ว
ว่ารักชอบ ที่จะทำอะไร แล้วเดินตามหัวใจตนเองนั้น
แต่บทบาทของการศึกษา ณ วันนี้...ไม่ใช่ เป็นเพียงโรงงานผลิตคน เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยม ทำงานแลกเศษเงิน ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จนบางทีอาจารย์ยังเผลอเรียกลูกศิษย์ว่าเป็นลูกค้าเล้ย! เห็นแก่เงิน จนลืมคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษา

คิดสิว่า
หากเราเริ่มต้นด้วยการทำอะไรที่ไม่ชอบ
ก็มีแนวโน้มว่า เราก็จะได้ทำแต่สิ่งที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต
แต่หากเราเริ่มต้นทำอะไรที่ชอบๆ
ต่อๆ ไป เราก็จะได้ทำแต่ในสิ่งที่เราชอบตลอดไปเช่นกัน
ตายไป ก็จะได้ไปในที่ชอบๆ ด้วย ไม่ต้องมาสวด
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

แล้ว Steve Jobs ก็มาตอกย้ำว่า ที่เขามาถึงจุดนี้ในตอนนี้
ก็เพราะว่ามันจะต้องรักชอบในสิ่งที่ทำก่อน
เรื่องเกียรติ และเงินทอง เป็นเพียงผลพลอยได้
คล้ายกับเป็นรางวัลของความหมั่นเพียร
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปวิ่งไล่ล่าตามหา
...มันจะเป็นทุกข์
ทำงานก็ไม่มีความสุข, เราจะเห็นว่ามีแต่คนบ่นเรื่องงาน
ก็เพราะว่าเราตั้งเป้าผิดแต่แรก หรือด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)
เพราะเราถูกหลอกว่า "งานคือเงิน เงินคืองานบรรดาลสุข"
แต่ยิ่งทำไป เราจะรู้สึกว่าไม่เห็นมันจะสุขได้สักกะที

เราถูกหลอกว่า มีเกียรติ, มียศสูงๆ แล้วจะมีความสุข
มีตำแหน่งสูงๆ ขึ้นไป เป็นเจ้าคนนายคน แล้วจะมีความสุข
แต่แล้วเราก็พบว่า ความสุขนั้น มันไม่มีอยู่จริง
เป็นเพียงของชั่วคราว แล้วก็ต้องดิ้นรนหากันใหม่ เตะถีบวิ่งเต้นกันให้วุ่นวายไปหมด จนเราต้องกลับมาคิดว่า นี่เราจะต้องวิ่งเต้นอย่างนี้ ไปตลอดชีวิตละหรือ?
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

การลาออกจากมหาลัยของ Steve Jobs นับว่าเป็นเศษเสี้ยวนิดเดียว หากเทียบกับการลาออกจากพระราชวังของเจ้าชาย สิทธัตถะ ที่มีตำแหน่งพระมหากษัตริย์และทรัพย์สมบัติมหาศาลรออยู่ จึงไม่ต้องสงสัยว่าบุคคลที่กล้าหาญละทิ้งโลกธรรม (ลาภยศสรรเสริญ) ได้ จะยิ่งใหญ่ตามความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของระดับอำนาจจิตที่รุนแรง

การนึกถึงความตายทุกๆ เช้าของ Steve Jobs
มาเข้าสูตรที่พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า
ในแต่ละวัน เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง
พระอานนท์ตอบ วันละหลายๆ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าบอกว่านั่นน่ะ น้อยไป
เธอต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ

เพราะผู้ที่มีชีวิตอยู่แม้เพียงวันเดียว แล้วระลึกถึงความตายได้
ยังนับว่าประเสริฐกว่าผู้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี
แต่ไม่เคยตระหนักในความตายเลยสักครั้งเดียว (พุทธพจน์)

การระลึกถึงความตายบ่อยๆ จะทำให้เราสำนึกได้ว่า
You're already naked, you have nothing to lose.
เกิดมาก็เปลือยเปล่าอยู่แล้ว...
ทุกๆ สิ่งที่สร้างมา ก็จะพังลง เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย
ก็นั่นแหละ บางทีก็ต้องให้ฝรั่งสอนธรรมะ กว่าจะถึงบางอ้อ

ด้วยเหตุที่ฝรั่งทำอะไรก็มักประสบความสำเร็จและเหนือกว่าเราอยู่เสมอ นั่นเพราะ เวลาทำอะไรเขาทำจริงๆ จังๆ ไม่เป็นหมาหยอกไก่ อันเป็นพื้นฐานของจิตที่มีพลังสมาธิสูง และแม้ว่าจะสำเร็จสูงส่งแค่ไหน เขาก็ยังต้องอ่อนน้อมอยู่เสมอ จึงเป็นที่มาของประโยคสุดท้าย

"Stay hungry, Stay foolish"

ทำให้นึกถึงคำปรัชญาจีนที่บอกว่า เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว นั่นหมายถึงเรายังไม่รู้อะไรเลย


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire โอ้ย!..เลือดออก

วันอังคารที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

พอ





เราได้มีโอกาสเห็นตัวอย่างความสำเร็จกันเยอะ
และตัวอย่างเด็ดๆ ก็มักจะเป็นฝรั่ง อย่างเช็คสเปียร์, ไอสไตน์
เซอร์ไอแซ็คนิวตัน, เอลตัน จอร์น, เอลวิส, บิลเกต, กูเกิลฯลฯ
จึงไม่แปลกหรอก หากเราจะเทิดทูลบูชาด้วยเศียรเกล้า
และเห็นคนฝรั่งเลิศหรู น่าหลงไหลศรัทธา
แล้วก็ศึกษาวิธีคิดของท่าน เลียนแบบท่าน เป็น Model
เป็นฮีโร่ในดวงใจ เป็นมหาบุรุษ เพราะเราถือว่า
ท่านเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีวิถีชีวิตให้เราเดินตาม

แต่วันหนึ่ง ที่เราก้าวมาสู่ระดับหนึ่ง (แม้ไม่ได้ 1/100 ก็ตาม)
กลับเกิดการสะดุด, ฉงนในใจ
ว่า ด้วยความสำเร็จของท่านนั้น
ท่านยังเป็นทุกข์อยู่หรือเปล่า?
ท่านอาจความสำเร็จระดับโลก, ร่ำรวยติดอันดับฟอร์ป
เป็นบิดาของสรรพสิ่งทั้งปวง
แต่...ท่านยังมีเรื่องว้าวุ่น, เจ็บปวด, เศร้าหมองอยู่หรือป่าว?

และวันหนึ่ง เราก็เข้าใจอีกว่า
ความสำเร็จทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเรื่องมีสาระน้อย
เพราะต่อให้สำเร็จมากมายแค่ไหน
ก็ยังเจ็บอยู่ ยังเศร้าหมองกันอยู่
มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจกันอยู่
หรือไม่มีแม้แผ่นดิน...ให้อยู่
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

หนำซ้ำ เงินทองที่กอบโกยกันมาชั่วชีวิต
ล้วนไร้ค่า เมื่อเผชิญรูปแบบของความตาย
ลาภยศ ที่วิ่งเต้นไขว่คว้า ถีบรุ่นน้อง แซงรุ่นพี่
ยอมทำชั่วประการต่างๆ เพื่อให้ได้มันมา
พอถึงเวลา ก็เกษียณ กลายเป็นอีลุงแก่ๆ
และมากไปด้วยรอยแค้นที่ไปทำคนอื่นไว้มาก

สิ่งที่เราดิ้นรนกันมาชั่วชีวิต ล้วนหอบติดตัวไปไม่ได้เลย
นี่แสดงว่า พวกเรากำลังเดินหน้าไปสู่สิ่งไร้ค่าละหรือ?
และเผลอก่อกรรมชั่ว เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความ "สำเร็จ"
กระนั้นหรือ?

เมื่อหันกลับมามอง
สำรวจดูซิว่า ความสำเร็จจริงแท้อยู่ที่ไหน?
ปรากฏว่า มันไม่มีอยู่จริง
คนที่เราคิดว่าเขาสำเร็จ ถึงขั้นสูงสุดของชีวิตแล้ว
แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าดิ้นรนกันต่อไป
วิ่งไล่ไขว่คว้าสิ่งใหม่ๆ ไม่หยุดหย่อน แล้วความสำเร็จมันอยู่ตรงไหน

เราเองก็เช่นกัน เมื่อได้หนึ่ง ก็จะเอาสอง ได้คืบเอาศอก
จบสถาบันนี้ ก็จะต่อสถาบันนั้น, ได้ยศนี้ จะเอายศนั้น
ได้ล้าน ก็อยากได้สองล้าน จนหยุดไม่ได้

ความสำเร็จที่แท้จริง จึงมาลงเอยที่การเหยียบเบรค
นั่นคือ "การพอ"
ความสำเร็จที่เริ่มจากภายในนี้ เป็นสิ่งเห็นได้ยาก
เพราะมันอยู่ในใจ มันจับต้องไม่ได้ ไม่มีใครเขาโชว์กัน
เราจึงไม่ค่อยสนใจหาตัวอย่างความสำเร็จแบบนี้มาศึกษา
เพราะเราไม่เห็นคุณค่า ของ "การพอ"

แต่แท้ที่จริงนั้นมันทำได้ยากยิ่ง
ยากกว่าความสำเร็จทั้งปวงที่เราเคยพบเห็น
เหนือความสำเร็จแบบแสนล้าน,
เหนือความเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

"การพอ" ที่สว่างออกจากใจแล้วแผ่ออกไปได้นี้
แทบเป็นสภาวะสูงสุด ที่คล้ายสูงสุด สู่สามัญ
จุดสูงสุด คือจุดต่ำสุด,
เป็นคุณภาพของจิตที่สว่าง อันเป็นสมบัติแท้ๆ
ที่จะติดตัวไปได้เมื่อตาย

และสิ่งสำคัญ คือการมีสุขได้โดยไม่พึ่งพาสิ่งภายนอกเลย

ปลอดจากทุกข์ทั้งปวง
ความสำเร็จแบบนี้ เรามักมองไม่เห็น
เพราะเราเห็นแต่ความสำเร็จแบบฝรั่ง ที่จับต้องได้
รูปแบบการศึกษา, วิถีชีวิต แทบทุกๆ อย่าง
จึงเลียนแบบเขา เพราะอยากเป็น อยากมีแบบเขา

เรียนก็ต้องเรียนเมืองนอก จึงจะดูเก๋ ดูเท่ห์

แต่แล้ววันหนึ่ง ที่เรามี เราเป็นระดับหนึ่งแล้ว เราจะพบว่า
เราเดิน...หลงทาง (อวิชชา) นี่หว่า

ฝรั่งเหล่านั้น คือตัวอย่างของความพากเพียร ไม่ย่อท้อ
ความมีสมาธิสูง ที่ควรเลียนแบบ ควรศึกษา ให้กำลังใจ
แต่! พึงรู้ด้วยว่า..ไม่ใช่เป้าหมาย เพราะมัน..ไม่พ้นทุกข์

บุคคลและเรื่องราวข้างล่างเหล่านี้ต่างหากล่ะ
....มหาบุรุษที่แท้จริง แห่งการเข้าใจชีวิต





Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

วันเสาร์ที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

น้ำใจนั้น งดงามเสมอ



ที่ Sainsburry ซุปเปอร์มาเก็ต
ด้วยความเป็นกะเหรี่ยงไม่รู้เรื่องอาหารสำเร็จรูปแบบอังกฤษ
ยืนงงอยู่ที่ชั้นวางของอยู่นานว่าจะเอาไงดีวะ จะซื้อดีหรือเปล่า
อันนี้มันจะใช่ในแบบที่เราต้องการหรือเปล่า
เพราะมันแพงโขอยู่ จะซื้อมั่วไม่ได้
ไม่แน่ใจ เลยถามหญิงพื้นเมืองที่ยืนอยู่ข้างๆ
ว่ามันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า
ไม่น่าเชื่อว่า แค่คำถามสั้นๆ
เขาจะพาผมไปเดินหาที่สิ่งที่ผมต้องการในซอกนั้นซอกนี้
พอไม่เจอ เขาก็บอกผมว่ารอแป๊ปนะ แล้ววิ่งหายไปไหนไม่รู้
สักห้านาที กลับมาพร้อมกับสิ่งที่ผมต้องการในมือเธอ

อึ้ง!
ไม่คิดว่ามนุษย์หุ่นยนต์ในอังกฤษ
จะมีคนมีน้ำใจงามขนาดนี้ หลงเหลืออยู่
ผมขอบคุณจนไม่รู้จะขอบคุณยังไง
สิ่งที่เขาให้นั้น ไม่ใช่เสียสละแค่ความพยายามช่วยหา
แต่เขาได้เสียสละเวลาตนเอง ที่ใครๆ มักหวงแหน
จนเรารู้สึกอิ่มแปล้ในความเต็มใจของเขา

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นคือ
ด้วยความเป็นฝรั่งมันดูไม่สวย อ้วนๆ
แต่ความคิดที่วาบขึ้นมาในขณะนั้นคือ ผู้หญิงคนนี้สวยชะมัด
น้ำใจของความเป็นผู้ให้ ทำให้คนงดงามได้เสมอ

ความงามอีกอย่างที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ คือ
เวลาที่เขาเห็นเรากำลังถ่ายรูป เขามักจะเสนอตัวถามว่า
จะให้เขาถ่ายรูปให้เราไหม

แท้จริงนั้น คนแถบนี้มีจิตใจละเอียดอ่อนมากพอควร
เพียงแต่ถูกกดดันด้วยระบบอันโหดร้าย
ที่เห็นคนเป็นเครื่องจักร
เลยถูกระบบที่ไม่มีหัวใจกล่อมเกลา จนกลายเป็นคนทื่อๆ

แต่ในความเป็นคนทื่อๆ แล้งน้ำใจ เมื่อผ่านโลกมาระยะหนึ่ง
จะกล่อมเกลาให้เขาเป็นคนอ่อนไหว มีน้ำใจมากขึ้น
เราจะเห็นว่าเขาขนของมาบริจาคให้ร้านค้า Charity มากมาย
เป็นร้านค้าเพื่อการกุศล แนวมูลนิธิ และมีเยอะด้วย
แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระดับป้าๆ ลุงๆ

ด้วยความที่เขากินอิ่ม นอนหลับ
แต่เมื่อดูทีวี แล้วเห็นว่า แอฟริกากำลังจะขาดอาหาร
เห็นว่าพม่ากำลังโดนนากิสถล่ม, เห็นจีนแผ่นดินไหวคนตาย
เขาทนไม่ได้ที่จะอยู่เฉยๆ โดยที่ตนเองกินสูบดื่มเสพอยู่
ความละอายแก่ใจนี้ ไม่ได้เกิดกันได้ง่ายๆ
แต่เรากลับเห็นได้บ่อยๆ
จากการกระตือรือล้นช่วยเหลือผ่านมูลนิธิแบบนี้

สิ่งนี้กำลังสอนเราว่า
ให้ไปเถอะ..หัดให้มากๆ เข้าไว้
สิ่งที่เราเก็บไว้ มันอยู่กับเราได้ไม่นาน, นานสุดก็แค่อายุขัย
แต่สิ่งที่จะติดตัวเราไปตลอดกาล คือคุณภาพของจิต
ที่มันสว่าง เอิบอิ่ม ที่เงินแสนล้านหาซื้อไม่ได้
แต่ลงมือทำเอาได้


"The hardest is some thing the simplest"


วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเข้าถึงสภาวะสูงสุด 2

การถ่ายภาพ ก็พาเราบรรลุได้
แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อน เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ
เมื่อเริ่มแรก เราเห็นเขาถ่ายภาพสวย เราก็อยากทำได้มั่ง
แต่เรามักจะเล็งอุปกรณ์แพงๆ ไว้เสมอๆ
เพราะคิดว่า หากมีอุปกรณ์ครบ จะทำให้เราถ่ายภาพสวย
แต่เมื่อพอเรามีอุปกรณ์มากพอในระดับหนึ่ง
เราก็มักจะยังไม่พอใจในผลงานตัวเอง รู้สึกว่ายังสวยไม่พอ
เราก็จะดิ้นรน หารูปแบบใหม่ๆ
ในการหารูปแบบใหม่ๆ นี้แหละ คือกระบวนการค้นหาตัวเอง
แล้ววันหนึ่งจะพบว่า ภาพถ่ายดังๆ ที่มีชื่อเสียง
คือภาพที่มีความหมายมากมายอยู่ในเฟรมเดียว
และภาพที่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสวยเสมอไป
แต่บอกสอนอะไรเราได้บ้างต่างหาก

มาถึงตรงนี้เราจะเริ่มเข้าไปสู่อีก step หนึ่งแล้วว่า
ตกลงเราจะถ่ายภาพให้สวย หรือว่าให้มีสาระ (และสวย)
เราจะเริ่มรู้แล้วว่า การถ่ายภาพที่ดีก็มีแค่สองอย่าง
คือ มุมมอง และเลนซ์
ไม่จำเป็นต้องกล้องแพง หรือกล้องขนาดใหญ่เทอะทะ
แต่อยู่ที่จังหวะ, ช่วงเวลา, โอกาส
ความรวดเร็วในการชักกล้องออกมา
ก่อนที่วัตถุจะเคลื่อนหนีเราไป
เพื่อให้ได้มุมมองแบบตาเห็น
และหลอกสายตาอีกหน่อยก็เพิ่มเลนซ์
เพื่อเน้นสาระเป้าหมายให้เด่นชัด

แต่หากเรามัวหลงไหลเพลิดเพลินกับอุปกรณ์
เราจะไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้
เราจะติดพันอยู่กับวัตถุ อยู่กับ ยี่ห้อ Nikon, Canon,Leica
มัวแต่สนใจอุปกรณ์ บางทีก็ใช้กล้องเป็นเครื่องประดับเสียอีก
ที่คิดว่า ถือกล้องใหญ่ๆ เลนซ์ยาวๆ
จะทำให้เราดูแกรนด์ แลดูเท่ห์ สาวๆ ชอบ ดูดี ดูมีตังค์
ไม่ต่างจากได้นั่งรถเบนซ์สปอร์ตแล้วยืด

อีกกับดักหนึ่งคือ ความงาม ที่จะทำให้เราเผลอติดหลงไหล
จะก้าวหน้าไปไหนไม่ได้
นอกเสียจากจะถ่ายภาพเพียงเพื่อความงาม
คล้ายกับการเผลอเสพในเสียงดนตรี ไพเราะเสนาะหู
แต่ไม่รู้สัจจะว่า ภาษาดนตรีนั้น สื่อภาษาของใจอย่างไร
ยังมีกับดักอย่างอื่นอีกคล้ายๆ กับศาสตร์อื่นที่คอยเป็นมาร
กีดขวางไม่ให้เราเข้าสู่สัจจะและการหาสาระในตัวภาพ
เช่นการถูกจำกัดด้วยความรู้ทางเทคนิค
ว่าถ่ายแบบนั้น ต้องใช้เทคนิคนั้น, แบบนี้ต้องเทคนิคนี้
อันเป็นสภาวะ "ความรู้คือกรงขัง" ไม่ต่างจากวิชาอื่นๆ
แล้วยังมีความหลงภูมิ อวดรู้ คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว
ฉลาดแล้ว ไม่ยอมรับฟัง ไม่ยอมดูภาพของคนอื่นๆ

แต่เมื่อเราเข้าถึงสาระในตัวภาพได้ เน้นหาความหมายในภาพ
อันเป็น step ที่เหนือกว่าการถ่ายภาพเพื่อความงาม
เราจะวางอุปกรณ์ใหญ่ๆ ลงเองโดยอัตโนมัติ
เพราะหากถือกล้องใหญ่ๆ เอาไว้จะเป็นอุปสรรคมากกว่า
ที่ต้องดูแลรักษา เหมือนมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แพงก็แพง, หนักก็หนัก หายก็ไม่ได้

พาเดินทางไปทุกๆ ที่ไม่ได้อีก ไม่คล่องตัว เทอะทะ
บางที่แค่ยกกล้องขึ้นมาเล็ง ก็ถูกตะเพิดไล่แล้ว
บางที่ก็ห้ามนำกล้องเข้าไปซะงั้น

ดูเหมือนว่ากล้องเล็กๆ พกข้างเอว
ที่มีช่วงความยาวเลนซ์กำลังดี
จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ไม่เป็นภาระ
ติดตัวเราได้ตลอดเวลา คล่องตัว ชักออกมาเปิดสวิทต์ได้ง่าย

รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ไม่พลาดจังหวะดีๆ ที่มักหนีเราไป
และมุมมองนั้นยังคงความเฉียบคมไว้ไม่เสื่อมคลาย
แล้วเราจะเริ่มงงๆ ตัวเองแล้วว่า
ตกลงการจะถ่ายภาพให้ดีนั้น ถ่ายด้วยกล้องหรือว่าด้วยใจ?

เพราะเมื่อหากเข้าสู่สภาวะกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้ว่าจะเป็นกล้องกระดาษถ่ายครั้งเดียวทิ้ง
ก็ถ่ายภาพได้ดั่งมืออาชีพ

ไม่ว่าจะกล้องแบบไหน ก็ถ่ายภาพได้ดีเสมอๆ
เพราะสาระ คือความงามในตัวของมันเอง
แต่หากเผลอเสพ ติดแค่ความงามของภาพ
เราก็จะมุ่งถ่ายภาพเพียงเพื่อความเพลิดเพลินไปวันๆ
จะทำให้เราไม่มีวันเข้าสู่จุดสูงสุดของศาสตร์การถ่ายภาพได้
อันจะขัดขวางการไปส่สัจจะ และสาระของชีวิต
นี่แหละ กับดักของความงาม ที่มักทำให้เราเผลอไป

แต่หากสูงไปกว่านั้น แม้ไม่มีกล้องจริง...ใจนี้แหละคือกล้อง
ไม่จำเป็นต้องอาศัยกล้องอีกต่อไป
เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
การถ่ายภาพได้หัดให้เรามองโลกผ่านเลนซ์ด้วยสายตา
มองเห็นสรรพสิ่งสวยงามตามความเป็นจริงเสมอ

ด้วยวิธีการมองโลกแบบถ่ายภาพ แม้แต่ขยะก็ยังสวยได้
จะเราให้เรามองสรรพสิ่งแบบมีความหมาย เข้าใจชีวิตมากขึ้น
ทุกๆ ขณะย่างก้าวของชีวิต เป็นไปเพื่อการเรียนรู้
ไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในฟิล์ม หรือเมมโมรี่การ์ดใดๆ
แต่บันทึกไว้....ในใจ ก็ดูเหมือนจะเพียงพอ

แก่การเรียนรู้โลกและตนเอง

เมื่อทุกขณะจิต เปี่ยมไปด้วยความหมายแล้ว
เป็นสภาวะที่อยู่กับปัจจุบัน เห็นความงามได้ในทุกขณะ
มองไปมุมไหน ก็สวยงามไปหมด
ไม่อาจจะรัวชัตเตอร์ได้ตลอดเวลาทุกๆ วินาที

มาถึงจุดนี้ ก็ไม่จำเป็นแม้จะบันทึกในความทรงจำ
เพราะในชีวิต เกิดภาพใหม่ๆ เสมอๆ อยู่แล้ว

สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว
ด้วยสายตาของความเป็นนักถ่ายภาพ
จะทำให้เราสังเกตุเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างละเอียด

เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้ตลอดเวลา
ก็ไม่ต้องการแม้จะบันทึกอีกต่อไป

วางลงได้แม้กล้องที่อยู่ในใจ
ที่คล้ายสภาวะของฮีโร่ ที่วางกระบี่ที่อยู่ในใจได้

จึงวกกลับมาสู่สภาวะของความ "ไม่มี"
กลับมาจุดเริ่มต้น ขึ้นไปสูงสุด แล้วลงสู่สามัญ
แต่หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความเบิกบาน

จะถ่ายภาพก็ได้ ไม่ถ่ายภาพก็ได้ ไม่ทุกข์ร้อน
จะเหลือแต่จิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น
ให้เข้าถึงความหมายของสรรพสิ่ง อย่างที่เราเห็นบ้าง
.....ก็เช่นนั้นเอง

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเข้าถึงสภาวะสูงสุดทั้งปวง





เราเคยคิดว่า "กระบี่ไร้เทียมทาน"
จะเป็นสุดยอดวิชากระบี่แล้ว
ยังมีดัชนีชอลิ้วเฮียง ที่ไม่ต้องใช้กระบี่
แต่ใช้พลังปราณพุ่งออกจากปลายนิ้ว เข่นฆ่าศรัตรูได้เช่นกัน

สุดยอดวิชาของจีน ไหนเลยจะเท่า "กระบี่อยู่ที่ใจ"
ที่แม้หยิบจับเศษไม้ ก็เป็นเหมือนกระบี่อันคมกริบได้
หยิบฉวยอะไร ก็เป็นกระบี่ได้เสมอ แม้แต่ตะเกียบก้านหนึ่ง
ในทางกลับกัน หากว่ากระบี่ล้ำเลิศอยู่ในมือคนปัญญาอ่อน
ก็ไม่ต่างจากการถือเศษไม้ท่อนหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า มีหนังจีนเรื่องหนึ่ง
ทำให้สภาวะของกระบี่อยู่ที่ใจ แลดูด้อยลงไปถนัดตา
เพราะเหนือฟ้า ยังมีฟ้า

Hero..., ชื่อไทยคง ฮีโร่ (มั๊ง) ปี 2002
หากไม่เคยดู ก็แนะนำให้ไปดูอย่างยิ่งยวด
เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตครบถ้วน
จะได้รู้ว่าฮีโร่ที่แท้จริง คืออย่างไร
เล่าสั้นๆ ว่า พระเอกฝ่ามรสุมมากมาย ฝึกวิชาขั้นสูงสุด
เพื่อที่จะฆ่าล้างแค้นคนผู้หนึ่ง นั่นคือ... จักรพรรดิ์
กว่าเขาจะฝ่าด่านมากมายเพื่อเข้าถึงตัวจักรพรรดิ์ได้
เขาเผชิญภัยสารพัด เพื่อจะมีโอกาสได้สนทนากับ
องค์จักรพรรดิ์สองต่อสองในระยะประชิดที่สุด
ในโอกาสที่เหมาะที่สุด ไม่มีแม้แต่องครักษ์
แต่พอสบโอกาสจะลงมือฆ่า... กลับไม่ฆ่า

ก็ด้วยฝีมืออันสูงสุด หากเพียงแค่ตวัดกระบี่ ก็จบแล้ว
หายแค้นแล้ว บรรลุเป้าหมายของชีวิตที่วางไว้แล้ว
แต่...เหตุใดเขาจึงทิ้งโอกาสนี้ไป?
จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Hero

ความเป็นฮีโร่ อันสูงสุดนั้น หมายถึง การวางกระบี่ลง...
เพราะในใจไม่มีกระบี่อีกต่อไป
เมื่อในใจไม่มีแม้กระบี่, ไม่มีรังสีของการฆ่าฟัน
สิ่งที่เหลือ ก็คือความเมตตา จะกล่าวไปไยถึงความแค้น
(Thanks- ธรรมะใกล้ตัว Magazine)
เขาเกิดการรู้แจ้ง เห็นจริงในสัจจธรรมทั้งปวง
แม้ว่าจะต่อสู้ฝ่าฟันตั้งแต่เด็กจนมาเกือบจะถึงเส้นชัย
จนใกล้จะปลงพระชนม์ได้อยู่แล้วเชียว...แค่เอื้อม
แต่เกิดการบรรลุกระทันหัน
สิ่งที่เขาเห็นแจ้ง เกิดปัญญานั้น
ยิ่งใหญ่กว่าวิชากระบี่ใดๆ ที่หมั่นฝึกฝนมาชั่วชีวิต
ยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายทั้งหมดที่เขาวางและวิ่งไล่ตามหา
จิตใจเกิดสว่าง เข้าใจโลกทั้งปวง
ว่าความแค้นตนเอง ของคนเพียงไม่กี่คน,
กับทุกข์ผู้อื่นประชาชีอีกหลายล้าน หากสิ้นจักรพรรดิ์
มันเทียบกันไม่ได้
จึงเลือกที่จะโยนความแค้นทิ้งไป
ก็เท่ากับเป็นการทำเพื่อคนอีกอีกหลายล้านคนเช่นกัน

เมื่อจิตใจหลุดพ้นจากวังวนความแค้น
ก็ไม่ต้องการกระบี่อีกต่อไป จิตจึงหลุดพ้นเป็นอิสระ
ไม่กลัวแม้กระทั่งความตายที่จ่อรออยู่ในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
นี้แหละ คือฮีโร่ ที่วางกระบี่ได้แม้ภัยจะถึงตัวเองอยู่แล้ว
อันล้ำเลิศเสียกว่า กระบี่อยู่ที่ใจ ที่ยังมีรังสีการเข่นฆ่าอยู่

หากถามเฉินหลงหรือหลี่เหลียงเจี๋ย
ที่เคยชนะเลิศประกวดกังฟูของจีนทั้งแผ่นดินใหญ่ว่า
สุดยอดของวิชาที่ฝึกๆ กันมานั้น คืออะไร
เขาตอบว่า "รอยยิ้ม"
....ไม่ต้องสู้ตั้งแต่แรก แม้ว่าจะมีวิชาอยู่เปี่ยมล้นก็ตามที
ก็เหลือแต่ความเป็นมิตรภาพ ไหนเลยจะมีศรัตรูได้
ยกเอาหนังจีนเพราะว่าได้ Bass ในเชิงเปรียบเทียบแรงดี
เพราะเป้าหมายของเหล่าวรยุทธ์นั้น...ชัดเจน
มุ่งมั่นเป็นสุดยอด ล้ำเลิศเหนือใครๆ ในปฐพี
แต่การจะเป็นสุดยอดได้ ก็ต้องออกท่องยุทธภพ
บางทีเราต้องเดินทางสองแสนลี้ เพื่อการค้นพบตัวเอง
หนังจีนนั้นเป้าหมายชีวิตชัด
ว่าเวลาที่เหลือของชีวิตทั้งหมด...เพื่ออะไร
แล้วเดินไปตามนั้น บ้างก็เพื่อล้างแค้น
บ้างก็เพื่อช่วงชิงการเป็นเจ้ายุทธจักร
แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้อยู่กับตัวเอง
เขากลับจะค่อยๆ ค้นพบตัวเองทีละน้อยๆ
จนเข้าสู่สภาวะสุดยอดของทุกๆ สิ่ง
โดยเริ่มบรรลุศาสตร์วิชากระบี่ของตนเองก่อน
จนถึงขั้น ใจเป็นกระบี่....ถือความว่างเปล่า เป็นอาวุธ
ไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป
แม้จะเป็นกระบี่วิเศษก็ไม่อยากได้ เอามาถือให้หนักมือ
แล้วจึงเข้าสู่สภาวะสูงสุด (ฮีโร่)
คือการวางได้ แม้กระทั่งกระบี่ที่อยู่ในใจ
อันไม่เหลือแล้ว ซึ่งรังสีแห่งการฆ่าฟัน
เราถึงได้ยินคำว่า "สูงสุด สู่สามัญ"
เพราะจุดสูงสุดนั้น วกกลับมาที่ความ... "ไม่มี"
เมื่อกล่าวถึงยุคนี้
เราเองก็หัดเป็นฮีโร่ได้ เข้าถึงสภาวะสูงสุดนั้นได้
ทุกศาสตร์วิชาล้วนให้โอกาสเราเข้าถึง
หากเรารู้ช่องทาง รู้แผนที่

ลองนึกว่า สุดยอดของการเล่นเปียโน คืออะไร
คิดดูสิว่า บีโธเฟ่นแต่งเพลงคลาสสิคที่ดังที่สุดในโลก
ตอนที่เป็นหูหนวก โดยท่านไม่ต้องอาศัยเปียโนเลย
สิ่งนี้กำลังบอกอะไรกับเรา
อันมีค่ามากเสียกว่าเพลงที่ บีโธเฟ่นแต่งเสียอีก
คงไม่มีใครเถียงว่า
บีโธเฟ่นนั้น บรรลุสภาวะสูงสุดของศาสตร์ดนตรีหรือไม่?
เขาเข้าถึงจิตวิญญาณของดนตรี
โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังเสียงเปียโนที่แท้จริงด้วยซ้ำไป
แต่เพลงนั้น ผุดมาจากจินตนาการล้วนๆ
แม้ประโยคฮิต ของไอสไตน์ผู้บรรลุวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่า
"Imagination is more important than knowledge"
จิตนาการนั้น...สำคัญกว่าความรู้

แต่เรามักติดกับดักภายนอก ที่หลอกล่อให้หลงทาง
เพราะมัวสนใจแต่ว่า เปียโนยี่ห้อไหนดี ตัวไหนเสียงดี
โน้ตตัวนั้น ตัวนี้ควรจะเป็นอย่างไร ตัวเขบ็จกี่ชั้น
เรียนขั้นไหน, แข่งขันได้ที่เท่าไหร่, มีกี่ถ้วยรางวัล
ติดกับอยู่กับการเล่นเพลงเดิมๆ ที่เคยคิดว่าไพเราะ
แม้บางทีก็เห็นๆ อยู่ว่าเพลงมันไม่ไพเราะ ก็ยังฝืนหัด
เพียงเพราะคนอื่นบอกว่า เล่นเป็น...แล้วจะเจ๋ง จะเท่ห์
เล่นเพลงนี้ได้ คนอื่นจะกล่าวชม สรรเสริญ
เราถูกบีบให้อยู่ในกรอบ เล่นแต่เพลงตามโน้ต
โดยไม่รู้จักปล่อยให้หัวใจเราเอง
บรรเลงเพลงออกไปโดยเสรีได้จริงๆ สักที
เพราะมัวติดกรอบกับความรู้ ความทรงจำเดิมที่เคยสุข
นี้แหละชัดเจนว่า "ความรู้ คือ กรงขัง" (กฤษณมูรติ)
จะหนักยิ่งขึ้นเมื่อติดกับดัก (โลกธรรม)
ที่เป็นผลพลอยได้จากความสามารถด้านดนตรี
คือ ชื่อเสียง, เงินทอง, เกียรติยศ, คำเยินยอปอปั้น
สังเกตุว่า วงดนตรีเก่งๆ เมื่อเริ่มต้นเล่นดนตรี
ก็เพราะรักในเสียงเพลงก่อนเป็นพื้นฐาน
แต่ต่อมา...เรามักเห็นวงแตกเสมอๆ
เพราะติดกับดักของการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว
ชื่อเสียงดังไม่เท่ากัน, แย่งกันร้องนำ จึงไปกันไม่ถึงไหน
ไม่มีโอกาสเข้าถึงสัจจะและสาระที่แท้จริงได้
ไม่สามารถเข้าสู่จิตวิญญาณดนตรีที่แท้จริง
เมื่อไม่ค้นพบตัวเอง ก็ไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นสุดยอด
แท้จริงนั้น ดนตรีก็เป็นเพียงภาษาหนึ่ง -คือภาษาดนตรี
ที่ใจมันสื่อสารออกมา คล้ายกับเราหัดพูดไทย อังกฤษ
โดยใช้ปากเป็นเครื่องมือ ในการเชื่อมกับใจ
ก็ในเมื่อใจกับปากมันตรงกันแล้ว มันก็ไปของมันเองได้
โดยไม่ต้องท่องจำ ก็ลองสังเกตดูว่า เวลาเราพูดนั้น
เราก็ไม่เห็นต้องขุดเอาความจำใดๆ มาพูด,
แต่เราพูดทันทีที่ใจอยากจะพูด
ก็เช่นกัน....
เมื่อเครื่องดนตรีกับใจ มันจูนกันแบบสนิทชิดเชื้อ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คล้ายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกาย
การบรรเลงนั้น
จึงเป็นการบรรเลงออกมาจากใจแบบสดๆ ขณะนั้น
คล้ายกับการพูด ที่ไม่ต้องอาศัยบท ท่องจำ
ไม่เกี่ยวเนื่องกับเพลงไหนๆ ที่เคยเล่น,
ที่เราเคยคิดว่าไพเราะหรือเล่นตามความทรงจำ

หากแต่มีความใหม่สด อยู่เสมอๆ ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา ตามที่ใจเคลื่อนไหวแบบ live
แม้กระทั่งเป็นเพลงเก่าๆ ก็บรรเลงแบบใหม่ๆ
เพราะใจเรา, อารมณ์เรา ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง
เพราะสรรพสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
ใจนี้ก็เช่นกัน ....เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ก็เหมือนคำพูดที่เรากล่าวออกไปเมื่อวาน
หากนำกลับมาพูดใหม่ในวันนี้
...ก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นประโยคเดิม
อย่าให้ความรู้ทางด้านดนตรี มาปิดกั้นการค้นพบใจที่เสรี
เมื่อหากเข้าสู่สภาวะสูงขึ้นไปแล้ว
แม้ไม่มีเปียโนจริง ก็เหมือนมีเปียโนอย่างดีฝังอยู่ในสมอง
เหมือนบีโธเฟ่น ที่ไม่ได้ฟังดนตรีด้วยแก้วหู....แต่ฟังด้วยใจ
อันเป็นสภาวะ เกือบสุดท้าย คล้ายกับกระบี่อยู่ที่ใจ
ที่แม้เห็นต้นไม้ นกน้อย ใบหญ้า แสงแดด ลมพัด ฟ้าผ่า
ก็เห็นเป็นทำนองได้สดๆ ทั้งหมด
แล้วจึงพัฒนาเข้าไปสู่ขีดสูงสุด ของการวางกระบี่
ก็คือความ "ไม่มี"... จากสูงสุด จึงลงสู่สามัญ
ต้องรู้จักวางมันลง...เพราะมันเป็นเพียงแค่เครื่องมือ
นำพาเราไปสู่จุดสูงสุดของศาสตร์วิชา
เมื่อถึงแล้วก็ต้องวางลง
ไม่ติดในสุขจากการเสพ, อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง
แม้หูจะหนวก, ตาจะบอด ก็ไม่ได้เดือดร้อนใดๆ
จิตใจต่างหากล่ะ ที่เป็นเสรี
วางได้แม้กระทั่งเครื่องดนตรีชิ้นเอกที่อยู่ในใจ
จึงนับได้ว่าสูงที่สุด เพราะทำได้ยากที่สุดนั่นเอง

การถ่ายภาพนั้น ก็พาเราเข้าถึงจุดสูงสุดได้

(ยังไม่จบ-มีต่อ)