วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

หมาเจ็บ คนเศร้า

ธรรมชาติของหมา
เมื่อไหร่ที่บาดเจ็บ จากการถูกกัดมา มันก็จะมาหลบเลียแผลรักษาตัวเอง
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากหมา
เมื่อไหร่ที่ทรมาน จะอยากอยู่คนเดียว หลีกหนีจากผู้คน
ไม่ออกไปไหน หรือหากออกไปก็ไปในที่เงียบสงบ
คิดนึก ทบทวน เรียนรู้ แม้ว่าจะเอาดีไม่ได้เสียทีก็ตาม
ธรรมชาติของคนที่ผมเคยเห็น หรืออาจเคยเป็น
จะหลบหนีจากความทุกข์ ไปหาสิ่งที่ตัวเองเรียกว่าสุข
อาจไปกินเหล้า, อาจนอนหลับให้นานที่สุด, ไปดูหนัง, ไปเที่ยว
อยู่กับเพื่อนให้มากที่สุด, กินยากล่อมประสาทฯลฯ
รวมทั้งหมด สาระมันก็คือ การซื้อเวลา
พยายามหนีจากห้วงเวลาแห่งความทุกข์ ให้มากที่สุด
แต่แล้วก็พบว่าเมื่อสร่างเมา, เมื่อตื่นนอน, เมื่อหนังจบ
เมื่ออยู่คนเดียว ความทุกข์นั้นไม่ได้หายไปไหน
ยังวนเวียนตามมาหลอกหลอน ทำให้ต้องดิ้นรนหนีมันไปอีก
โดยการไปหาความสุขวิธีต่างๆ เท่าที่ตนเองนึกได้
แต่แล้ว ความทุกข์นั้นก็กลับมาอีก มันไม่ได้หายไปไหนเลย
มันยังอยู่ที่เดิม เพราะสาเหตุแห่งทุกข์มันไม่ได้รับการแก้ไข
มันจะหายไปได้อย่างไร
มนุษย์จึงเชื่อกันว่า เวลาเท่านั้นจะช่วยรักษาสภาพจิตใจ
การต่อเวลาด้วยการออกไปโน่นนี่นั่น, ดูหนังฟังเพลง, กินเหล้า, เม้าท์กับเพื่อน
จึงเป็นเพียงการซื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด
เพื่อให้เวลาที่ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์กลบเกลื่อนเรื่องราวในใจ
แต่ในท้ายที่สุด มันก็ยังแอบฝังลึก คั่งค้างคาอยู่ในใจไม่เลือนหาย

อาการป่วยทางจิต มันมีผลข้างเคียงสู่ร่างกายเสมอ
ตัวร้อน นอนไม่ค่อยหลับ กินอะไรไม่ค่อยได้ มันเป็นอะไรของมัน
เมื่อจิตหดหู่ ร่างกายจึงหดหู่ตามไปด้วย
ผมกลับมานั่งที่อ่างแก้วอีกครั้ง
ฟ้า น้ำ ภูเขา พระจันทร์เสี้ยวและดาว ก็ดูเหมือนจะหดหู่เช่นกัน
มันไม่เหมือนกับ ฟ้า น้ำ ภูเขา พระจันทร์เสี้ยวและดาว ยามที่เราสนุกเฮฮา
ยามสิ้นไร้ไม้ตอก, สติมักจะหดหายอยู่เสมอ
ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของอารมณ์พาไป
การสั่งตัวเองให้รู้สึกตัวนั้น จึงฝืนทำไม่ได้
นั่นหมายถึง การสั่งให้ตนเองมีสติ จึงทำไม่ได้เช่นกัน
ผมถูกความโศกเข้าครอบงำ เหมือนเป็นรังสีมืดดำแผ่ปกคลุมอยู่
ทั้งหมดล้วนเกิดจากใจของเราทั้งสิ้น
ฟ้า น้ำ ภูเขา ดวงดาว ไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย
ความงามของมันยังอยู่เท่าเดิม แต่สิ่งที่แปรเปลี่ยนคือใจเรา
เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไร้แก่นสาร ไร้สาระ
มันช่างเหมือนม้าพยศ เอาชนะได้ยาก ควบคุมไม่ได้
เหมือนปูที่คนพยายามจะจับใส่กระด้ง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอื่นใด ก็คือใจเรานี่เอง
มันคือผีร้าย ตัวที่ร้ายกาจที่สุด ยิ่งกว่าผีใดๆ ในโลก
หลอกเราได้แม้กระทั่งยามหลับ ยามตื่น ทั้งวัน ไม่เลือกเวลา

