วันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ไม่สนใจทีวี

เมื่อถามว่าอยู่ในห้องเฉยๆ ทำไมไม่ดูทีวี ไม่ดูอะไรเลยเหรอ
ผมรู้สึกว่าผมหลุดจากการเป็นทาสทีวีเรียบร้อยแล้ว
ไม่มีรายการทีวีเรื่องไหนที่ผมรู้สึกว่าผมจะต้องติดตาม
แม้กระทั่งข่าว ที่เคยกระหาย ใคร่รู้
แต่เมื่อเราติดตามระยะหนึ่ง จะรู้ว่ามันคือเรื่องเดิมๆ ที่เกิดซ้ำซาก
เพียงแต่เปลี่ยนตัวละคร เป็นฉาก เปลี่ยนพระเอกนางเอก
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร
เมื่อเล่นหุ้น จะต้องติดตามข่าวสารอย่างหนัก เพื่อให้ทันเหตุการณ์
พอขายหุ้นออกไปหมดแล้ว ผมรู้สึกโล่งใจ
ที่ไม่ต้องเป็นทาสของข่าวอีกต่อไป
คนเราติดนิสัยการรับเอาข้อมูลเข้ามากักเก็บไว้ในสมอง
แต่ไม่ได้มีการประมวลผล ข้อมูลที่ได้ก็ถูกอารมณ์เข้าไปกระแทก
ทำให้บิดเบือน กลายเป็นว่าเราเสพทีวีเพื่อเป็นการบริหารอารมณ์
ให้เกิดอารมณ์หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ถูกอารมณ์ที่เกิดขึ้น
ในขณะนั้น บดบังสาระที่แท้จริงของข้อมูล
ดังนั้น ข้อมูลจึงถูกจัดเก็บในลักษณะของอารมณ์เป็นส่วนมาก
เราจึงติดนิสัยการเป็นผู้รับ ไม่ใช่ผู้คิด
ซึ่งมันก็สอดคล้องกับระบบการศึกษาบ้านเรา
ที่สอนให้รับเอาข้อมูลอย่างเดียว ไม่ต้องคิดสร้างสรรค์
จึงเป็นเรื่องปกติที่คนเราเดินเข้ามาในห้อง ก็ต้องเปิดทีวี
เพื่อรับเอาข้อมูล และเสพอารมณ์จากมัน
ผมจึงต้องเปลี่ยนนิสัย จากการรับ เป็นการให้
ให้ข้อมูล ผลิตและสร้างข้อมูล นั่นคือการหัดคิด หัดเขียน
มากเสียกว่าการเปิดทีวี เพื่อดูเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนประวัติศาสตร์
เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันอังคารที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ไม่นิ่ง

ผมว่างเว้นจากการจดบันทึกหลายวัน เพราะอ้างว่าไม่ว่าง
กลายเป็นว่าผมว่างเว้นจากการสังเกตุ การหยุด การตั้งสติ ดูใจ
กลายเป็นว่า ผมให้ความสำคัญกับสิ่งภายนอกมากเกินไป
จนเกินพอดี
เพราะชีวิตเรา พึ่งพาสิ่งภายนอกมาก ไม่อิสระ เหมือนติดกับ
สับสน งุนงง เบื่อหน่าย เซ็ง เครียดกับมัน ไม่นิ่ง ทรมาน
เมื่อสิ่งภายนอกต่างๆ ที่เราเอาใจเข้าไปยึดเหนี่ยว พึ่งพิง
เกิดการเรรวน ซวนเซ
เราจึงกลายเป็นซวนเซไปด้วย
สมมติเรา พึ่งพาสิ่งภายนอก สัก 10 อย่าง
แล้วถ้าเกิด 10 อย่างนั้น เกิดอาการรวนพร้อมกัน
เรามิถึงกับอกแตกตายเชียวหรือ
ณ วันนี้ ผมมีสิ่งภายนอก ประมาณ 5 อย่างที่มันรวน
ที่เอาตัว เอาใจไปฝากไว้ ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน
ปรากฎว่า มันรวนพร้อมกัน เหมือนคอมพิวเตอร์
ที่เครื่องรวนพร้อมกัน ทั้งซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์
มันจะเกิดอาการแฮงค์บ้าง
เหมือนใจเราตอนนี้ ที่งงๆ เบลอๆ อะไรก็เร่งรีบ
การแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การ Restart
สาระของมันก็คือ หยุดเพื่อเริ่มต้นใหม่


วันเสาร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ดูบอล ได้อะไร?

ผมนั่งดูแข่งฟุตบอลอยู่ประมาณชั่วโมงเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบดู
แต่เรามักจะได้อะไรจากการทำอะไรที่ไม่ชอบเสมอ
เพราะผมดูด้วยอารมณ์นิ่ง ไม่ได้เชียร์ใคร จึงดูอย่างเป็นกลาง
ผมชอบน้ำใจนักกีฬา ที่ลูกบอลโด่งไปไกล นักบอลยังคงวิ่งตามอยู่
แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ ว่ายังไงก็วิ่งไม่ถึง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันกำลังจะไปเข้าเท้า
ของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาก็ยังวิ่งตามมันไปอย่างสุดชีวิต
ทำให้ผมนึกถึงเรื่องพระมหาชนก ที่ว่ายน้ำต่อไปแม้ไม่เห็นฝั่ง
ความมีวิริยะนั้น หากทำจนเป็นนิสัย ก็จะติดเป็นนิสัย
นั่นคือการทำอะไรให้เต็มกำลัง สุดขีด สุดความสามารถ
แม้ว่าอาจจะไม่สำเร็จ แต่ก็ทำไป ขอให้ได้ทำ
ความสำเร็จนั้น มันจะต้องเป็นของเราสักวัน
ความเท่ห์ของนักฟุตบอลนั้น ในสายตาผมอยู่ตรงที่
เวลาเขาทำผิดพลาด สะดุดให้คนอื่นล้ม เขาแตะมือฝ่ายตรงข้ามขอโทษ
บางทีก็ยื่นมือดึงกันให้ลุกขึ้น แม้จะอยู่ฝ่ายตรงข้าม
ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนให้ดี แม้จะอยู่คนละฝ่าย
นี่คือการแสดงออกถึงความใจกว้าง
แรกๆ อาจจะขัดเขิน ต่อพอทำจนชินจนเป็นนิสัย
จะเป็นการขัดเกลาตนเอง ใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
แต่ระบบทุนนิยมก็กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายระบบฟุตบอล
เขาทำลายด้วยการเอาเงินซื้อตัวนักฟุตบอล
เห็นบอลเป็นธุรกิจ เป็นการพนัน เรียกการพนันว่าธุรกิจ
อย่าลืมว่าพนันบอล ไม่มีทางทำให้ใจคนเจริญขึ้นได้
มันร้ายแรงยิ่งกว่าหวย เพราะหวยเดือนหนึ่งมีแค่สองครั้ง
แต่บอลวันหนึ่งมีนับสิบคู่
พนันบอล จึงเป็นบ่อนทำลายสติ มอมเมา ทำให้คนหลงไหล
เสียผู้เสียคน บ้านช่องแตก ผัวเมียทะเลาะกัน
เกิด Hooligan พวกบ้าบอลขึ้นสมองในกลุ่มวัยรุ่นอังกฤษ
ที่กลายเป็นปัญหาของประเทศ
มีการอัดฉีดเงินให้นักฟุตบอล ว่าหากเข้ารอบ
จะให้เงินสองล้าน หากเป็นนักบอลที่หิวกระหายเงิน
น้ำใจนักกีฬาก็จะไม่อยู่กับเขาอีกต่อไป
วินัย จริยธรรมของนักฟุตบอลจะหายไป พร้อมกับการเข้ามา
ของกลุ่มทุนนิยม ที่ซื้อสโมสรฟุตบอลเหมือนหุ้นบริษัท
แทนที่นักบอลจะเล่นบอลด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี มีน้ำใจ
แต่เขากลับจะคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชนะ ให้เข้ารอบ
เพื่อจะได้เงินรางวัล แทนที่จะเป็นความภูมิใจ
ผมเป็นห่วงวงการฟุตบอลที่กำลังหลงทางอย่างหนัก ที่ถูกเงินทุบหัว ขายจิตวิญญาณ

มีแต่นักพูด

พวกเรานั่งคุยกันในกลุ่ม เราคุยโม้กันเรื่องภาวะจิต เป้าหมายชีวิต สัจจธรรม
แต่พอเจ๊ก้อยชวนว่า จะพาไปปฏิบัติที่วัด เอาไหม?
แต่ละคนนิ่ง อึ้ง เงียบ เหมือนอยากปฏิเสธแต่ปฏิเสธไม่ออก
เพราะคุยโม้กันไว้มาก
การที่ไปเข้าวัดฝึกปฏิบัติตามอย่าง รูปแบบ
ผมมองว่า เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ เอาตนเองไปสู่สภาพแวดล้อมที่ดีกว่า
ปลอดจากภัยสังคมภายนอกทั้งปวง เข้าถึงธรรมชาติมากขึ้น
ทำไมถึงไม่มีใครกระตือรือล้นที่จะไป
ผมคนหนึ่งที่ยังอึ้งอยู่ เพราะระยะทางมันไกล
การที่จะไป จะต้องเปี่ยมประกอบไปด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า
มีจิตใจตั้งมั่นอย่างแท้จริง จะต้องสลัดความไม่ว่างทั้งปวงออกไป
สลัดตนเองออกจากโทรศัพท์มือถือ เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
สลัดตนเองออกจากสิ่งภายนอกทั้งปวง ทิ้งงาน ทิ้งคนรัก ทิ้งบ้าน
ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ทิ้งความเคยชิน ทิ้งอาหารอันอร่อย
คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ความจริงของชีวิต
จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
และจะต้องฝึกจิตใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เสมอ
การที่เจ๊ก้อยชวนนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นบททดสอบสำคัญ
เป็นบทเรียนข้อแรก ตั้งแต่ยังไม่ไป ให้หัดดูจิตใจตนเองก่อนตั้งแต่การชวน
ทุกอย่างย่อมมีเริ่มต้น จุดเริ่มต้นนั้นยากเสมอ
เหมือนคนสร้างทางคนแรก จะต้องบุกเบิกฝ่าฟัน
เอาชนะจิตใจตนเองอย่างสาหัส เพื่อที่จะสร้างทางให้อื่นเดินตามมา
จะต้องมีความกล้าอันสูงส่ง ความกล้าจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ศรัทธา
หากเป็นศรัทธาจอมปลอมที่เอาแต่พูดโม้ ก็จะหาทางเลี่ยง
ว่าไม่ว่าง ไม่อยู่ ติดธุระโน่นนี่
จริงๆ แล้ว เราจะว่างเสมอหากเรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ
เช่น พ่อป่วยเข้าโรงพยาบาล ธรรมดาเราจะต้องไปดูทันที
แม้จะติดงานสำคัญอย่างยิ่งยวด เราก็จะละทิ้งสิ่งอื่นเพื่อไปดูพ่อ
ทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา ว่าเราจะจัดจะลำดับความสำคัญอย่างไร
ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นหรือไม่ คำว่าไม่ว่างจะไม่มีอีกต่อไป

¾ ของชีวิตคนเรา

“สามในสี่ของชีวิตคนเรา สูญเสียไปกับการมีเมีย”
ผมเจอประโยคนี้ บนรถยนต์คนหนึ่ง
ผมเข้าใจทันทีว่า เจ้าของรถคันนี้ ค้นพบสัจจธรรมตามธรรมชาติ
เขาตื่น และรู้ตัว เขาอาจพบเป้าหมายในชีวิต แต่เขาถูกห่วงโซ่
รัดตัวเองไว้ รู้ตัวเมื่อสายไปเสียแล้ว แต่ก็ไม่ได้สายจนเกินไป
ยังดีเสียอีก ที่เขารู้ตัวเอง และประกาศสัจจธรรมที่ค้นพบ
ให้คนอื่นรู้ไปด้วย ผมว่าเขาทำบุญไปด้วยอย่างหนึ่ง
เหมือนรถโฆษณาที่วิ่งไปเรื่อยๆ กระตุ้นให้คนทราบข้อมูล
แล้วแต่ว่าคนที่ทราบข้อมูลนั้น จะนำข้อมูลไปทำอะไร
แต่กรณีของเขาเป็นการประกาศสัจจธรรม ที่ค้นพบ
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อ่าน เข้าใจสัจจธรรมข้อนี้ในทันที
ผมลองนำประโยคนี้ไปพูดให้เพื่อนๆ ฟัง
แต่ละคนตาสว่างในทันที เหมือนเป็นคำวิเศษที่คนได้ฟัง
ฟังแล้วตื่น และฉุกคิดขึ้นมาในบัดดล
แต่คนเราก็พร้อมที่จะสูญเสียเวลานั้นไป
ทุกคนยอมรับว่าในแต่ละวันเวลาหายไปกับการครองคู่
เมื่อมีลูกแล้ว ก็ต้องเสียเวลา วุ่นวายไปอย่างน้อย 20 ปี
กว่าลูกจะเรียนจบ บางคนเรียนจบยังขอเงินแม่ใช้อยู่
วุ่นวายกับชีวิตประจำวัน แก้ปัญหาที่สร้างขึ้นสารพัน
เวลาหายไปกับการแต่งกายให้ดูดีเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม
เวลาหายไปกับการฝึกฝนทำอะไรโชว์หญิง เพื่อให้เขาสนใจ
เมื่อได้เธอมาแล้ว ก็ต้องเป็นภาระรับผิดชอบไปตลอดชีวิต
ชีวิตวุ่นวาย จนไม่มีเวลาคิดว่า คนเราเกิดมาทำอะไรกันแน่
ไม่มีโอกาสค้นหาตนเอง อยู่กับตนเอง
ยิ่งต้องอยู่กับสังคมภายนอก ที่วัตถุเป็นใหญ่
แสวงหาความสุข พึ่งพิงสิ่งภายนอก
โดยทอดทิ้งสิ่งภายใน ไม่เคยเหลียวแลดูตนเอง
ปรนเปรออารมณ์สนองความใคร่ของตนเอง
แต่คนเรา ก็ยังยินดีที่จะเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้
เพราะคิดว่า เรื่องเช่นนี้ เป็นเป้าหมายของชีวิต
ตามละครไทย ที่ชีวิตพระเอกนางเอกลงเอยด้วยการแต่งงาน


วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

แหยง

การที่เราแตะแผลที่บาดเจ็บอยู่ ธรรมดามันจะต้องเจ็บปวด
เราจะไม่แตะต้องแผลนั้นอีกโดยไม่จำเป็น
สิ่งนี้เรียกว่าแหยง
การที่หมามาฉี่รดหน้าบ้าน หากเราเตะมันสักป๊าป
มันจะแหยงไม่มากระทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีกเลย
หรือตอนเป็นเด็ก เราไม่รู้ว่าถ่านไฟมันร้อน แต่เราจับแล้วมือพอง
เราก็จะแหยงไม่จับต้องมันด้วยมือเปล่าอีกต่อไป
ธรรมชาติสั่งสอนให้สัตว์และคน รู้จักการแหยง
หลักการนี้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะแต่ร่างกายภายนอกเท่านั้น
จิตใจก็ด้วยเช่นกัน มีอาการเดียวกัน พฤติกรรมเหมือนกัน
หากสิ่งใดทำให้เราเจ็บปวด ทรมาน จ่มจมอยู่กับความทุกข์
เพียบแปล้ด้วยความขื่นขม เมื่อนั้นเราจะแหยง ไม่กล้าที่จะทำอีก
เช่น หากโทรไปหาแฟนเราแล้วเขาไม่รับสายเลย
เราจะทรมานทุรนทุราย คิดไปต่างๆ นานา
การโทรเข้าไป Missed Call สักร้อยสาย
ก็เท่ากับเป็นการทับถมตนเองนับร้อยครั้งเช่นกัน
แต่เมื่อไหร่ ที่เรารู้สึกตัว ทันตนเอง เราก็จะหยุดพฤติกรรมเช่นนั้น
หยุดเพราะว่าแหยง
รู้ว่าหากโทรแล้ว เขาไม่รับสาย
เราจะเจ็บปวดทรมาน เราก็จะหยุดการโทรไปเอง เกิดการเรียนรู้
เพราะรู้ว่าจะกดโทรศัพท์ทีไร หากไม่รับสาย นั่นคือขุมนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
เราจึงหยุดการกระหน่ำโทร โดยไม่ต้องไปโทษเขา
ไม่ไปสืบเสาะหาว่าไปไหนมา? อยู่กับใคร?
ทำไมไม่รับโทรศัพท์ฯลฯ
แต่เราหยุดได้ที่ตัวเราเอง แล้วความรู้สึกหวงห่วง จะผ่อนคลายลงไป
เขาจะทำอะไร ก็คือสิทธิ์ของเขาเต็มประตู เราเข้าไปครอบครองไม่ได้
เมื่อความรู้สึกหวงผ่อนคลายลง ความรู้สึกที่รักมาก ห่วงมาก
ก็ลดน้อยลงไปด้วยตามลำดับ
เพราะเรารู้ว่าการกดที่แผลเดิม มันเจ็บปวด เราก็จะไม่แตะ
แต่ให้ธรรมชาติมันค่อยๆ แยกเราออกไป เหมือนน้ำกับน้ำแข็ง
แต่ก็มีโอกาสเปลี่ยนสถานภาพไปๆ มาๆ ได้ เมื่ออุณหภูมิได้ที่
ผลลัพธ์จึงเป็นเพียง ฉันรักเธอน้อยลง แค่นั้นเอง
และจริงๆ แล้วมันก็ไม่มีค่าอันใดที่จะไปแยแสกับคนที่
ไม่เห็นคุณค่าของเรา เพิกเฉยต่อความห่วยไยของเรา
ก็เหมือนการขนทรายไปถมทะเล ที่ไม่มีทางเต็ม
การแหยง จึงเป็นกลไกธรรมชาติการป้องกันตนเอง
ทั้งของมนุษย์และสัตว์โลก รวมถึงพืช สิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เพื่อให้ตนเองเจ็บปวดน้อยที่สุด กระเทือนน้อยที่สุด
โดยไม่ต้องไปกดขี่ บังคับ ครอบครอง สิ่งภายนอก
หากแต่ให้เปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเอง ทั้งกายและใจของเราเอง
สรรพสิ่งมีทางเดินของมัน

แค่ภายนอก

เราจะตัดสินคนจากภายนอกที่ได้เห็นได้หรือไม่ ?
ผมตอบว่าได้ ในระดับแรก นั่นคือการสืบสวน
และประสบการณ์จากการทำงานตำรวจ
อาจจะบอกได้ว่าไม่เกินสิบปีย้อนหลังเขามีวิธีคิดอย่างไร
อย่าลืมว่า สิ่งที่สะท้อนออกมาภายนอก นั้นมาจากภายใน
ข้างในเป็นอย่างไร ข้างนอกจึงเป็นอย่างนั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่า การแต่งกายดี จะบ่งบอกว่าเป็นคนดี
แต่นั่นสื่อถึงวิธีการคิด
การแต่งกาย ท่ายืน เดิน นั่ง นอน ความนิ่ง การสูบบุหรี่ แววตา
การพูด หากยิ่งได้คุยก็จะยิ่งรู้จักเขามากขึ้น
ทั้งหมดที่ปรากฏ ล้วนแล้วแต่มีที่มา
แต่เรานำมาประมวล นำมารวมๆ กันแล้วค่อยวิเคราะห์
เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่เป็นตำรวจสืบสวนมานานๆ นับสิบปี
หลายคนจะมีความรู้สึกหรือมีเซนส์ว่า คนนี้น่าสงสัยหรือไม่
ถึงแม้ว่า จะอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก
ก็จำแนกคนๆ นี้ออกจากบุคคลอื่นได้
ทุกอย่างที่ปรากฏล้วนแล้วแต่มีความหมาย
หากเป็นจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา แค่มองสายตา
กับท่าทางก็จะบอกได้ว่าคนที่อยู่ต่อหน้าโกหกหรือไม่
การเกาหัว ก็จะบอกเหตุผลบางอย่างว่าทำไมเขาถึงเกาหัว
การเคี้ยวหมากฝรั่งก็บ่งบอกบุคคลิกบางอย่าง
ซินแส ที่ดูโหงวเฮ้ง จึงดูคนแต่ภายนอกอย่างแท้จริง
ดูแต่รูปใบหน้า วิเคราะห์หน้าตา ก็รู้ว่าคนๆ นี้เป็นคนอย่างไร
เป็นที่ฮือฮากันว่า บริษัทซีพี รับพนักงานโดยการดูโหงวเฮ้ง
การเรียนได้เกรดเอทุกตัว จึงไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าจะเหมาะกับ
งานในตำแหน่งหรือไม่
เรื่องของ IQ จึงไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป
ความเก่งกาจ เรียนเก่ง จึงไม่ใช่เป้าหมาย
ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จึงเป็นเรื่องที่สนใจมากกว่า IQ
เพราะคนเราต้องสัมพันธ์กันกับสภาพแวดล้อมและผู้คน
มากเกินกว่าการหมกมุ่นอยู่กับเครื่องมือ เครื่องจักร ตัวเลข
อย่างใดอย่างหนึ่ง
จึงมีศาสตร์อยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาชญากร
ชื่อว่าอาชญาวิทยา หนึ่งในวิชานั้น
เอาหลักสถิติมาวิเคราะห์หน้าตาของนักโทษ
แล้วเชื่อมโยงคดีที่เขากระทำผิด ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
โฉมหน้าของกลุ่มเสี่ยงใด มีโอกาสก่ออาชญากรรม
คนญี่ปุ่น แต่งกายอย่างหนึ่ง คนไทยแต่งกายอย่างหนึ่ง
คนเกาหลีก็อีกแบบ ฝรั่งก็อีกแบบ การแต่งกายจึงเป็นพื้นฐาน
ที่คนเรามองกันภายนอกก็พอจะรู้ว่า เขามีวิธีคิดอย่างไร
เขาให้ความสนใจสิ่งใดกับร่างกายของเขา
เขาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าความงามของอาภรณ์หรือไม่
ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ระดับความสูงน้ำทะเล ประเพณีวัฒนธรรม
ศาสนา ความเชื่อ ทำให้การแต่งกายเขาแตกต่างออกไป
สิ่งนี้จะบอกว่า เขามีวิธีคิดอย่างไร รูปแบบการดำเนินชีวิตจะเป็นเช่นไร
เชอร์ล็อคโฮมตอนพบวัตสันครั้งแรกโดยยังไม่ได้พูดคุย
ก็บอกได้ว่าเขามาจากไหน เป็นคนอย่างไร
สรรพสิ่งมีความหมายในตัวเอง เพียงแต่เราให้ความสนใจ
เราก็จะพบความหมายที่ซ่อนอยู่ บางครั้งก็โจ่งแจ้ง
บางครั้งก็ผลุบๆ โผล่ๆ บางครั้งก็คาดไม่ถึง
รู้หน้าไม่รู้ใจ
การใส่ทองเส้นโตๆ ห้อยจตุคามรอบคอ
การใส่แหวนรอบนิ้ว การใส่เสื้อผ้าที่โชว์ยี่ห้อตัวโตๆ
การเล่นกล้ามเพื่ออวดกล้ามเนื้อแขนโตๆ เป็นมัดๆ
มันมีความหมายในตัวเองทั้งหมด
การสูบบุหรี่ ในที่สาธารณะ ก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างถึงกึ๋น
ไม่ได้เข้าถึงสาระอันแท้จริงของการสูบบุหรี่
เขาไม่ได้สนใจว่าคนไม่สูบอีกหลายคนจะเดือดร้อน
จากการที่เขาเสพสุขสูบอยู่เพียงคนเดียว
เราตัดสินเขาได้เพียงแค่บางส่วนที่มีแนวโน้ม
เป็นเหตุเป็นผล
พนักงานในห้างสรรพสินค้าจึงมองคนแค่การแต่งกายภายนอก
เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเอาใจ บริการลูกค้าคนนั้นอย่างเต็มที่หรือไม่
อย่าโทษพนักงาน แต่ลองมองดูตนเอง ว่าสมควรที่เขาจะให้เกียรติเราหรือไม่
มีดาราสาวทำการทดลองเรื่องการแต่งกาย ว่าพนักงานขายจะบริการเขาอย่างไร
วันหนึ่งเขาแต่งกายเป็นสาวไร่อ้อยเดินไปห้างฯ ดัง
กับอีกวันหนึ่ง แต่งกายเป็นคุณหนู เดินไปที่ห้างฯ เดียวกัน
เขาได้รับคำตอบตามสมมติฐานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปโทษพนักงานขายหรอก
ที่เขาจะบริการไม่ดี บริการแตกต่างกัน
สังคมกล่อมเกลาให้เขาเป็นแบบนั้น ในโลกทุนนิยมที่เงินเป็นใหญ่
คนบูชาเงิน คนก็ต้องบูชาคนที่มีเงินหนาด้วย

เพราะว่าเพื่อน

คือด่านที่สามของชีวิต รองจากพ่อแม่ และครู
คือเข็มทิศและหางเสือเรือที่จะพาเราไปที่ใดก็ได้
เพื่อนก็มีอิทธิพลไม่น้อย
เมื่อเราเดินหน้าขัดเกลาจิตใจ เพื่อนเราจะน้อยลงถนัดตา
มีคนคบเราน้อยลง ก็อย่าหวั่นไหว เพราะเรากำลังเดินหน้า
กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ เข้าสู่การตื่นจากระบบทาสทางวัตถุ
ตื่นจากการพึ่งพิงสิ่งภายนอก แล้วพึ่งพามันให้น้อยลง..น้อยลง
เป็นธรรมดา จำนวนเพื่อนก็ย่อมน้อยลง ตามไปด้วย
เพื่อจะเกี่ยวนำเราไปสู่สังคมใหม่ ที่ดีกว่า
ผมค้นพบอีกอย่างหนึ่งว่า หากกลัวการเปลี่ยนแปลง
หากกลัวการเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง
ก็ให้จูงแขนเพื่อนไปด้วย ฉุดเพื่อนให้ตื่นขึ้นมาแล้วไปด้วยกัน
วงสนทนาของผมตอนนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวกับเรื่องภายในตนเอง
เป็นส่วนมาก เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ดูกายดูใจ สังเกตความเป็นไป
พูดถึงเรื่องภายนอกน้อยลง หรือหากพูด ก็พูดให้น้อย
เราต่างสนุกสนานกับการเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกของตนเอง
ดูเหมือนว่าเล่าอย่างไร ก็เล่าไม่จบ แต่ละคนมีเทคนิคต่างกัน
การฝึกดูใจตนเอง ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบฝึกหัดให้ฝึกไปชั่วชีวิต
พบกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย เรื่องใหม่ๆ ให้ศึกษาฝึกฝน
ผมพบว่า เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ผมเดือดร้อนน้อยลง
มีปาฏิหาริย์แปลกๆ มากขึ้น รู้สึกสนุกดี เหมือนเป็นกำลังใจให้ฝึกตนเองต่อไป
เพราะเราค้นพบว่า ในแต่ละวัน เราโชคดีมากขึ้น
แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จะมีเรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาบ้าง แต่หากพิจารณาโดยแยบคายแล้ว
ล้วนแล้วแต่ เราเองเป็นต้นเหตุทั้งนั้น โทษใครไม่ได้เลย
เมื่อเพื่อนคุยกันแต่เรื่องชั่วๆ เราเองก็อาจเผลอไผลคุยเรื่องชั่วไปด้วย
โดยไม่รู้ตัว แต่หากรู้สึกตัวได้ทัน ลองพูดเบรคกันสักหน่อย
เราจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เมื่อนั้น เราจะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่สังคมของเราแล้ว
เราคบเพื่อนไม่ได้ทุกคนหรอก ไม่ต้องไปเอาอกเอาใจมาก
ไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนไม่รัก ไม่ต้องกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
หากเราพูดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง
สักวันเพื่อนก็จากเราไป หลงเหลือแต่ความชั่วร้ายที่ช่วยกันสร้างไว้
ช่วยกันแบกมันไม่ตลอดชีวิต
มีเพื่อนน้อยไม่ได้สำคัญอะไรเลย หากมีเพื่อนมากแล้วชักจูงกัน
ไปในทางเสื่อมเสีย เราเองก็รู้ว่าอะไรคือการเสื่อมเสีย
การเอาใจเพื่อน จึงคือการทำลายจิตวิญญาณตนเอง โดยทางตรง
ให้ฉุดเอาเพื่อนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ไปด้วย
เพื่อเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ทิ้งเพื่อนที่ฉุดเท่าไหร่ก็ฉุดไม่อยู่ไปเสียไม่ต้องพะวงหลัง
สักวันเขาจะเห็นคุณค่าของเราเอง
ธรรมดา น้ำย่อมไม่เข้ากันกับน้ำมัน แต่เมื่อไหร่ที่น้ำมันกลั่นตัวเอง
จนมีสภาพใกล้เคียงกันกับน้ำ เมื่อนั้นจึงผสมกลมกลืนกันไปได้
ลองสร้างเพื่อนกลุ่มเดิม แต่ให้อยู่ในวิธีการคิดใหม่
เปลี่ยนไปพร้อมๆ กัน

รักจริง?

บางคนแม้กระทั่งพ่อแม่ คนที่เรารักและรักเราที่สุด
เมื่อตายไป ลูกๆ ก็ยังกลัวผี ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าพ่อแม่รักเรา
และเราก็รักพ่อแม่ ไม่มีทางที่พ่อกับแม่จะมากลั่นแกล้ง
ให้เราหวาดกลัว เราก็รู้ซึ้งความจริงข้อนี้ดีอยู่
หากเจอจริงๆ เราควรจะดีใจต่างหาก ที่ท่านมาหา
เราควรจะหวังให้ท่านมาหาเสียด้วยซ้ำไป
หนุ่มสาวเมื่อยังไม่ตาย ก็หลงรัก แอบรัก
หรือรักกันปานจะกลืนกิน
แต่พอฝ่ายหนึ่งตายไปแล้ว คนที่เหลืออยู่กลับกลัวผี
กลัวว่าจะมาหา ฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาว่าได้กลิ่นโน้นกลิ่นนี้
แล้วก็พากันห่มผ้าคลุมโปง จะเรียกว่ารักจริงได้หรือไม่
หรือรักเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฎ
หากชอบหรือหลงไหลเพียงลักษณะที่เห็นก็คงจะไปไม่รอด
เพราะลักษณะที่เห็น มันเป็นอยู่เพียงชั่วคราว
สาวๆ ที่ยังสวยสดอยู่ อีกห้าปี หน้าตาเธอจะเปลี่ยนไป
รูปร่างจะอ้วนขึ้น สีผิวจะคล้ำขึ้น ขอบตามีริ้วรอย
เพียงแค่ห้าปี เหมือนเวลาชั่วกระพริบตา
เราจะคาดหวังจากสิ่งที่เห็นได้อย่างไร
ผมสังเกตเพื่อนหญิงสมัยเรียนมัธยม
บางคนเราก็เคยแอบชอบมาก่อน มาเจอกันตอนนี้
ผมก็ยังรู้สึกว่า ทำไมมันแก่กันจัง แต่เราไม่รู้สึกว่าเราแก่
อีก 15-20 ปี คนเราก็แก่ แล้วก็ตายไปในที่สุด
คนเราเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งร่างกายและจิตใจ
เพลงไหนที่บอกว่ารักเธอเสมอ, สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป
แต่ใจฉันไม่เปลี่ยนแปลง เพลงนั้นก็โกหกคำโต
คนเราจะหลีกหนีกฎธรรมชาติไปได้อย่างไร
วันหนึ่ง คนที่เรารักที่สุด ก็จะต้องตายจากเราไป
ธรรมชาติสอนให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลง
รู้จักและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
เพราะการเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นกับเราอยู่เสมอๆ

วันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

เก้าอี้ก็มีฮวงจุ้ย

การนั่งเก้าอี้มีพนักพิง จะทำให้เราติดนิสัยการนั่งพิง นั่งเมื่อไหร่ก็พิง
โดยไม่เคยคิดจะพยุงน้ำหนักของตนเอง ด้วยการนั่งตรง
การนั่งพิงทำให้เราติดสบาย หากสบายมากๆ ก็จะนำไปสู่ความหลับ
ความสบายมักจะทำให้เราขาดสติ เผลอเรอง่าย
ปล่อยร่างกายเลื้อยไปตามรูปลักษณ์ของเก้าอี้
นำมาซึ่งการปวดหลัง เป็นโรคในท้ายที่สุด
คนเราได้มักได้รับผลร้ายจากการสบายตอนต้นเสมอ
ทุกข์ร้ายมักแฝงตัวอยู่ในความสบาย มันรอเพียงจังหวะจะแผลงฤทธิ์
การนั่งเก้าอี้เอนพิง ก็เท่ากับเอาตนเอง ไปพึ่งพิงไว้กับสิ่งอื่น
ฟักตัวเงียบๆ รอแสดงผลร้าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผมค้นพบว่า เมื่อมีเก้าอี้ที่มีพนักพิงกับไม่มี ลองนั่งตัวที่ไม่มี
เราจะนั่งตัวตรงโดยอัตโนมัติ จิตใจนิ่ง มั่นคงกว่า
บุคคลิกภาพดีกว่า เพียงแต่มันไม่ค่อยสบาย เพราะไม่ได้ตามใจตนเอง
เราสามารถสร้างจิตที่นิ่งแข็งแรงได้
ด้วยการเพียงนั่งเก้าอี้ไม่มีพนักพิง แค่นั้นเอง

อย่างไรจึงจะ Win Win

มีคนมาจอดรถขวางหน้าทางเข้าประตูทั้งคืน
เราเองหงุดหงิด มีหลายคนแนะนำสารพัดวิธี
เขียนกระดาษไปด่าแปะไว้หน้ารถบ้าง, เอาของมาขวางกั้นบ้าง
ด่าไปเลยบ้าง ล้วนแล้วแต่ทำลงไปเพื่อความสะใจ
ผมมองผลลัพธ์โดยไม่ต้องเดาได้เลยว่า จะลงเอยด้วยการ
ขุ่นเคือง หมางเมินกันทั้งสองฝ่าย ก่อศัตรูเพิ่มขึ้น
แสดงว่าหากเรามีอารมณ์โกรธง่าย ก็เท่ากับเราสร้างศัตรูเพิ่มอีกเรื่อยๆ
สุดท้ายเราจะมีแต่ศรัตรูรอบด้าน มองหามิตรไม่เจอ
ไม่ต้องไปโทษใคร ก็ต้องโทษตนเองที่มีต้นเหตุมาจากการเคืองง่าย

สุดท้ายผมเพียงแค่เดินไปบอกอย่างสุภาพ ขอความกรุณา
อ่อนน้อมถ่อมตน แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะอายุน้อยกว่าก็ตาม
เขาเองก็ย่อมรู้สึกดีที่ไม่ถูกด่า เราเองก็พอใจที่แก้ปัญหาตรงจุด
แล้วความเดือดร้อนก็ไม่ปรากฏอีกเลย เพราะไม่มีฝ่ายใดแพ้
Win Win ทั้งคู่

ไม่หวังผล มักจะได้เกินกว่าที่หวัง


ลองสังเกตดูว่า หากเราทำอะไรไม่หวังผลตอบแทน
มักจะได้อะไรตอบแทนแบบไม่คาดฝันเสมอ
พี่นรชัยฯ ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาการหนัก

ต้องอยู่ห้องพิเศษ
แต่หาห้องไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้
ผมเลยติดต่อกันยาฯ พยาบาลที่รู้จักกัน กันยาฯ ช่วยเต็มที่
ใช้สิทธิในลักษณะญาติผู้ใหญ่เพื่อให้เข้าพักในห้องพิเศษได้
พี่นรชัยฯ ซาบซึ้งน้ำใจกันยาฯ มาก

บอกผมว่าจะเอาตังค์ให้กันยาฯ
ผมบอกกันยาฯ หลายครั้ง กล่อมแล้วกล่อมอีก

ว่ารับตังค์ไปเถอะ ถือว่าเป็นสินน้ำใจ

ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจสูงเป็นปกติและอยู่ในสังคมแวดล้อมที่ดี


กันยาฯ ไม่ยอมรับเอาเงินนั้น แถมหลบหน้าไปเลย
ระยะเวลาผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่าผลจากการที่กันยาฯ

ช่วยพี่นรชัยฯ โดยไม่หวังผลตอบแทน

ไม่ยอมรับเงินตอบแทน จะส่งผลรุนแรง
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี พี่นรชัยฯ ยังนึกถึงบุญคุณกันยาฯ

อยู่เสมอ ผมเองก็ยังนึกถึงความดีของกันยาฯ อยู่เสมอ

จนทุกวันนี้พี่นรชัยฯ
ยังคิดที่จะโทรตามกันยาฯ มาเลี้ยงข้าวอยู่ตลอดเวลา
ลองนึกว่าหาก กันยาฯ รับตังค์เป็นการตอบแทนในวันนั้น

ผลก็คือบุญคุณได้ตอบแทนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็จะไม่มีใครนึกถึงคุณความดีของการทำในครั้งนั้น
ก็เป็นเพียงการจ้าง เป็นครั้งคราว เหมือนธุรกิจ

จบลงด้วยอำนาจเงิน
ณ วันนี้ กันยาฯ แม้จะอายุน้อยกว่า ได้สอนผมทางอ้อมว่า

การทำอะไรก็ตามโดยไม่หวังผลตอบแทน
เราจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเสมอ อย่าแพ้อำนาจเงิน

เงินไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง
คุณความดีของกันยาฯ ก็ยังคงเบ่งบานอยู่เสมอ

ก็เพราะการไม่หวังผลตอบแทน

ขอสรรเสริญไว้ ณ โอกาสนี้ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยิน

โฆษณาอย่างไร จึงจะเป็นสัมมาอาชีพ

ตามธรรมชาติการโฆษณา มักจะต้องกระตุ้น เร่งเร้าให้คนเกิดความอยาก
เกิดความโลภ เกิดความอยากมี อยากได้ ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น
ผมเคยชอบดูโฆษณา เพราะสนุกดี เป็นการกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์
เมื่อมาดูแบบรู้สึกตัว(สติ)แล้ว ก็รู้ว่ามันคือการหลอกกันไปหลอกกันมา
โฆษณาจึงต้องพูดแต่ในด้านดี ในทางตรงกันข้ามจะต้องปิดบังอีกด้านหนึ่งเสมอ

ในขณะที่งบโฆษณา บริษัทก็โยนภาระให้ผู้บริโภคอยู่ดี
คนที่กินโค้ก เขาไม่ได้กินแค่ราคาโค้กจริงๆ แต่เขากินราคาโฆษณาเข้าไปด้วย
เหมือนกับการกินกาแฟสตาร์บัค เราไม่ได้กินแค่กาแฟ
แต่เราบริโภคเก้าอี้ โต๊ะ กระดาษรองแก้วที่มีตราสัญลักษณ์สตาร์บัคเข้าไปด้วย
นั่นคือราคาที่ร้านสตาร์บัคไม่ได้จ่ายให้เรา แต่เราจ่ายให้เป็นค่ากระดาษรองแก้ว
ค่าตราสตาร์บัค ค่าโซฟา รวมแล้วตกแก้วละร้อยบาท ทั้งๆ ที่ตัวกาแฟอาจจะแค่สิบบาท
ความโหดร้ายของการโฆษณา จึงหมายถึงการเชือดผู้บริโภคแบบนิ่มๆ
หลอกให้หลงติดในสัญลักษณ์ ตราโค้ก ตราเป๊ปซี่ ตราโออิชิ
ด้วยการอัดโฆษณาให้คนเชื่อ สร้างแบรนด์ให้เป็นภาพติดตา
โยนค่าโฆษณาไปให้คนซื้อ ปิดบังความจริงอีกด้านหนึ่ง
ผมชอบประโยคเด็ดของโฆษณาดีแทค “คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”
มันตรงและโดนใจอย่างแรง คนเราเข้าใจกันได้ ก็ต้องคุยกัน
แต่เขาไม่ได้บอกเราด้วยว่า คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น จ่ายเงินมากขึ้นด้วย
ผมเบื่อการดูโฆษณาอยู่พักหนึ่ง เพราะเจอแต่เรื่องหลอกกัน
แต่ในร้ายย่อมมีดี ในดีย่อมมีร้าย อันเป็นกฏธรรมชาติ
ปรากฏว่าไปเจอโฆษณาอยู่อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผมเข้าใจว่า อาชีพโฆษณา
มีทางเป็นสัมมาอาชีพได้ ไม่ได้กระตุ้นให้คนเกิดความโลภ ความอยากเสมอไป
แต่เป็นการปลุกจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ของคนออกมา
ภาพสาวๆ กำลังกินเหล้าฉลองวันเกิดในผับ ตัดสลับกับ
ภาพยายแก่ๆ ตาบอดบ้านนอกที่กำลังสวดมนต์ต่อหน้าพระพุทธรูป
ตอนสุดท้ายบอกว่า ในวันที่มีความสุขของใครหลายๆ คน
ก็ยังมีใครอีกหลายๆ คนที่ยังเดือดร้อนอยู่
แบ่งปันความสุขในวันเกิดของคุณ ด้วยการบริจาคเงิน(ที่จะกินเหล้ากัน)
ไปให้คนที่เขาเดือดร้อนกว่ากันเถอะ
ทำให้เราเข้าใจว่า การโฆษณา เป็นเหมือนดาบมีสองคม
หากใช้ในด้านดี ก็ย่อมได้ดี หากใช้ไปในด้านลบ ก็ย่อมได้ผลลบ
จึงอยู่ที่เรา จะสร้างแรงกรรมอย่างไหน หากจะหวังเพียงแค่เงิน
หวังกระตุ้นยอดขายโดยไม่ปลุกกระตุ้นจิตสำนึกคน
หรือจะเป็นเพียงการหลอกลวงไปวันๆ

ระวังบัตรลดราคา

ซื้อหนังสือที่ซีเอ็ด หากมีบัตรประเภท กบข. หรือบัตรส่วนลดอื่นๆ
ก็จะได้ลดราคา ประมาณ 5% ผมก็เลยตั้งใจว่าหากไปซื้อหนังสือ
ก็จะติดบัตร กบข.ไปด้วย
พอไปจริงๆ ผมกลับรู้สึกสงสารร้านเขา เพราะลดราคาก็ลดเพียงแค่นิดเดียว
หากหนังสือราคา 200 บาท ก็จะลดได้ซัก 10 บาท
ก็เลยไม่ได้ใช้บัตรลดราคาซักครั้ง
ผมมีความคิดว่าคนเราทำธุรกิจก็ย่อมต้องหวังผลกำไร
การขายหนังสือก็กำไรน้อยอยู่แล้ว เราเองก็ไม่ได้เดือดร้อน
และอยากจะได้ส่วนลด 5% มากมายจนตัวสั่น
ให้เขาได้รับกำไรไปเต็มๆ ดีกว่า เราไม่ได้ตัดสินใจซื้อหนังสือเพียงเพราะ
เห็นว่าเขาจะลดราคาให้ 5% แต่เราซื้อหนังสือเพราะว่าหนังสือมันน่าสนใจต่างหาก
คนเราเวลาไปซื้อของในตลาดก็จะติดในการต่อรองราคา
จนเป็นนิสัย จนคิดว่ามันเป็นเกมส์สนุกสนาน
จนลืมไปว่ามันเป็นการเพาะนิสัยความเห็นแก่ตัว
คนซื้อเอง ก็คิดว่าคนขายตั้งราคาสูงเกินจริง
คนขายเอง ก็คิดว่าคนซื้อจะต้องต่อรองราคาแน่ๆ ก็เลยตั้งสูงไว้ก่อน
ดูเหมือนคนเรา หลอกกันไป ก็หลอกกันมา
ไปซื้อของในตลาด บางทีผมบอกแม่ค้าว่าผมไม่ต่อราคานะ
จะได้กำไรเต็มๆ เสียที เขาดีใจจนยิ้มแก้มปริ
บางทีผมให้เงินเกินจากราคาที่เขาขาย คิดซะว่าให้ทิป
แม่ค้าบอกว่าเขาไม่เคยเจอ เคยเจอแต่คนต่อราคา ไม่เคยมีใครให้เกิน
เพราะคนเราไม่ค่อยได้ฝึกการเป็นผู้ให้มากกว่า
เคยชินต่อการต่อรองราคาให้น้อยลง เพื่อเราจะได้จ่ายน้อยลง แต่ได้ของมากขึ้น
เราบ่มเพาะเชื้อความโลภสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
ระวังบัตรส่วนลดต่างๆ ระวังใจจะไหลไปสู่การเห็นแก่ได้
แล้วจะกลายเป็นความเคยชิน
“ใจคนเรา มักจะไหลไปตามความเคยชิน”



วันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

สิ่งที่ซ่อนอยู่กับการถ่ายภาพ

แม่ผมในอดีตเป็นช่างภาพ ผมได้ DNA นี้มาจากแม่
จึงทำให้เริ่มสนใจการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่ต้องมีใครบอกให้สนใจ
จนกระทั่งวันนี้มีกล้องน้อยใหญ่ในครอบครองผ่านมือผมมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบตัว
กดชัตเตอร์มาแล้วหลายหมื่นภาพ แต่ก็ไม่ใช่มืออาชีพ
เพียงแต่สนุกกับมัน
วันหนึ่งแม่เปรยๆ มาว่าอยากได้กล้อง แล้วเล่าอดีตให้ฟัง
ผมรีบไปซื้อกล้องดิจิตอลตัวน้อยมาให้แม่ทันที
ปรากฏว่าแม่ดีใจมาก เหมือนค้นพบสิ่งที่อยากได้มาชั่วชีวิต
จับกล้องเล่นไม่มีวาง เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
และมีความสุขกับมัน
ผมเริ่มมาคิด ว่าการถ่ายภาพให้อะไรเราบ้าง ที่นอกจากสิ้นเปลือง
จริงๆ แล้วมันเป็นการขัดเกลาตนเอง
การยกกล้องมาเล็ง แล้วกดชัตเตอร์ ใครๆ ก็ทำได้
แต่การถ่ายภาพอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และเป็นสาระต่อชีวิต
ผมนั่งถกสนทนากับแม่อยู่พักหนึ่ง ก็ปิ๊งว่า
ทุกครั้งที่ผมกดชัตเตอร์ ผมจะกลั้นหายใจ
เพราะการกลั้นลมหายใจ จะทำให้ร่างกายหยุดกระเพื่อม
เมื่อร่างกายหยุดกระเพื่อม มือจึงนิ่ง จึงกดชัตเตอร์อย่างมีสมาธิ
ผมจึงไม่กลัวการถ่ายภาพในที่ๆ มีแสงน้อย
ไม่ว่าจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพียงใด ผมก็ถ่ายภาพออกมาได้ชัด
ผมอาศัยหลักเดียวกันกับการหัดยิงปืน ที่หยุดลมหายใจเพื่อลั่นไก
เรียกกันว่า “Surprise shot” คือการค่อยๆ เหนี่ยวไกมาเรื่อยๆ
ไม่ต้องสนใจว่ามันจะลั่นตอนไหน แต่ค่อยๆ เหนี่ยวไกในขณะที่
ร่างกายหยุดนิ่ง มือจึงนิ่ง กระสุนจึงเข้าเป้ามากที่สุด
การถ่ายภาพ ทำให้เรามีมุมมองที่สวยงาม
การบันทึกภาพในมุมมองที่แตกต่างจากสายตาเห็นตามปกติ
จึงเป็นเรื่องท้าทาย เราจึงมองโลกนี้สวยงามอยู่เสมอ
แม้ว่าเป็นมุมในถังขยะก็ยังมีมุมที่สวยของมัน
ผมเลือกพกกล้องที่พกได้ข้างเอว มีเลนซ์มุมกว้าง
และซูมได้มากด้วย ในตัวเดียวกัน
การพกได้ จะทำให้เราไม่รู้สึกว่า เป็นภาระมากเกินไปในการพกพา
การมีเลนซ์หลายมุม ทำให้เกิดมุมมองของโลกที่แตกต่าง
การบันทึกภาพแต่ละครั้ง อย่างน้อยที่สุด
สติก็เกิด ณ เวลานั้น ได้มีโอกาสอยู่กับปัจจุบัน
เราจึงเห็นคนที่รักการถ่ายภาพส่วนใหญ่มีหน้าตาผ่องใส
อารมณ์ดี มีมุมมองต่อโลกที่แตกต่าง
นั่นเป็นเพราะ การถ่ายภาพ เป็นกุศโลบายให้เกิดสติอย่างหนึ่ง
และกล่อมเกลาให้คน มีจิตใจงดงาม

เคี้ยวหมากฝรั่งก่อให้เกิดสมาธิหรือไม่

การสูบบุหรี่ ก่อให้เกิดสมาธิอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เป็นการพึ่งพิงสิ่งภายนอก สิ้นเปลืองมากและเป็นโทษมาก
เมื่อมีการรณรงค์ให้เคี้ยวหมากฝรั่งแทนการสูบบุหรี่
ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่
ตามเธคยังอบอวลไปด้วยกลิ่นบุหรี่เต็มไปหมด
ผมเห็นคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่เครียดต่างๆ เคี้ยวหมากฝรั่ง
ทหารที่ออกรบ, เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด เคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อคลายความตึงเครียด
ผมมองว่า จริงๆ แล้วร่างกายใช้สมองส่วนหนึ่ง
ในการบังคับให้ปากเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ แล้วจะนิ่งได้อย่างไร
ก็มาคิดดูดีๆ แล้ว เมื่อเริ่มต้นเคี้ยวอาจจะมีการสั่งการให้เคี้ยว
แต่เมื่อเคี้ยวไปสักพัก ก็จะเป็นเรื่องความอัตโนมัติของปาก
ที่จะเคี้ยวไปเรื่อยๆ โดยที่สมองไม่ต้องสั่งการ
เป็นการติด และเคยชิน เพื่อให้จิตจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
โดยไม่มีสิ่งว่อกแว่กที่นอกจากการเคี้ยว
ฉันใดก็ฉันนั้น การกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ
ก็เป็นเหมือนการเคี้ยวหมากฝรั่ง เมื่อใจจะกระโดดไปที่ใด
ก็จะกระโดดไปได้ในวงแคบๆ ไม่เพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่านมากมายนัก
เพราะมีที่รองรับ มีที่พักของใจ อยู่ที่ลมหายใจ
หากเคี้ยวหมากฝรั่ง จิตก็มีที่พักอยู่ที่ปาก
ศัพท์ทางเทคนิค เรียกว่า “เครื่องอยู่”
จิตคนเรา จึงต้องมีเครื่องอยู่ ไม่ว่าจะตั้งไว้ที่ใดก็ตาม
ขอให้มีเครื่องอยู่ เป็นที่พักของจิต เมื่อว่อกแว่กออกไป
เสร็จแล้วก็กลับมาพักนิ่งอยู่ที่เดิม แกว่งในวงแคบๆ
เช่นนี้ จะก่อให้เกิดสมาธิมาก
การเคี้ยวหมากฝรั่ง ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง
ที่จะก่อให้เกิดสมาธิ แต่อย่าลืมว่ามันมีโทษด้วย
เมื่อใดที่ร่างกายเคี้ยวอะไรก็ตาม ธรรมชาติร่างกายจะหลั่งน้ำย่อย
ออกมารอในกระเพาะอาหาร ถ้าไม่มีอาหารตกมาถึงท้อง
น้ำย่อยก็จะกัดกระเพาะ ใครที่น้ำย่อยเป็นกรดสูง
ก็มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะได้
หากเราเคี้ยวหมากฝรั่งไปนานๆ ลองสังเกตดูว่าจะรู้สึกหิว
ในทางตรงกันข้าม หากเราไม่หิวแล้วอยากให้ร่างกายหิว
เพื่อที่จะกินข้าวได้อย่างไม่ฝืนมากนัก
ก็ลองเคี้ยวหมากฝรั่งดู ผมทำการทดลองเรื่องนี้ซ้ำซากหลายครั้งแล้ว
ได้ผลมาโดยตลอด

โทษของการกินมาก

การเป็นคนอ้วนนั้น เป็นโทษอย่างร้ายแรง
เพราะดัชนีชี้วัด ที่โดดเด่นออกมาจากทางร่างกาย
คนอ้วนจึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคมาก เพราะสะสมปฏิกูลไว้มาก
เมื่อกินมาก ก็สะสมมาก กลายเป็นรังของเชื้อโรค
การกินที่ดีที่สุด จึงเป็นการกินมื้อเดียว ในตอนเช้า
ในตอนค่ำ ร่างกายใช้พลังงานน้อย จะเกิดการสะสมมาก
ดังนั้น ตอนเย็นหากเป็นไปได้ ก็ไม่ควรกินอะไรมาก
เพียงเพื่อแก้โรคหิวแค่นั้นเอง
แต่คนเรากลับมากินหนักในมื้อค่ำ เพียงเพราะว่าเป็นมื้อที่มีเวลามากที่สุด
มีเวลามากที่จะเสพอาหารและสุรา
เวลามากพอที่จะปรนเปรอความอยากของตน ให้อิ่มหนำ
ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะอ้วนมาก เพราะเป็นเพศที่ตามใจตนมาก
โดยเฉพาะในเรื่องการกิน จึงมีทุกข์มากในเรื่องการชั่งน้ำหนัก
ทุกสิ่งที่เกิดล้วนแล้วแต่มีเหตุมาจากการตามใจลิ้นแค่นั้นเอง
บริษัทที่หากินอยู่กับความอ้วนของผู้หญิงจึงบังเกิดขึ้นสารพัน
ฟิตเนส ดูเหมือนจะเป็นทางออกของคนสมัยใหม่
ที่จ้างคนอื่นราคาแสนแพงมาดูแลความอ้วนของตน
แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จากการกิน
มีหลายคนอิจฉา คนที่มีระบบร่างกายประเภทกินแล้วไม่อ้วน
แต่นั่นเป็นความผิดปกติของร่างกาย เป็นบุคคลที่น่าสงสาร
ระบบการกินเกินที่ส่งผลให้อ้วนฉุ เป็นเหมือนอุปกรณ์ เป็นลางบอกเหตุ
เป็นดัชนีชี้วัดที่ดีที่สุด ที่เราจะต้องตั้งตัวปรับพฤติกรรมตนเองให้เท่าทันภัยที่กำลังจะมาถึง
คนที่กินแล้วไม่อ้วน นั่นหมายถึง เครื่องดัชนีชี้วัดของเขาชำรุดนั่นเอง
เขาจึงกินได้โดยไม่บรรยะบรรยัง ตามใจปาก แต่ไม่เห็นโทษ

คนอ้วนหลายคน มักมองไม่เห็นว่าโทษการอ้วนมันรุนแรงเพียงใด
การไม่เห็นโลงศพ บางทีก็ไม่หลั่งน้ำตา
เพื่อนผมอ้วนมาก เพราะกินมาก แต่ก็ยังกินหนักอยู่
ไม่สนใจความอ้วนของตนอันเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน
แม้ไม่ส่งผลวันนี้ ก็ย่อมต้องส่งผลวันหน้า
จนกระทั่งวันหนึ่ง ต้องป่วยเข้าโรงพยาบาล เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก
เพราะไขมันอุดตันเส้นเลือดในสมอง
สาเหตุทั้งหมด มาจากการกินแค่นั้นเอง
“You are what you eat” จึงอธิบายได้ดีที่สุด
วันนี้ เขาเริ่มเห็นโลงศพ จึงรู้จักการหลั่งน้ำตา ว่าปากพาซวย
เกือบพาเขาตายโดยไร้ค่า เพียงเพราะกินอย่างเมามัน
ไม่รู้จักประมาณในการกิน
ผมเชื่อว่านับแต่นี้ไป ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เปลี่ยนได้เพียงเพราะเปลี่ยนวิธีการกินเท่านั้นเอง

เปลี่ยนทางดูบ้าง

ผมค้นพบอย่างหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งน่าสนใจ
ปกติคนเรามักจะขับรถกลับบ้านทางเดิม เส้นทางเดิมๆ
ชีวิตเป็นเหมือนเหตุการณ์ประจำวัน ซ้ำซาก ไม่มีอะไรใหม่
ผมลองขับรถกลับบ้านเส้นทางอื่น ปรากฎว่าพบสิ่งน่าสนใจมากมาย
ผมแวะบ้านคนรู้จัก พูดคุยทักทาย ทำธุระให้คนอื่น
แล้วก็พบว่าเมื่อเราทำให้คนอื่นแล้วเขามีความสุข
เรากลับดูเหมือนจะสุขใจมากกว่า
ผมได้มีโอกาสแวะโรงพยาบาล เพื่อจะเยี่ยมเพื่อนที่ป่วย
เราได้เห็นโลกอีกด้านหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้เห็น ในเหตุการณ์ปกติประจำวัน
เพราะเรามัวหลงติดอยู่กับเส้นทางเดิม จนซ้ำๆ ซากๆ
ทั้งๆ ที่สิ่งใหม่ อยู่ใกล้เพียงแค่กระพริบตา
ไม่น่าเชื่อว่า แค่การเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน
จะเห็นสิ่งใหม่ๆ คิดอะไรได้ใหม่ๆ จนกระทั่งทำอะไรใหม่ๆ ได้
อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลง จะนำเราไปสู่
โลกอีกมิติหนึ่ง ที่เราไม่เคยซาบซึ้งในสถานภาพที่มันเป็นอยู่
การตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อมาเห็นถนนเส้นเดิม เราจะพบว่ามันแปลก
แตกต่างไปจากเดิมมาก ทั้งๆ ที่มันเป็นถนนเส้นเดิม
ให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ดักแด้ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อที่จะเป็นผีเสื้อสวยงาม
โลกนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้กระทั่งอะตอม หน่วยเล็กสุดของโมเลกุล
อยู่เฉยๆ ก็ยังสั่น เพื่อเก็บพลังงานศักย์
การเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
การเด็ดดอกไม้ ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว
จงเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อการค้นพบตนเอง
แล้วผมก็พบว่า ผมเปลี่ยนแปลงตนเอง ออกนอกเส้นทางบ้าง
เพื่อเรียนรู้ว่า การทำอะไรให้คนอื่นนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง
เราก็เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ จนเคยชิน แล้วใจเราจะไหลไปตามความเคยชิน
นั้นเป็นธรรมชาติของจิตมนุษย์ที่จะไหลไป และจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
หากเคยชินกับการเอาแต่ใจ โตขึ้นอีกหน่อย การเอาแต่ใจก็จะรุนแรงขึ้น
จึงมีคำว่า “ฝึกอย่างไร ได้อย่างนั้น”
เราตั้งตนให้เป็นคนเช่นไร เราก็จะเป็นเช่นนั้น และทวีขึ้นตามวันเวลาที่แปรไป
เพราะ “ใจคนเรา ไหลไปตามความเคยชิน”
การเปลี่ยนเส้นทางเดิน จึงเป็นจุดเริ่มต้นนิดๆ ที่จะก้าวไปสู่จุดใหญ่
อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยประการใดๆ
แล้ววันหนึ่ง ร่างกายเรา (ที่ไม่ใช่ของเรา) ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงจะนำพาเราไปสู่สิ่งใหม่ๆ มิติใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบ
อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ครอบครัวโจร

ชีวิตผมคลุกคลีอยู่กับคนชั่วมาก บางทีถ้าไม่แกร่งพอ ก็เผลอไผลชั่วไปด้วย
แต่คนที่น่าสงสารคือคนที่ทำชั่วอยู่ แล้วไม่รู้ว่านั่นคือความชั่ว ...เรียกว่า หลง(ทาง)
มีโจรอยู่คนหนึ่งที่ผมรู้จัก อยู่ระหว่างสืบสวน ยังไม่จับกุมเพราะพยานหลักฐานไม่แน่นพอ
ต้องทำเป็นญาติดีเข้าไปหา เพื่อแกะรอยความชั่วต่างๆ ของเค้า นำไปสู่การจับกุมในวันหนึ่ง
ผมเข้าไปที่บ้านเขา จึงได้เห็นสภาพชีวิตและครอบครัวที่เขามองว่าปกติ
แต่ผมมองว่า ชีวิตเขาตกต่ำสุดขีด เป็นปัญหาของสังคม

ตัวเขาเองเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ เพราะได้เงินมาง่าย ก็ย่อมใช้จ่ายง่าย
ทำงานเหมือนกัน แต่ทำงานในสิ่งที่ผิดกฎหมาย จนฝังแน่นยึดเป็นอาชีพ
การเที่ยวกลางคืน เมาหัวราน้ำกลับบ้านมาทุกวัน เป็นเหตุให้ลูกเขา
ยึดเอาเป็นแบบอย่าง ลูกเขาเรียนโรงเรียนที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเสื่อม
ค่าเรียนโคตรแพง แต่คุณภาพโคตรห่วย เด็กนักเรียนหญิงขายตัวเป็นอันมาก
ลูกสาววัย 17 ปีทำเป็นแต่ขอเงิน เย็นวันศุกร์ก็หายไปกับเพื่อนแก็งค์มอเตอร์ไซด์
กลับมาอีกทีวันอาทิตย์ ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนมา แต่พ่อแม่เขาไม่สนใจ
ไม่ห้ามปราม ไม่เห็นว่าเป็นทางเสื่อม เพราะมีพ่อทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ธรรมชาติของสาววัย 17 กับเพื่อนซึ่งเป็นสังคมหลักกลุ่มที่สามของชีวิต
สังคมในโรงเรียนเสื่อมย่อมชักนำลูกเขาไปในทางเสื่อมเช่นกัน
เมื่อพื้นฐานครอบครัวย่ำแย่ ก็นำพาสังคมย่ำแย่ไปด้วยเช่นกัน
บางครั้งลูกก็ไปเจอพ่อเที่ยวอยู่ในเธคอยู่กับผู้หญิงอื่น
ลูกกลับเห็นเป็นเรื่องสนุก ไปกรรโชกเงินพ่อ ไม่งั้นจะฟ้องแม่
ตัวอย่างที่ลูกเห็น ผมไม่รู้ว่าอนาคตลูกสาวคนนี้ของเขาจะเป็นเช่นไร

ผลกรรมในการที่เขาทำชั่วจนยึดเป็นอาชีพ
มันย้อนกลับมาทำให้ชีวิตครอบครัวเขาตกต่ำอย่างคาดไม่ถึง
และเขาเองก็ไม่รู้ตัว
บางทีผมไม่ต้องไปจับเขาก็ได้ ชีวิตเขาก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว
เขาถูกลงโทษด้วยกฎธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หรอก
เขาทำหน้าที่ของเขา ส่วนผมก็ต้องทำหน้าที่ของผม


เพื่อนคือด่านที่สามของชีวิต

ด่านแรกที่มนุษย์เจอ คือพ่อแม่ ต่อมาคือครู แต่อันต่อมาสำคัญไม่แพ้ใครคือเพื่อน
เมื่อใดที่อยู่ไกลพ่อแม่ ห่างตาครู เมื่อนั้น เพื่อนจะมีอิทธิพลยิ่งกว่าสิ่งใด
ชักจูงไปในทางใดก็ได้ เหมือนกระแสน้ำที่ชักพาไป
เพื่อนที่ดีมักชักจูงไปในทางที่ขัดใจเราเสมอ นั่นเป็นธรรมชาติ
เพราะอะไรที่ดี เรามักไม่ค่อยพอใจ กระแสสังคมมักพาเราเอนลู่ลงต่ำ
แล้วเรามักจะหลงทาง คิดว่ากระแสสังคมนั้นแหละดี

เด็กรุ่นใหม่หลายคน เลือกเรียนคณะต่างๆ เพียงเพราะเลือกตามเพื่อน
แล้ววันหนึ่งเราก็รู้ว่า เพื่อนไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต
กว่าจะรู้ก็แทบสายเกินไปเสียแล้ว
วันหนึ่งต้องแยกจากกัน ต่างคนต่างไป ใครไปดีก็ไป ไปร้ายก็แล้วแต่เวรกรรม
ทิ้งไว้เพียงแต่ผลของการที่เราไม่ได้ตัดสินใจด้วยตนเองจริงๆ
การเลือกและที่เคยทำตามเพื่อนจึงล้มเหลวในท้ายที่สุด
เราต้องตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นของตนเอง บนเส้นทางของตนเอง
เพื่อนจึงทำได้เพียงแค่แนะนำ เป็นเพียงแค่เส้นประ.....เพื่อชี้นำ
ไม่ใช่ลากเส้นตรง ให้เราเดินตาม
จริงๆ แล้วเพื่อนเรา ไม่ได้รักเรามากมาย เพราะธรรมชาติสัตว์ก็ต้องรักตัวเองก่อน
ทำให้ตัวเองมีความสุขก่อน เพื่อนทีหลัง การร่วมทุกข์ร่วมสุขจริงๆ นั้นหายากมาก
เพื่อนผมอยู่กรุงเทพฯ มาทำงานชั่วคราวที่เชียงใหม่
โทรหาเพื่อนที่อยู่เชียงใหม่ ให้ช่วยงานชนิดหนึ่ง
ช่วยปลีกเวลานิดหนึ่งไปดูพื้นที่ให้หน่อย ตัวเองกำลังเดินทางมา แต่ไม่ทัน
ปรากฎว่าโทรหาเพื่อนที่เชียงใหม่ 5 คน ไม่มีใครว่าง ไปดูให้ซักคน
เขาโทรมาหาผมเป็นคนที่ 6 พร้อมกับทำเสียงเหนื่อยๆ หมดหวัง
ประกอบกับเป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกับผมเท่าไหร่นัก
แต่ความหวังเขาลุกโชติช่วงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผมบอกเดี๋ยวจะจัดการให้
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ปฏิเสธด้วยเหตุผลใด
อาจจะเป็นเพราะเป็นเวลาเย็น เลิกงานแล้วเป็นเวลาส่วนตัว,
ระยะทางไกลเปลืองเงิน น้ำมัน, ติดงานอย่างอื่นอยู่ฯลฯ
ผมก็ติดภาระกิจเช่นกัน เรื่องส่วนตัวสำคัญเสียด้วย
แต่ร้อยวันพันปีเพื่อนจะมาขอความช่วยเหลือ ไม่ได้มีโอกาสนี้บ่อยๆ
ที่จะรับใช้เพื่อนบ้าง หากผมปฏิเสธไป ผมจะนึกเสียใจไปชั่วชีวิต
คนทั่วไปเรายังให้ความช่วยเหลือ แต่นี่เป็นเพื่อนเรา ผมจึงรับปากจะทำให้ทันที
เสียสละความสุขส่วนตัวบ้าง ไม่ใช่เรื่องยาก เสียสละเงินทองเพื่อคนอื่นบ้าง
ก็เพื่อฝึกการเป็นผู้ให้
เพื่อนที่ดีจึงไม่ใช่เพื่อนที่คอยชวนเราไปกินเหล้า เห็นเราตกทุกข์ได้ยากแล้วเฉยเมย
ชักจูงไปในทางที่ผิด แล้วพากันหลงระเริง แต่เป็นเพื่อนที่คอยชี้นำเมื่อเราจะหลงทาง
เป็นเพื่อนที่เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อเราได้บ้าง เป็นเพื่อนที่รู้จักการเป็นผู้ให้
ไม่ใช่เอาแต่ได้
เราเป็นคนเช่นไร เราก็จะดึงดูดเพื่อนชนิดนั้นมาอยู่ด้วย
หากในขณะใดที่เรากำลังเปลี่ยนไป หากเพื่อนไม่ขยับตาม
ก็จะค่อยๆ หลุดจากกันไปทีละนิด จนกระทั่งหลุดไปโดยธรรมชาติ
เพราะระดับความคิด วิธีคิด การกระทำต่างกัน
จึงเรียกกันว่า ทางใครทางมัน
เมื่อเราขึ้นไปบนที่สูงได้ ก็ควรฉุดเพื่อนมาด้วย หากยังรักยักผูกพันกัน
ในทางกลับกัน แต่หากเมื่อใดที่เราลงที่ต่ำ ก็อย่าฉุดเพื่อนลงมาด้วย




วันจันทร์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ความน่ากลัวของการพึ่งพิงสิ่งภายนอก

เพื่อนผมเข้าโรงพยาบาล เป็นโรคอันตรายแต่รักษาได้ ต้องอยู่โรงพยาบาลนาน
เห็นบ่นว่าเซ็ง น่าเบื่อ วันๆ อยู่แต่บนเตียง ไปไหนไม่ได้
ผมเคยเข้าโรงพยาบาลหนึ่งสัปดาห์ สองสามวันแรกทรมานมาก
เพราะอยากออกไปโน่นไปนี่ อยากดูทีวี ดูสิ่งที่เราเสพติดภายนอกจนเคยชิน
และที่สำคัญคือ ไม่รู้ตัว จนถึงวันที่สี่นู่นแหละ ผมถึงรู้สึกว่า
การเข้าไปนอนโรงพยาบาล มีความสุขจริงๆ
เรามีโอกาสที่จะได้อยู่กับตนเองเต็มที่ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องคิดเรื่องงาน
ได้หยุดจากสรรพสิ่งทั้งปวง ได้คิดพิจารณาย้อนหลัง หยุดการพึ่งพิงสิ่งภายนอก
(โดยการบังคับ หลีกเลี่ยงไม่ได้)
เราแอบไปติดการเปิดดูทีวี ว่างเมื่อไหร่ก็เปิดมันอยู่นั่นแหละ
แต่พอถึงเวลาที่ไม่มีมันจริงๆ แล้ว เราก็อยู่ได้ ไม่เป็นทาสมัน
ไม่ต้องคอยติดตามรายการนู่นนี่
เพราะคนคิดว่าชีวิตนี้มันน่าเบื่อ เหงา เซ็ง การมีทีวีจะช่วยทำให้ไม่น่าเบื่อ
แก้เซ็งได้ บ้านเกือบทุกหลังจึงมีทีวีอย่างน้อยหนึ่งเครื่องเป็นต้นไป
เราจึงเห็นคนที่ทำงานประเภทฆ่าเวลา เช่น รปภ., พนักงานต่างๆ ที่ทำงานเป็นกะ
มีทีวีอยู่ต่อหน้า เฝ้าติดตามหน้าจอ แม้แต่สถานที่สำคัญอย่าง รปภ.สนามบิน
ตัว รปภ.เอง ก็มัวแต่บำบัดตัวเองไม่ให้เซ็งในการเข้าเวร
ดูแต่ทีวี จึงไม่สนใจงานในหน้าที่ ที่จะระวังป้องกันเหตุร้าย
การค้นไม่พบว่า งานที่ทำนั้นมันน่าสนใจอย่างไร เป็นสิ่งที่น่ากลัว
เพราะใจเรา มัวแต่ไปสนใจอย่างอื่น ไปหาความสุขอย่างอื่น
ไม่สนใจในหน้าที่การงานที่ตนจะต้องทำ ตามมอบหมาย
งานนั้น ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ทั้งผลของงาน ทั้งตนเอง
รายการทีวีก็เปี่ยมไปด้วยสิ่งที่มอมเมา แล้วคนเราก็ยังหลงทาง
คิดว่ามันบำบัดความเซ็ง สร้างสุข แล้วก็เสพติดมัน
เมื่อไหร่ที่ขาดมัน ก็จะทุรนทุราย เหมือนการเข้าโรงพยาบาลใหม่ๆ
การเสพติดในอินเตอร์เนตก็อันตรายมากเช่นกัน
เป็นการเสพในรูปแบบใหม่ ร้ายกว่าเดิม เพราะไม่มีการเซ็นเซอร์
ระวังป้องกัน จึงอยู่ที่ใจคนดูล้วนๆ ว่าจะดูอะไร เป็นยิ่งกว่าทีวี
เป็นสิ่งที่ตามใจ คิดอยากดูอะไร ก็ได้อย่างนั้น
มันเข้ามาฝังอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเงียบๆ
หากวันไหนไม่ได้เข้าอินเตอร์เนต ก็จะชักดิ้นชักงอ
เหมือนชีวิตนี้ ขาดอะไรไปบางอย่าง
เราใช้มัน แต่อย่าให้มันครอบงำเรา
เราจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ ไม่เดือดร้อน จึงเป็นอิสระแท้จริง
การฟัง IPod หรือซาวด์เบาท์ ก็เป็นสิ่งที่คนเราหนีความจริง
ผมเห็นคนกรุงเทพฯ ส่วนมาก มีหูฟังเสียบหูเวลาขึ้นรถไฟฟ้า
เหมือนฟังอะไรอยู่ตลอดเวลา ต้องดิ้นรนหาอะไรมาแก้เซ็งอยู่ตลอด
แล้วคิดว่านั่นเป็นความสุข คนเราหนีความเป็นจริงของสภาพปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
ณ วันนี้ ผมเองก็ยังติดอยู่กับคอมพิวเตอร์
ติดอยู่กับข้อมูลจำนวนมากที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิส
หากหายไป ก็จะดิ้นทุรนทุรายเช่นกัน
การฝึกหัดมีสติ จึงเป็นการหัดเพื่อพึ่งพิงสิ่งภายนอกน้อยลง
อยู่กับตัวเองมากขึ้น เล่นเกมส์กับตนเองได้ตลอดเวลา
ค้นหาตนเองอยู่เสมอโดยไม่เบื่อ การเรียนรู้ตนเอง เป็นวิชาการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีหน่วยกิตใดๆ มารองรับ เพราะมันจะต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติไปตลอดชีวิต
แม้จะสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ยังเรียนรู้ไม่หมด
เมื่อไหร่ที่เราสนใจเรียนรู้ตนเอง เราก็จะพึ่งพาสิ่งภายนอกน้อยลง
กระบวนการที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ตนเองได้ มีเครื่องมืออยู่อย่างเดียว
เรียกว่า สติ





จดไม่จน

Concept จดไม่มีจนนับว่าได้ผล
เมื่อเริ่มจด รายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน เราจะรู้เองว่าสิ่งใดไม่จำเป็น
สิ่งใดที่ไร้สาระแล้วเราจ่ายเงินแบบเมามันบ้าง
เพราะตอนจ่าย เราไม่ได้สนใจเท่าไหร่ จ่ายเพราะความอยากได้ในขณะนั้น
เมื่อกลับมานึกคิด ทบทวน เราจะนึกได้ว่า ไม่น่าเลย
การจดในแต่ละวัน จึงหมายถึงการตั้งสติ แล้วเข้าถึงสาระที่แท้จริงของสิ่งที่จ่าย
ว่าเราจ่ายสิ่งที่มันเป็นสาระที่แท้จริง หรือจ่ายเป็นค่าเปลือกของสิ่งนั้นด้วย
คนญี่ปุ่นจะเก่งในด้านการ Packaging มาก คือการบรรจุภัณฑ์
จะสวยงามเหมือนกล่องของขวัญ น่ารัก น่าซื้อหา เพราะว่าเปลือกสวยงาม
ทั้งที่จริงหากไม่ห่อเช่นนั้น อาจขายลำบาก ขายได้ยาก ทำยอดไม่ได้
การห่อแล้ว ราคาจึงพุ่งขึ้นไปเกินจริง บางทีจนน่ารังเกียจ
เมื่อเราตั้งหลักได้ รายจ่ายจึงลดลงเองโดยอัตโนมัติ
การทำกิจกรรมต่างๆ ที่มันไม่จำเป็นต้องไปเสียเงิน ก็ลดลง
การเล่นกอร์ฟ การเข้าฟิตเนส ซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ บางทีแม้กระทั่งขนม
พึงระวังกิจกรรมที่ทำให้สิ้นเปลืองเกินตัว
ผมระวังการอยากเล่นกอร์ฟมาก
เมื่อใดก็ตามที่เราเผลอเข้าไปสู่วังวนของมันแล้ว ระวังจะหลุดออกมาได้ยาก
เมื่อไหร่ที่รายได้ลดลง แต่หากรสนิยมยังเหมือนเดิม ยังใช้จ่ายเพื่อสิ่งไม่เป็นสาระอย่างเดิม
จะมีแต่แย่กับแย่ในชีวิต
เพราะเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น
การไม่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ดูเหมือนจะเป็นหนทางวิบัติในชีวิต
เราจะเป็นทาสสิ่งภายนอกอยู่เสมอ

สีซอให้ใครฟัง

ระยะหลังผมมักพูดถึงเรื่องกฎธรรมชาติ สาระความจริงแท้ของชีวิตมากขึ้น
เมื่อมีโอกาสจะคอยบอก คอยสะกิด คอยเตือนว่าอันไหนไม่ดี อันไหนควรทำ
อะไรที่จะพาเราตกไปสู่สิ่งที่ชั่ว
พรรคพวกที่รู้จักกันมานาน คนไหนรับได้ก็รับไป
คนไหนรับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ทุกข์ร้อน ว่าเค้าไม่ฟัง
เราเองต่างหาก ที่บารมีไม่พอจะให้ใครมาเชื่อฟังได้ทุกอย่าง
แม้ว่าสิ่งที่เรานำเสนอ จะมีเหตุผลเพียงใด
เมื่อก่อนผมเคยเฉยๆ กับการที่พรรคพวกทำผิด ดีไม่ดีอาจยุยงส่งเสริมด้วยซ้ำไป
เพราะความเมามัน ไม่รู้ตัว เผลอไผล ตามกระแส ค่านิยม
แต่ ณ วันนี้ ผมเปลี่ยนไป หากพรรคพวกเพื่อนฝูงเริ่มคิดและจะทำในสิ่งไม่ดี
ผมจะคอยทัก เผื่อเขาจะฟังบ้าง ธรรมดาจิ้งจกทักยังต้องฟัง
หากผมไม่ทักเขาเสียอีก ผมจะรู้สึกผิด ละอายแก่ใจ
ที่มีโอกาสตักเตือน บอกกล่าว แล้วไม่ทำ ทั้งๆ ที่ทำได้

คนที่ดักดานอยู่ก็จะบอกว่า อย่าเสือกเรื่องของกู ก็ไม่เป็นไร
แม้กระทั่งคนที่มีสติสัมปัชชัญญะมาทักเขายังไม่ฟัง
จะประสาอะไรกับจิ้งจกร้อง
เหมือนกับยื่นแก้วให้ลิง ไก่ได้พลอย ก็ไม่มีค่าอันใดสำหรับเขาอยู่แล้ว
ต้องรอจนลิงและไก่เกิดใหม่เป็นคน จึงรู้ว่าแก้วและพลอยเป็นของมีค่า

ยุคนี้ คนตกเป็นทาสระบบทุนนิยมจนเคยตัว
บูชาเงิน ฟุ้งเฟ้อ ชอบอะไรที่สำเร็จรูป เห็นเงินเป็นใหญ่
คิดจะหาเงินท่าเดียว ไม่คำนึงถึงจริยธรรม ความถูกต้อง
โดยอ้างเหตุผลว่า ใครๆ ก็ทำ เราไม่ทำก็โง่
การสะกิดคนใกล้ตัว การตักเตือนเพื่อนฝูง ได้ชื่อว่ายากแล้ว
เพราะเห็นกำพืดกันมาแต่ไหนแต่ไร
แต่การตักเตือนนาย คนอาวุโส สิยากกว่า
เพราะความเชื่อมั่นเขาสูง หยิ่งทะนง คิดว่าตนเองทำมาถูกต้อง
คิดว่าฉลาดแล้ว
ผมเห็นแล้วก็ได้แต่นึกสงสารที่เขาเป็นเอามาก หลงทางไปไกล
ฉุดไม่อยู่ คิดว่าเกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว เป็นไงเป็นกัน
แต่ผมก็ไม่ละความพยายามที่จะสอดแทรก สิ่งที่จะสะกิดเขาได้บ้าง
สัตว์ป่าคนยังเอามาสอนให้เชื่องได้ ประสาอะไรนี่คนชัดๆ
เราไม่รู้วิธีเองต่างหาก
ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า คนเรายิ่งโตขึ้น ความอยากต่างๆ มันก็โตขึ้นด้วย
เราอยากจะกินอาหารที่มันแปลกขึ้นเรื่อยๆ อร่อยมากขึ้นเรื่อยๆ
เราจะอยากได้เสื้อผ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตัวไหนสวยเราก็จะกอบโกยมากขึ้น
เมื่อมีรถโตโยต้าแล้ว เราก็อยากได้เบนซ์ เมื่ออยู่ในตำแหน่งหนึ่ง ก็อยากได้สูงขึ้นไปอีก
ยิ่งโต ยิ่งสูง อำนาจมาก ความอยากก็จะมากขึ้นตาม
เราจึงอยากได้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสนองความอยากตัวเอง
เงินจึงเป็นรูปแบบของอำนาจอย่างหนึ่ง
เมื่อคนมีอำนาจมาก ก็ย่อมหวงอำนาจนั้น ดิ้นรนหาให้ได้มาไม่เคยพอ
กรุงโรมก็ไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว เราจะพูดไม่กี่ครั้งให้คนมาสนใจ
เรื่องที่เราสนใจได้อย่างไร ในเมื่อคนเรา ติดในอำนาจวาสนา บารมีอยู่
จะรู้ว่ามันไม่มีอยู่จริงก็ตอนเกษียณอายุราชการ กระนั้นคนเราก็ยังดิ้นรน
หารูปแบบของอำนาจใหม่ ลงสมัคร สว.บ้าง เล่นการเมืองต่างๆ บ้าง
เพราะยังรับไม่ได้กับการหลุดจากอำนาจ เขาเป็นบุคคลน่าสงสาร ก็ไม่เป็นไร
ส่วนเราก็ตั้งหน้าตั้งตา สีซอ ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

โลกของเหล้า

โดยพื้นฐานแล้วทุกคนรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่ทำไมเหล้าขายได้มากขึ้นๆ ทุกวี่วัน
สถิตินี้ บ่งบอกอะไรบางอย่าง ที่น่าสะพรึงกลัว
ผมเคยอยู่ในวังวนของมันระยะหนึ่ง แม้รู้ทั้งรู้ว่า มันไม่ดี
แต่เพราะคิดว่ามันทำให้เราคลายเคลียด สนุก คุยกับเพื่อนได้ถึงกึ๋น
ไม่มีความลับต่อกัน สนิทกันมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น ใจกล้ามากขึ้น
จีบสาวง่ายขึ้น แล้ววันหนึ่งก็พบว่าโทษของมันนั้น มหันต์

พบว่า เมื่อเรากินเหล้า อยู่ร่วมกับคนกินเหล้า มันก็สนุกครื้นเครงไปด้วย
เพราะนั่นเป็นคนประเภทเดียวกัน ระดับจิตเท่าเทียมกัน จึงไปกันได้
แต่หากเราไม่กินเหล้า แล้วลองนั่งอยู่ร่วมกลุ่มคนกินเหล้า
เราจะรู้สึกทันทีว่า พวกนี้เป็นตัวประหลาด
แล้วเรา ก็ประหลาดที่ไปนั่งร่วมกลุ่มเขา
ธรรมชาติ จะคัดแยกเราออกมาจากกลุ่มนั้นโดยอัตโนมัติ
เหมือนก้อนหินขนาดต่างๆ ในแม่น้ำที่มีการคัดแยกโดยอัตโนมัติ
หินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่ แบ่งกันอยู่ ทรายก็อยู่ส่วนทราย
เค้าก็จะสงสารเรา ว่าเราช่างโง่เสียนี่กะไรที่ไม่รู้จักทำตัวให้มีความสุข
เราเองก็จะมองเค้าว่า เค้าช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน
ที่ไม่ตระหนักถึงโทษของมัน
ผมพบว่าวันไหน หากกินเหล้า ความสามารถในการคิด
การเคลื่อนไหว ศักกายภาพจะลดลงตามระดับความเมา
หากเป็นเครื่องยนต์ก็เป็นแบบเครื่องยนต์ติดขัด
ทำงานได้ช้าลง นั่นหมายถึงเราเซ็ตสมองและร่างกายไว้ให้
ตั้งอยู่ในความประมาท เผลอเรอง่าย อันตรายก็มาถึงง่ายเช่นกัน
หากคืนไหนเมา เราจะเสียช่วงเวลากลางวันของอีกวัน ไปทั้งวัน
เพื่อรักษา ฟื้นฟูสภาพตนเองให้กลับเป็นปกติ
ไม่ว่าจะกินเหล้ายี่ห้อแพงปานใด
นั่นหมายถึงเวลาที่สูญเสียไป หายไปอย่างไร้ความหมาย ไร้คุณค่า
จริงๆ แล้ว การตระหนักถึงคุณค่าของเวลาที่ผ่านไป
จะช่วยให้เราคิดได้ว่า เวลาที่เสียไปโดยใช่เหตุนั้น น่าเสียดายไม่น้อย
เมื่อใดที่เรารู้คุณค่าของเวลา เราจะหยุดกินเหล้าโดยอัตโนมัติ
นอนน้อยลง หยุดทำในสิ่งที่เป็นสาระน้อย
ขยันทำในสิ่งที่เป็นสาระมาก เพื่อให้เวลาที่มีสติ มีมากขึ้นในแต่ละวัน
เรารู้ว่าอดีตเป็นเช่นไร แต่ไม่รู้ว่าเวลาอันใกล้นี้ เราจะตายหรือเปล่า
พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่รู้ว่าอย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน
การทะเลาะกันเพราะเมาเหล้า รถชนกันตายเพราะเมาแล้วขับ
ไม่มีใครสรรเสริญ ตรงกันข้ามกลับจะสมน้ำหน้าเอาด้วยซ้ำ
เอาชีวิตไปสู้ข้าศึกที่ภาคใต้ ดูจะมีเกียรติมากกว่าจนเทียบกันไม่ติด
ดังนั้น หากจะกินเหล้าเมื่อใด ก็ลองนึกถึงพี่น้องทหารตำรวจที่กำลังสู้กับศรัตรู
ที่มองไม่เห็น ที่สามจังหวัดภาคใต้
เขาตายเพื่อให้เราอยู่ แล้วเราจะมาสนุกกันได้อย่างไร
ผมเคยศึกษามาว่าจิตคนที่ตายตอนเมานั้น
หากยังมีวาสนาอยู่ ก็จะมีโอกาสเกิดเป็นคน
แต่สมอง สติไม่ครบ นั่นหมายถึงปัญญาอ่อน
เพราะขณะที่ตายนั้น ไม่ได้สติ เบลอๆ การเกิดใหม่ก็เบลอไปด้วย
ผมเสียดายโกวเล้ง ที่กลายเป็นคนติดเหล้า อาศัยเหล้าเป็นสรณะ
ยอมตายเพื่อเหล้า ทั้งที่ชีวิตของโกวเล้งนั้น เวลาทุกขณะมีคุณค่ามาก
แต่ในอีกแง่หนึ่ง หากเขาไม่เมา เขาก็คงไม่อาจสร้างผลงานใหญ่โตได้เหมือนกัน
แต่แล้วเค้าก็แพ้ใจตัวเอง ที่ยอมตายเพื่อให้ได้กินเหล้า
ไม่กลัวแม้กระทั่งความตายจะมายืนรออยู่ตรงหน้า หากหยิบขวดเหล้าขึ้นมา
จะเรียกว่าใจกล้า หรือเรียกว่าแพ้ใจตัวเองดี
หากในสมรภูมิรบ ก็คงน่าสรรเสริญ เพราะเป็นวีรกรรมการตายชาติ
เพื่อส่วนรวม เพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพราะห้ามใจตนเองไม่อยู่
การตายของโกวเล้ง มีคนเข้าใจผิดหลงสรรเสริญอยู่มาก
แม้กระทั่งอาจารย์ผมเอง หลงว่าเป็นวีรกรรม ที่แม้รู้ว่าต้องตาย
ก็ยอมทำเพื่อทำในสิ่งที่ตนเองรัก ตายเพื่อในสิ่งที่ตนรัก
ตอนนี้โกวเล้งอาจเกิดเป็นคนปัญญาอ่อนอยู่แถวใดไม่ทราบได้
กฎของเหล้า นำมาใช้ประโยชน์ในทาง Inverse ได้
ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มีคนอยู่ประมาณห้าหกจำพวกที่เก็บความลับไว้ไม่ได้
หนึ่งในนั้นคือคนเมา ดังนั้น หากต้องการความลับใดๆ ก็จงเอาความเมาเข้าล่อ
เราก็จะได้ความลับนั้นมา
ด้วยความเป็นบริษัทขายเหล้า ภาพพจน์เป็นมารอยู่แล้ว
ดังนั้นการโฆษณาต่างๆ ของบริษัทเหล้า จึงพยายามทำตัวให้เป็นพระเอก
ดูดี เท่ห์ เสียสละ มีน้ำใจ บริจาคสิ่งของช่วยเหลือคนจน
การที่รัฐบาลเอาเงินจากการทำหวย มาส่งนักเรียนเป็นทุนการศึกษานั้นก็เช่นกัน
การเอาความดี มาผูกกับความชั่ว นั้น เป็นเหตุให้คนหลงทาง
เมื่อคนหลงทาง ก็จะไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด อะไรชั่วดี

นิสัยอันเกือบถาวร

เกือบเป็นสันดานนั่นคือ อะไรก็ตามที่ทำมากๆ ทำถี่ๆ ทำบ่อยๆ ทำทุกๆ วัน
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือได้ก็ยากเต็มทน สิ่งนั้น คือสันดาน
เป็นลักษณะเฉพาะของ DNA หรือกรรมที่มันทำสะสมมาแต่ชาติไหน
ผมมาลองหาสันดานอะไรบ้างที่มันไม่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองและโลก
ปรากฎว่าอย่างแรก คือการเปิดไฟเมื่อเข้าห้องน้ำ
หลายๆ ครั้งที่ในห้องน้ำแต่ละสถานที่มันพอมีแสงสว่างอยู่
แต่เราก็ติดนิสัยไปเปิดไฟ เพื่อให้มันสว่างขึ้น
มันก็เลยติดนิสัยทุกครั้งไป เพราะมันกลายเป็นสัญชาติญาณ
โดยอัตโนมัติ
การเปิดไฟโดยไม่จำเป็นหลายๆ ดวงก็เช่นกัน มันมีผลไม่ใช่เพียงแค่
ต้องจ่ายบิลค่าไฟสูงขึ้น ผลร้ายแรงที่สุดก็คือมวลรวมของความร้อน
ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน Global warming
เพราะนิสัยของมนุษย์ นี่ยังไม่นับรวมการเปิดแอร์ หนึ่งในตัวการใหญ่
การติดสบาย รักสบายเกินไป จนไม่รู้ตัว มักก่อให้เกิดความเสียหาย
และเป็นความเสียหายที่เราไม่เคยโทษตนเอง
เพราะสัญชาติญาณมนุษย์คือเอาตัวรอด มักไม่โทษตนเอง
หากเราเข้าถึงสาระของสรรพสิ่ง เราก็จะใช้สรรพสิ่งน้อยลงไปด้วย
สิ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงได้ มีวิธีเดียว คือ สติ
การที่จะทำอะไรก็ตาม ลองหยุด สูดลมหายใจให้นิ่งเหมือนสูบบุหรี่
เหมือนการตั้งต้นจะทำอะไรสักอย่าง จะทำให้เรารู้ตัวมากขึ้น
เข้าถึงสาระของสรรพสิ่งมากขึ้น

โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ

ไม่มีอะไรฟรีด้วย เพราะทุกสิ่งมันมีเหตุ และมีปัจจัยเป็นส่วนประกอบให้มันเกิด
คุณตาของเพื่อนผมเสียชีวิต ในงานศพมีพระอาทิตย์ทรงกลดให้คนแห่แหนดู
มันเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่เหมือนประจวบเหมาะพอดีกับเวลา
เมื่อดูประวัติคุณตาแล้ว เป็นคนดีผีคุ้ม เป็นคนก่อตั้งตำบล ใครๆ ก็รัก
เมื่อจากไป ก็มีปรากฎการณ์ให้ฮือฮา เอาไปซื้อหวย
ผมสังเกตเห็นว่าเหตุการณ์อื่นๆ ก็เป็นเช่นกัน
ช่วงที่อุปสมบทหมู่พระนักเรียนนายร้อยจะเดินทางไปฝึกหัดที่วัดญาณสังวรราม จว.ชลบุรี
ปกติอากาศจะร้อนอบอ้าว มันจะบังเอิญอะไรกันมากมายที่วันที่ไปถึง
ฝนจะต้องตกทุกครั้ง เหมือนต้อนรับเรา ขณะที่เดินทางรถบัสเคลื่อนเข้าสู่เขตวัด
ทำไมมันจะต้องเป็นเช่นนี้ทุกปี
ทำไมพอศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ทรท.(ไทยรักทุน) ตอนนั้นมีพระจันทร์ทรงกลด
ผมมาศึกษาเพิ่มเติมทราบว่าทุกสิ่งในโลกมันสัมพันธ์กันไปหมด
ไม่ว่า ดิน ฟ้า น้ำ อากาศ วัตถุ สิ่งของ ต้นไม้ฯลฯ
มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ทำการทดลอง ความมหัศจรรย์ของน้ำ
ปกติแล้วน้ำเมื่อแข็งตัว เอากล้องส่องดูจะเห็นผลึกหกเหลี่ยม
น้ำในแต่ละแหล่ง มีผลึกไม่เหมือนกัน
น้ำจากธรรมชาติ จากน้ำตก น้ำพุ ลำธาร ต้นน้ำ มีผลึกสวยงาม
แต่น้ำจากแหล่งเน่าเสีย แทบจะไม่มีผลึกใดๆ ให้เห็นเลย
น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อน้ำก็ฟังเพลงรู้เรื่องด้วย
เขาทดลองเปิดเพลงให้น้ำฟัง หากเปิดเพลงเบาๆ เพลงคลาสสิค บีโธเฟ่น
ผลึกน้ำก็จะออกมาดี สวยงาม
แต่หากเปิดเพลงหนัก เพลงร็อค เฮฟวี่ ผลึกน้ำก็ไม่ดี
ยิ่งกว่านั้น น้ำอ่านหนังสือได้อีก
เขาทดลองเอาตัวอักษร ไม่ว่าจะภาษาใด ให้น้ำดู แต่คำต่างกัน
หากเป็นคำประเภทเชิงบวก คือ ขอบคุณ ขอโทษ ผลึกน้ำจะสวย
หากเป็นคำด้านลบที่ใช้ด่ากัน ผลึกน้ำจะไม่ดีตามไปด้วย
การทดลองทางวิทยาศาสตร์จบลงด้วยความฉงนว่าเหตุใดน้ำจึงสื่อสารได้
มีการทดลองให้คน 350 คน สวดพร้อมกัน ณ ทะเลสาปแห่งหนึ่ง
ปรากฎว่าพอสวดเสร็จ น้ำในทะเลสาป ใสขึ้นมากมาย
การอธิบายเพิ่มเติมก็เหลือแต่หลักธรรมชาติ
นั่นคือ ทุกสรรพสิ่งในโลก มีธาตุรู้ มีตัวรู้ ที่จัดเก็บข้อมูล อยู่ในอานุภาคที่เล็กสุด
ที่วิทยาศาสตร์คิดคำได้ ก็คือ คอวนตัม
เมื่อธาตุรู้สะสมข้อมูลในด้านดี มันก็ส่งผลดี แต่หากสะสมข้อมูลด้านลบ
มันก็ย่อมสะท้อนออกในด้านลบ
แล้วน้ำอ่านหนังสือได้อย่างไร
มันเป็นพลังจิตของคนเขียนคำๆ หนึ่ง เมื่อเขียนคำใด
สิ่งที่สื่อลงในตัวอักษร ก็เป็นอารมณ์เช่นนั้นตามไปด้วย
พลังชนิดนี้อาจถูกจัดเก็บอยู่ในตัวอักษร ส่งผ่านพลังไปให้น้ำ
หากคนที่เขียนคิดดี เขียนคำดีลงไป พลังในด้านดีก็ทำให้ผลึกของน้ำดีไปด้วย
ตรงกันข้าม หากเขียนคำด่า โทสะขณะเขียนก็ถ่ายทอดลงในตัวอักษรไปด้วย
จึงถ่ายทอดไปสู่น้ำ
เป็นหลักเดียวกันกับการทำน้ำมนตร์ การทำพระเครื่อง ปลุกเสกพระ
เมื่อผู้มีสมาธิแรงพอ ก็ส่งพลังนั้นลงในวัตถุ
หากพกติดตัวไปกับผู้ที่คิดดี ทำดี มันก็ย่อมส่งเสริมกันไปด้วย
ผู้มีพลังจิตบางคน ถึงได้ตรวจเช็คพลังของพระเครื่องได้
ต้นไม้ยิ่งเห็นผลง่าย โดยแทบไม่ต้องทำการทดลอง
ต้นไม้มีชีวิต มีจิตที่รับรู้ได้
การทดลองโดยการเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟัง ต้นไม้ก็ย่อมเจริญงอกงามดี
โดยหลักการเดียวกัน เมื่อจิตมนุษย์เสื่อมลงเรื่อยๆ
คิดร้ายต่อกันมาก คิดทำลายธรรมชาติตัดไม้ทำลายป่า
การปลูกพืชโดยยาฆ่าแมลง พลังรวมเหล่านี้ย่อมแผ่ออกไป ในทางลบ
สรรพสิ่งจึงบันทึกแต่ข้อมูลในด้านลบ เกี่ยวเนื่องกันไป
ผมอ่านจากหนังสือทฤษฏีธรรมประยุกต์แล้วเข้าใจสรรพสิ่งมากขึ้น
ความเกี่ยวพันกันนี้ ก่อให้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆ ได้
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

วันพฤหัสบดีที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

คิมแตฮี

เป็นดาราสาวชาวเกาหลี ที่ผมดูหนังแล้วชอบที่สุด ดูมุมไหนก็ดูดี
ผมก็มีโอกาสบ้าไปตามกระแสได้เช่นกัน
คนอะไรเกิดมาสวยได้ขนาดนี้ ดูดีไปทุกๆ มุม
จนผมเอามาขึ้นเป็นวอลเปเปอร์คอมพิวเตอร์ สลับเปลี่ยนรูปไปมาอยู่พักหนึ่ง
แต่ก็อยู่ได้แค่พักหนึ่ง สรรพสิ่งมีระยะเวลาของมัน
ไม่ถึงเดือนผมก็ปลดภาพหลากหลายอิริยาบทของเธอนั้นลงเสียแล้ว
น้ำตาลกินมากๆ ก็ขม ของเล่นอะไรก็ตามที่คลุกเล่นอยู่กับมันตลอดเวลา
ก็มีวันเบื่อ คนเราแม้ว่าจะสวยแค่ไหน เดี๋ยววันหนึ่งมันก็มีคำว่าสวยกว่า
คลื่นในมหาสมุทร ก็ย่อมมีคลื่นลูกใหม่อยู่เสมอๆ
หากเราจะคาดหวังหาคนสวย สักวันเราก็จะเจอคนที่สวยกว่า
เป็นงูกินหางไม่รู้จบ
เพลงที่ว่าดังๆ ฟังทีไรก็ไพเราะ ลองฟังสัก 20 เที่ยวติดต่อกัน
อาหารที่อร่อยได้การรับประกันสารพัดตราชวนชิม กินสักสามจานติดกัน
ความไพเราะ ความอร่อย มันอยู่ตรงไหน
ทำไมการกินมาม่าคนเดียว กับแย่งกันกินกับเพื่อน ความอร่อยมันถึงได้ต่างกัน
นางงามจักรวาลและดารา ต่างเป็นทุรนทุรายเมื่อถึงวัยแก่ชรา
ดิ้นรนหาการศัลยกรรม เพื่อให้ความงามคงอยู่ชั่วนิรันดร์
แต่มนุษย์ก็แพ้กฎธรรมชาติ ที่กำหนดไว้ว่า มันดำรงอยู่ตามอายุขัยของมัน
แล้วก็สูญสลายไป คิมแตฮี ก็เช่นเดียวกัน

ชีวิตคนเรา มันไม่ได้ดีเสมอไป

มันไม่ได้ดีทุกวัน มันจะมีสองด้านประกอบกันเสมอๆ
เพื่อให้เรารู้ซึ้งถึงความอบอุ่น มันก็จะต้องมีความเย็นมาทดสอบเราก่อน
วันหนึ่งมันมีร้าย อีกวันมันก็ต้องมีดี มีลบย่อมมีเพิ่ม
นี่เป็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ ที่ได้สุขๆ ทุกข์ๆ บ้างปนกันไป
เพื่อจะได้รู้คุณค่าของสองสิ่งไปพร้อมๆ กัน
เป็นสิ่งที่เปรต สัตว์นรก หาไม่ได้ เพราะเขามีแต่ทุกข์
เป็นสิ่งที่เทวดา พรหม หาไม่ได้ เพราะท่านมีแต่สุข
การเรียนรู้สุขและทุกข์ จึงเป็นคุณสมบัติอันมีคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์
เรียนรู้สุขบ้าง เพื่อจะได้ไม่หลงระเริงไปกับมันจนประมาท
เรียนรู้ทุกข์บ้าง เพื่อจะได้ไม่ทุกข์อีก หรือเป็นทุกข์น้อยลง
มองชีวิตเหมือนเกมส์ๆ หนึ่ง ที่อย่านึกเอาเราไปเป็นผู้เล่นเสียเอง
แต่มองตัวเราเอง เหมือนผู้ชมที่อยู่บนอัฒจรรย์นอกสนาม
พิจารณา วิเคราะห์เกมส์อย่างมีเหตุผล ปราศจากอารมณ์ในการเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การสืบสวนคดีฆาตกรรม ที่ตำรวจหรือญาติตำรวจเกี่ยวข้อง
ตำรวจผู้นั้น ก็จะต้องถูกกันออกไป ไม่ให้มาทำคดีร่วมด้วย
เพราะจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์นั่นเอง โกรธ แค้น ชิงชัง เอนเอียง ไม่เป็นกลาง
เมื่อใดที่เอาอารมณ์นำหน้าเหตุผล เมื่อนั้นก็ไม่มีการวิเคราะห์
ไม่อยู่บนหลักของความถูกต้อง
ไม่ต้องไปหลอกตัวเองว่า ทุกข์มันไม่มี, สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ
เหมือนอย่างที่หนังสือจิตวิทยาแนะนำ
จงเผชิญหน้าความเป็นจริง ทั้งสุขและทุกข์อย่างรู้สึกตัว
ตามคุณสมบัติพิเศษของความเป็นมนุษย์ ที่อมนุษย์ทั้งหลายอิจฉา
ให้รู้สึกตัว เห็นตนเองเป็นผู้เล่นในสนาม พินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุและผล
เมื่อนั้นแหละที่เรียกกันว่า สติมา ปัญญาก็เกิด

อีกครั้งกับห้างสรรพสินค้า

ห้างสรรพสินค้านั้น เป็นยิ่งกว่าตลาด เป็นแหล่งรวมของความฟุ้งเฟ้อนานัปประการ
มีรังสีของการแข่งขัน แก่งแย่ง โอ้อวด อยากได้ หลอกลวง ลวงล่อ เต็มไปหมด
เต็มไปด้วยกับดักและหลุมพราง เอาเหยื่อล่อเพื่อให้เราติดเบ็ด
คนเราถ้าจิตไม่แข็งพอ แล้วไปเดินห้างฯ เล่นสักพัก เดี๋ยวก็กลายเป็นเหยื่อ
ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากซื้ออะไร แต่เดี๋ยวก็จะอยากซื้อนั่นซื้อนี่เอง เพราะเอาการลดราคามาล่อ
ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้ลดอะไรเลย เพียงแต่เอากำไรน้อยลง
ผมเคยศึกษามาว่าเสื้อผ้ามียี่ห้อต่างๆ ถึงแม้จะลดราคาสัก 70-80% ก็ไม่ขาดทุน
ถามว่าแล้วราคาขายเดิมมันคืออะไร มันคือราคาของอะไร
เดินผ่านร้านอาหาร ก็จะเกิดความอยาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้หิว แต่เป็นความอยากกิน
ความหิว กับความอยาก นั้นต่างกันลิบลับ
สาวๆ หนุ่มๆ แข่งกันแต่งตัวเพื่ออวด เพื่อดึงดูดฝ่ายตรงข้าม
แม้เพียงสายตาชำเลืองก็ดีใจ สมราคากับการแต่งตัว
เป็นที่หลบร้อนของคนไม่มีที่จะไป ไปอาศัยแช่แอร์ที่เชื่อว่าฟรี
แต่จริงๆ แล้วโลกนี้ ไม่มีอะไรฟรี เดี๋ยวก็ต้องควักกระเป๋าตังค์จ่าย
ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง ไม่วันนี้ก็วันหน้า
เป็นที่ออกกำลังกายฟิตเนส ของคนที่ไม่รู้คุณค่าอากาศตามธรรมชาติ
โดยไม่ต้องเสียเงินใดๆ เป็นค่าสมาชิก
การวิ่งอยู่บนเครื่องลู่วิ่งในตู้กระจก ดูน่าสังเวชไม่ต่างกับปลาในตู้
ให้คนผ่านไปมาชำเลืองมอง คิดว่าเท่ห์ เก๋ ทันสมัย ดูดี อินเทรนด์
รักสุขภาพ ใส่ใจสุขภาพ แต่หารู้ไม่ว่า อากาศจากเครื่องแอร์นั้น
จะไปซ้ำเติมสุขภาพมากน้อยแค่ไหน
ความเป็นสังคมเมือง ต้องการความทันสมัย ด่วน สะดวกรวดเร็ว
ใช้ชีวิตเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมน้ำร้อนแล้วกินได้เลย
ต่างพากันดิ้นรน เพื่อสนองในสิ่งที่ตนเองดิ้นรนด้วยเชื่อว่าจะนำความสุขมาให้
แล้วก็ดิ้นรนกันไปตลอดชีวิต โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง
นี่เป็นอันตรายของโลกทุนนิยม เอาเงินนำหน้า บูชาเงิน

ตั้งหลัก

คนเราเมื่อซวนเซ ก็ต้องหยุดตั้งหลักเสียก่อน
ไม่ต้องรีบก้าวกระโดด ไม่เช่นนั้นเราจะไม่รู้คุณค่าของการเดิน
เมื่อไหร่ที่เครื่องรวนมากๆ การหยุดเป็นการเริ่มต้นที่ดี
เหมือนคอมพิวเตอร์ที่เวลาเครื่องรวน ก็ต้องรีสตาร์ทดีกว่า
การหยุด จึงเป็นการเริ่มต้นของความสำเร็จ
หยุดคิด หยุดไตร่ตรอง คนเราจึงต้องมีการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ เป็นการอาศัยสิ่งภายนอกเพื่อให้เกิดการหยุดเพื่อตั้งสติขึ้นชั่วขณะ
แต่มีผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งตนเองและผู้อื่น
แม้จะมีผลเสียอยู่เป็นอันมาก ก็ช่วยให้คนเราหยุดตั้งสติได้มากมาย
(ยกเว้นพวกสูบเอาเท่ห์, แก้เขิน)
การหยุดนิ่ง เพื่อสูบลมหายใจเข้าไปแล้วพ่นออก เป็นการหยุดเพื่อตั้งสติ
ดังนั้น ความคิดจึงโลดเล่นต่อไปได้ เหมือนกับสมองปลอดโปร่งโล่งหัว
แต่ความเป็นจริงแล้ว คนเราสามารถพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก
ดังเช่นบุหรี่ได้ หรือสิ่งเสพติดได้
การหยุดนิ่ง แล้วสูดลมหายใจเข้า ทำอารมณ์ประหนึ่งว่ากำลังดูดควันเข้าไป
หรือสำหรับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ แต่ลองนิ่งสูดลมหายใจเข้าไป
ก็จะรู้ว่า มันน่ามหัศจรรย์เพียงใด สำหรับการหยุดเพื่อเริ่มต้น
เราถึงได้ยินบ่อยๆ ว่าเวลาที่ตื่นเต้น ก็ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สิ่งนั้น ก็เพื่อเป็นการหยุดสิ่งที่เคลื่อนไหวทุกสิ่งในตัวเรา
รีเซ็ตจิต เพื่อจะเริ่มต้นใหม่นั่นเอง อย่างมีสตินั่นเอง

วันอังคารที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

คุณค่าของเงินน้อยนิด

ผมเคยรำคาญเหรียญบาท เหรียญสลึง เวลาที่ซื้อของเป็นเศษ
หรือแม้กระทั่งเงินทอนจากกระเป๋ารถเมล์
แล้ววันหนึ่ง ก็เข้าใจว่า ผมไม่ได้กินข้าว ซื้อขนมกินไม่ได้
เพราะขาดเงินไป 1 บาท มีเงินไม่พอ
ครั้งหนึ่งผมเคยเก็บหอมรอมริบสุดโต่ง ถึงขนาดไม่ยอมขึ้นรถเมล์
แต่ใช้วิธีการเดินแทน เป็นระยะทางไม่ต่ำกว่าห้ากิโลเมตรต่อวัน
เพียงเพราะเสียดายค่ารถเมล์ 1 บาท ครั้งนั้นผมเห็นคุณค่าของเงิน
ในแต่ละบาทมาก
แต่เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ผมใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง ทำให้ผมหลงลืม
คุณค่าของเงินเล็กน้อย หาว่าด้อยค่า ราคาต่ำ หนักกระเป๋า
ไม่รู้จักเก็บ ไม่รู้จักกระปุกออมสินอีกต่อไป
ต้องขอบคุณราคารถเมล์ ที่ยังพ่วงเศษสลึง ห้าสิบสตางค์
เพื่อให้เรารู้คุณค่าของเหรียญเล็กน้อยเหล่านี้
ร้านค้าใหญ่ๆ แม้ส่วนต่างกำไรเพียงแค่สลึงหนึ่ง แต่ถ้าเป็นล้านหน่วย
ก็มีนัยยะสำคัญไม่น้อย
วันหนึ่ง เหรียญเล็กน้อยนี่แหละ จะช่วยชีวิตเรา


อย่าเผลอ

การเผลอ หรือการไม่รู้ตัว หรือไม่รู้เรื่อง เป็นสิ่งน่ากลัว
ยิ่งเราไม่รู้ แล้วยิ่งมุ่งมั่นทำ ก็ยิ่งเกิดความเสียหาย
เหมือนเรือที่ตั้งหางเสือผิดทาง ก็ไม่มีทางไปถึงฝั่ง
ผมได้ยินเสียงเด็กวัยรุ่นข้างบ้านเล่นกีตาร์ร้องเพลงกันยันตีสอง
ยิ่งดึก เสียงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
อย่าลืมว่า ทุกๆ Action ย่อมมี Reaction
แต่จะสะท้อนกลับด้านใด แบบไหน ก็ไม่รู้
ความสุขของเรา แต่ความทุกข์คนอื่น นั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่ควร
เราไม่รู้หรอกว่า มีใครที่แช่งบ้าง แล้วคนที่แช่งนั้นเป็นใคร
มีใครที่มีวาจาอาญาสิทธิ์บ้าง
เราไม่รู้ว่า นักบวชอาจจะกำลังทำสมาธิ แล้วรบกวนท่านโดยไม่ทันได้คิด
เราอาจไม่รู้ว่า เด็กทารกนอนไม่หลับ นักเรียนอ่านหนังสือ
แล้วต้องมาทนฟังเสียงแหกปากร้องเพลง หรือคุยเสียงดังจนไม่สนใจคนอื่น
โบราณจึงบัญญัติคำว่า "ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี"
เอามาดักพฤติกรรมเราไว้ก่อน

มันไม่ใช่เรื่องเท่ห์ ที่ทำแล้วไม่มีใครกล้าว่า
กลับจะยิ่งทำให้เรา หยิ่งผยอง ลำพองตัวว่าตนเองแน่ เจ๋ง
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเราได้สร้าง Action ที่มันกำลังประมวลผล
รอการ Reaction แล้วจะสะท้อนกลับมาอีกไม่รู้กี่เท่าตัว
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ก็คือ เรากลับจะมั่นใจในสิ่งที่ทำว่าดี ถูกต้อง
ทำซ้ำๆ อีกไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน
Reaction มันจะทวนกลับมาเป็นทวีคูณไปเรื่อยๆ
แล้วเราก็จะกลับมาโทษว่า ดวงไม่ดีเลย ซวยจังเลย
อย่าได้โทษดวงเลย โทษความไม่รู้และหลงผิดของเราเถอะ

จงระวังทุกการกระทำ คำพูด อย่าเผลอ



ขอบคุณบรรพบุรุษไทย

ผมชื่นชมในไอเดียของคนไทยโบราณ
ที่หามาตรการให้คนกินสิ่งที่ไม่อยากกินแต่มีสาระได้
นั่นคือ อาหารจำพวก ฟักทอง ลูกเดือย กล้วย
กินแบบเปลือยๆ มันไม่อร่อย แต่มันได้สาระ
คนโบราณจึงคิดวิธีการอย่างหนึ่งที่จะหลอกให้เด็กกินได้
เรียกว่า ขนม
จึงกลายมาเป็นบวชฟักทอง กล้วยบวชชี
ที่ไม่ใช่กินแล้วสะสมแค่แคลอรี่ ไขมัน แต่เปี่ยมด้วยสาระซุกซ่อนอยู่
เรายังมีอาหารไทยอีกมาก ที่ความเป็นพืชสมุนไพรมันแก้กันได้
เช่น ไข่เจียว ทำไมต้องใส่หัวหอม
ก็เพราะหัวหอมมันล้างคลอเลสเตอรอลได้ ในขณะที่ไข่แดงมีเต็มเปี่ยม
ผัดกระเพราจึงมีความหมายเหมือนการกินสมุนไพร
ดังนั้น การกิน คือการกินยาอย่างหนึ่ง
อย่างน้อยที่สุดก็แก้โรคหิว
การกินอาหารในยุคหลังๆ จึงนิยมการกินเพื่อปรับธาตุตนเองมากขึ้น
คนจึงต้องรู้ว่า ตนเองมีธาตุอะไรเป็นหลัก ดิน น้ำ ลม ไฟ
แล้วกินอาหารที่ตรงกันข้าม เป็นการแก้กัน
การกินอาหาร เป็นยาได้ เป็นเครื่องบำรุงสติได้
ในอีกแง่หนึ่ง เป็นเครื่องบำรุงความใคร่ บำรุงความอยากได้
มีสองคม อยู่ที่เราเลือกจะเอาอย่างไหน
การกินถึงได้บอกได้ว่า เราคืออะไร
"You are what you eat."

วันจันทร์ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ประโยชน์ของการลดช่องว่าง

การลดช่องว่างระหว่างกัน จะทำให้คนเราเข้าใจกันมากขึ้น
การลดช่องว่างของสิ่งใด ก็จะทำให้สิ่งนั้นใกล้ชิดกันมากขึ้น
ผมค้นพบว่าเราลองลดช่องว่างในช่วงเวลาที่เรากินข้าวดู แล้วเราจะได้อะไรบ้าง
ผมลองกินข้าวโดยใช้มือ ไม่ใช้ช้อนและส้อม เข้าใจว่าสมัยโบราณหรือบ้านนอก ก็กินข้าวโดยใช้มือเป็นหลัก
เพียงแต่ต้องล้างมือให้สะอาดก่อน
คนเรากินข้าวด้วยช้อนมาโดยตลอด จนเราลืมไปว่า เรากินข้าวด้วยมือได้
ผมได้อะไรบ้าง จากการไม่ใช้ช้อน
มือเราซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อการสัมผัส สามารถรู้สึก สำนึกได้ว่า ข้าวอุ่น มันให้ความรู้สึกวิเศษเพียงใด ในขณะที่หากเราใช้ช้อน เราจะพลาดโอกาสอันงามนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แน่นอนว่า เราพลาดมาตั้งแต่เด็ก
เราสามารถสัมผัสความอ่อนนุ่มของข้าว สัมผัสกับข้าว อาหารได้โดยตรง อย่างที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน การสัมผัสนี้เอง ทำให้เรานึกถึงคุณค่าของข้าวและอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น เราจะนึกถึงที่มาของข้าวและอาหาร โดยที่เราไม่จำเป็นต้องท่องคำขอบคุณใดๆ ก่อนกินแบบที่โรงเรียนบังคับให้ท่อง
การกินด้วยมือ จะทำให้เราพิถีพิถัน ละเอียดต่อการกินมากขึ้น เพราะมันต้องใช้มือ โดยไม่มีเครื่องมือใดๆ มาสนับสนุน สาระของมันก็คือ เรากินด้วยความรู้สึกตัวมากกว่าการใช้ช้อนแน่นอน
การกินข้าวด้วยมือ จึงถือว่าเป็นฮวงจุ้ยของใจได้อย่างหนึ่ง เป็นการฝึกให้เราหัดมีสติ หรือการรู้สึกตัวระหว่างกินไปโดยปริยาย โดยไม่ต้องคิดก่อนทำ แต่สติจะเกิดเพราะว่าเรากินข้าวด้วยมือเป็นสาเหตุหนึ่งด้วย

การท่องใดๆ ก่อนกินไม่อาจเกิดผล หากจิตใจไม่นอบน้อมตามไปด้วย ตอนเป็นเด็กเราจะได้ท่องเสมอว่า
"ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ชาวนาเหนื่อยยาก

ลำบากกายา สงสารบรรดา ที่ไม่มีกิน"
แม้ว่าจะไม่มีประโยชน์หากใจไม่โน้มตามเวลาท่อง แต่ผมสนับสนุนให้ท่องไปเถอะ
เป็นการป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิธีการคิดในอนาคต
เมื่อใด ที่ความคิดเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ประสบการณ์ในโลกนี้เพียงพอ ประโยคเหล่านี้จะแพลมออกมาจากใจ โดยไม่รู้ตัว ข้อมูลที่ฝังอยู่จิตใต้สำนึกจะเป็นประโยชน์ เมื่อเขาพร้อมแล้วเท่านั้น

การลักทรัพย์อีกแบบหนึ่ง

การอยากได้ของผู้อื่น วัดได้จากความโลภเรานี่เอง
ผมไปซื้อกล้อง เห็นเขาแถมโน่นแถมนี่
พอตอนตรวจรับของ ผมอำพนักงาน(ด้วยความเคยชิน)ว่าแถมขาตั้งกล้องด้วย
พนักงานสะดุดนิดหนึ่ง ก็ทำหน้าเหรอหรา แต่ก็ยังเอาของมาให้ผมโดยไม่ทักท้วง
ใจแรกนั้นผมดีใจ เพราะว่าอำได้ เอาชนะได้ แถมได้ของมาฟรีๆ
ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง
ผมชั่งใจอยู่นาน ว่าจริงๆ แล้วเราอยากได้ขาตั้งกล้องจริงๆ เหรอ
ต่อสู้อยู่กับความโลภพอสมควร จนจิตใจขุ่นมัว
ตอนเก็บของ ผมตัดสินใจบอกเขาว่า จริงๆ แล้วผมอำนะ
ถ้าผมเอาของไปด้วยผมจะไม่สบายใจไปตลอดทุกครั้งที่เห็นมัน
เพราะเราได้มันมาโดยไม่สุจริต เพราะหลอก, ปิดบังอำพราง
มันก็จะคอยหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเรื่องความภาคภูมิใจอีกต่อไป
ผมพร้อมที่จะคืนให้เขา มากกว่าที่จะไม่สบายใจไปตลอดกาล
พนักงานรับทราบแล้ว กลับบอกผมว่า เอาไปเถอะพี่
พอผมเอามา มันก็ไม่ได้ใช้จริงๆ มาดูราคาที่เขาขายกัน มันก็มีราคาดีอยู่
แต่เราไม่ได้ใช้ ขณะนี้มันมีค่าเท่ากับผมเพิ่มขยะเข้ามาในบ้านอีกชิ้นหนึ่ง
การจะเพิ่ม หรือสะสมอะไรเข้ามา ขอให้ถามตนเองให้ดีก่อนว่า
จริงๆ แล้ว เราต้องการมันจริงๆ หรือไม่ ไม่ใช่เห็นว่าฟรี เอาไว้ก่อน

พึงคำนึงว่า ของฟรี มันไม่มีจริงๆ ในโลก
มันอาศัยการตอบแทนไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง

ซื้อหวย

ปกติผมไม่เล่นหวย ไม่ซื้อหวย ไม่เล่นพนันเสี่ยงโชคใดๆ
เพราะรู้ว่า มันไม่ถูกง่ายๆ แค่โยนหัวก้อยยังไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่เลย
แล้ววันหนึ่งผมก็ซื้อหวย แต่ไม่ใช่เพราะว่าอยากรวย ได้เลขเด็ด
แต่ผมเห็นเด็กหนุ่มขายหวยคนหนึ่ง ยืนขายไม่ต่ำกว่าชั่วโมง
ยังขายไม่ได้สักใบ
ผมชื่นชมในความขยันทำมาหากิน โดยไม่คิดชั่ว ลักวิ่งชิงปล้น
เขาขายเพียงเพื่อแค่ดำรงชีพ กินอยู่หลับนอนแบบง่ายๆ
ไม่ได้อยู่ภายในอำนาจทุนนิยมที่หวังเป็นมหาเศรษฐี รวยทางลัด
โดยคิดชั่ว แล้วทำชั่ว
จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเกินกว่าปัจจัยสี่
นอกนั้นเป็นเพียงเปลือกที่ห่อหุ่ม เพื่อนำมาอวดกัน เพื่อสนองความไม่เคยพอของตน
ความพอเพียงจึงอยู่ที่ตน ไม่ได้อยู่ที่จะต้องมีมากเท่าไหร่จึงจะพอ
ผมซื้อหวยเขาโดยที่ไม่ได้ดูตัวเลขด้วยซ้ำไป
แต่สาระคือการให้กำลังใจคนที่คิดดี ทำดี ให้อยู่อย่างนี้ไปนานๆ
จึงบอกเขาว่า ที่ซื้อนี้เป็นการให้กำลังใจทำดีต่อไป อย่าไปคิดชั่ว
จริงๆ แล้วบุคคลิกเขา เป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยง ที่เสี่ยงต่อการติดเหล้าและยาเสพติด
การติดเหล้าและยาเสพติดนั้น จะเพิ่มแรงจูงใจเพื่อแสวงหาทรัพย์มากเป็นทวีคูณ
การคิดชั่ว ทำชั่ว ทำผิดกฎหมาย ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จึงมากตามสิ่งที่เสพ
หลงทางได้ง่าย
ผมจึงไม่คิดดูแคลนเด็กเสริฟ คนขายของข้างทาง ยาม คนเก็บขยะ
แต่จะพูดจากับพวกเขาอย่างนอบน้อม และชื่นชมพวกเขามากกว่านายผม
ที่เป็นระดับนายพัน นายพล แต่มากด้วยความเห็นแก่ตัว เห็นผิดเป็นชอบ
เอาแต่ผลประโยชน์ตัวเองไปวันๆ
ยิ่งตำแหน่งสูง มีคนไหว้มาก ก็ยิ่งหลงระเริง มัวเมา

ไม่ใส่ถุง

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีขยะมาก
เป็นประเทศหนึ่งที่ควรรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน (Global warming)
ผมเคยเห็นที่ต่างประเทศเขาพยายามไม่ใช้ถุงพลาสติก
เข้าห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์สโตร์ต่างๆ จะไม่ใส่ถุงให้
คนซื้อมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำถุงผ้า ถุงกระดาษมาใส่ของกลับบ้านเอง
ถ้าจะใส่ถุงให้ อย่างมากก็เป็นถุงกระดาษสีน้ำตาล
ผมมานึกถึงประเทศไทย ที่เราใช้ถุงพลาสติกกันอย่างฟุ่มเฟือย
ไม่สำนึกถึงผลร้ายที่จะตามมา ถุงพลาสติกเพียงแค่หนึ่งใบ
ธรรมชาติใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีในการย่อยสลาย
เรากำลังทำลายธรรมชาติ เพียงแค่สนองความสบายของเราเพียงแค่ไม่กี่นาที
แม่ค้าทุกคนในตลาดใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า, ซื้อของในเซเว่นเพียงแค่สิบบาทก็ใส่ถุง
ทั้งๆ ที่สินค้าบางอย่างแค่เดินออกจากร้านเราก็ทิ้งถุงนั้นแล้ว
ถุงพลาสติกกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับวันที่เราไม่เห็นคุณค่าของใบตองอีกต่อไป
เราสร้างผลร้ายให้กับพวกเรากันเองโดยไม่รู้ตัว
ผมลองเริ่มที่ตนเองมานานพอสมควร
ว่าหากซื้อของแล้วไม่ใส่ถุงพลาสติกมันจะตายไหม หรือมันจะทรมานมากไหม
ผมจะพยายามบอกคนขายทุกครั้งว่าไม่ต้องใส่ถุง แล้วหิ้วของเอง
ยกเว้นว่ามันเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ หรือไม่ใส่ไม่ได้
ก็จะเก็บถุงนั้นไว้ทำประโยชน์อย่างอื่นต่อไป
สังคมไทย ดำรงตนสบายเกินไป เอาแต่ใจตัว ไม่คำนึงถึงส่วนรวม
เอาตัวรอด แล้ววันหนึ่งกว่าจะรู้สึกว่า พวกเราเอาตัวไม่รอดในที่สุด

ความโกรธนั้นแก้ง่ายเพียงใด

ผมเห็นหนังสือหลายเล่ม ตั้งชื่อเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับความโกรธ
บางคนโกรธ โมโหง่ายมาก แก้ไขยาก
กลับมามองตัวเอง ผมโกรธคนยากมาก พอโกรธ หรือโมโหจะเห็นว่า
เป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในตัวเองแบบชัดๆ เห็นหน้าอกที่มันพอง
หน้าแดง แต่มีน้อยมาก แม้แต่คนขับรถปาดหน้า ยังมีอารมณ์แค่วูบหนึ่ง
แต่ไม่คิดจองล้างจองผลาญมัน
ผมมานั่งคิดว่าอะไรเป็นเหตุให้ผมโกรธน้อย ใจเย็น
แล้วก็ได้รับคำตอบว่า เป็นเพราะอาหารนั่นเอง
ผมไม่กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่เด็ก อาหารส่งผลให้ผมเป็นคนเย็นจนเป็นธรรมชาติ
น้ำย่อยที่จะมาย่อยเนื้อสัตว์นั้น จะต้องเข้มข้น เพียงพอให้เนื้อนั้นเปื่อยได้
น้ำย่อยมีฤทธิ์เป็นกรด เมื่อคนหิว ไม่ได้กินอาหาร น้ำย่อยจึงกัดกระเพาะตนเอง
แพ้ภัยตนเอง เป็นโรคกระเพาะกันเป็นแถว
ในอดีตผมทำงานแบบเข้าเวร กินไม่เป็นเวลา ไม่เคยเป็นโรคกระเพาะ
คงเป็นเพราะน้ำย่อยมีฤทธิ์ไม่แรงมาก เพราะย่อยเพียงแค่พืชผัก แป้ง ไข่
กรดนั้น จึงไม่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
ผมเชื่อว่า การที่ร่างกายต้องย่อยเนื้อนั้น ต้องอาศัยพลังพอสมควร
พลังเหล่านี้ผมเชื่อว่า มันน่าจะมีผลต่ออารมณ์ แต่เราไม่รู้สึกตัว
ว่ามันสะสมกันไว้ เมื่อเกิดอะไรที่เป็นเหตุปัจจัยภายนอกมากระทบ
มันจึงแสดงออกในลักษณะการโกรธ โมโหอย่างรุนแรง
ผมสังเกตุว่า ฝรั่งมักจะมีอาการโกรธง่าย หงุดหงิด โมโหง่าย
ส่วนหนึ่งผมว่ามาจากอาหาร ที่ส่วนใหญ่เป็นสเต็ก และเนื้อล้วนๆ
การลดความโกรธ ที่ง่ายมาก เริ่มจากอาหารที่กินนี่แหละ
เป็นฮวงจุ้ยของใจเลยทีเดียว

ทำทีละอย่าง

มีคนถามนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวตะวันตกคนหนึ่งถึงเคล็ดลับความสำเร็จ
เขาตอบสั้นๆ ว่า “เวลาทำอะไร ก็ทำทีละอย่าง”
ผมเริ่มเข้าใจประโยคนี้มากขึ้น
คนเราพอเดินเข้ามาในห้องปุ๊ป มักจะเปิดทีวีหรือวิทยุ โดยที่แม้จะไม่ได้ดูก็ตาม
ขอให้ได้เปิดให้มันเป็นเพื่อนไว้ก่อน อาจจะแก้เหงา
หรือตอนขับรถ จะต้องเปิดซีดี หรือวิทยุ เพื่อคิดว่ามันจะช่วยให้ไม่เซ็ง
เวลาอ่านหนังสือ ก็มักหาของมากินเล่นไปด้วย
แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ มันจะทำให้เราคิดว่อกแว่กไปมา จิตไม่นิ่ง
เดี๋ยวดูหนังสือ เดี๋ยวดูทีวี, ขับรถไป ปากก็ร้องเพลงไปตามเครื่องเสียง
เราไม่เคยอยู่นิ่งกับการขับรถจริงๆ เสียที, ไม่เคยจดจ่ออยู่กับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เดี๋ยวนี้ หากผมจะอ่านหนังสือ ผมจะปิดทีวี เพื่อเป็นการบีบจิตทางอ้อม
โดยไม่ต้องเผลอไปมองทีวี หูก็ไม่ต้องฟังเสียงใดๆ
เมื่อมีความนิ่ง การจะทำอะไรก็ง่ายไปหมด
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตาเราดูหนังสือ หูฟังทีวี ปากคุยโทรศัพท์ เคี้ยวขนมไปด้วย
หรือเวลาทำงานแล้ว ทำตัวให้ยุ่งๆ ทำโน่นนี่ พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน
เราจะเหนื่อยเร็ว อ่อนล้า แล้วก็ผลผลิตไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เวลากิน ก็คือกิน ไม่ใช่มาอ่านหนังสือไปด้วย
ประโยชน์ของการทำทีละอย่างมันสูงจริงๆ
จริงๆ แล้วมันคือการทำอะไรๆ แบบมีสตินั่นเอง เมื่อสติตั้งมั่นจึงเกิดเป็นสมาธิ
ในชีวิตนี้ มีน้อยครั้งที่เราจะทำแบบมีสมาธิตั้งมั่น
ในความเป็นจริงแล้ว มันง่ายมาก แต่เราไม่รู้เคล็ดมันแค่นั้นเอง
เพราะเคล็ดมันอยู่แค่สี่คำนี้เอง “ทำทีละอย่าง”
เคล็ดนี้เอง นโปเลียนมหาราช ก็นำมาใช้แต่วิธีคิดต่างกัน
(ตามหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ)
นโปเลียนจะคิดว่าสมองตนเองแบ่งเป็นเหมือนลิ้นชักหลายๆ ลิ้น
เวลาคิดเรื่องงาน ก็จะดึงลิ้นชักการทำงานออกมา
เวลาคิดเรื่องคนรัก ก็จะปิดลิ้นชักอื่น แล้วดึงลิ้นชักคนรักออกมา
โดยแต่ละเรื่องไม่มาสับสนปนเปกัน
สาระของเรื่อง จึงอยู่ที่การมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำจนเป็นปกตินิสัย
จะก่อให้เกิดพลังมหาศาลโดยที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจจะไม่รู้
เหมือนเราอ่านนิยายแบบเพลินๆ มันปาเข้าไปตั้งสี่ชั่วโมง
หรือดูหนังชุดที่มันสนุกสุดๆ ดูกันโต้รุ่ง หมดแผ่นก็อดไม่ได้ที่จะต้องต่อแผ่นต่อไป
ไม่หิว ไม่ง่วง ไม่ซึม แต่นิ่ง นั่นเป็นพลังของสมาธิ