แม้ยามมองสิ่งของเก่าๆ เสื้อผ้า, เส้นทางเดิมๆ
ร้านเดิมๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่มีภาพเดิมๆ ผุดขึ้นมา
มันจะเป็นอะไรไปได้เล่า นอกจากใจของตนเองที่ไม่ได้รับการฝึกมา
คนเราแพ้ตนเองอยู่เสมอ ถูกตามใจด้วยตัวของเราเอง
ตั้งแต่เล็กจนโต ใจจึงเสียง่าย เป็นของต่ำทราม น่ารังเกียจ
เอาแต่ใจตัว เหมือนลูกคุณหนูที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก
ยามทุกข์โศกเวลาจึงเคลื่อนไปอย่างช้าๆ
กว่าจะผ่านไปได้แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง
บางทีผ่านไปแค่หนึ่งวัน ผมกลับรู้สึกนานเป็นอาทิตย์
เพราะเราจดจ่อกับมัน ซึมเศร้าไปกับมันทุกๆ วินาที
เวลาตกนรกก็คงเป็นเช่นเดียวกัน
ตรงกันข้ามยามที่เราเฮฮา เวลากลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวเดียวก็หนึ่งวันแล้ว

ผมมองชีวิตเป็นแบบฝึกหัดเล่มใหญ่
หากรู้วิธีการ ก็จะแก้โจทย์ได้ง่าย
หากงมเข็มอยู่ ก็จะหลงทิศ จนไม่สามารถแก้โจทย์ใดๆ ได้เลย
แต่หากรู้สูตรลัด ก็จะถึงคำตอบโดยไว
เป็นกฏเดียวกันกับคณิตศาสตร์
ทุกอย่างล้วนแต่อาศัยการฝึก
ชีวิตดำเนินไปด้วยโจทย์แบบต่างๆ แต่เราไม่เคยนำมาพิจารณาให้เป็นแบบฝึก
เรามัวหลงทางด้วยความสุขแบบการซื้อเวลา เพื่อให้เวลาเป็นตัวช่วย
เราคอยแต่จะหลบหนีมัน ดิ้นรนเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้เร็วที่สุด
หากมีเพื่อนรุมล้อม ดูเผินๆ ก็เหมือนมาให้กำลังใจ
แต่อีกแง่หนึ่ง เพื่อนกลับพูดจาโน้มน้าว ชักจูง นำพา ยุยง
จนเราไร้จุดยืน ไม่มีหลักแก่น เอนเอียงไปมา
หรือไม่ ซ้ำร้าย เรากลับไปฟังเพลงที่มันมีแต่ทิ่มแทงใจ
ซ้ำเติมให้กับตนเองเจ็บปวด, ไม่แพ้ไปกว่าการดูภาพถ่ายเก่าๆ
เพื่อตอกย้ำถึงความรวดร้าว เอาแต่สะใจตามอารมณ์ของตนเอง
แต่เรากลับไม่เคยนั่งนิ่งๆ อยู่เดี่ยวๆ ดูใจ นึกย้อน ค้นหาสาเหตุ
จิตใจจึงไม่ได้รับการฝึกใดๆ เมื่อถึงคราวก็จะทุกข์ทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นวัฏจักรวนเวียนไป ไม่รู้หน่าย ไม่รู้เข็ด
อย่าหนีมัน แต่ให้อยู่เรียนรู้มัน ให้รู้ถึงแก่นแท้ของมัน
ผมอยากรู้ซึ้งถึงวันที่มันเชื่องแล้ว
“จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้”






ไม่มีความคิดเห็น: