เราได้ยินบ่อยมาก ที่ว่า "คนเราเจริญแต่วัตถุ แต่จิตใจเสื่อมลง"
ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับคำพูดนี้ ว่ามันจริงของมัน
แต่ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร
รถไฟฟ้าที่วิ่งรวดเร็วให้ความสะดวก ตึกสูง ห้างสรรพสินค้าใหญ่โต
รถยนต์ ฯลฯ เต็มบ้านเต็มเมือง จนไม่มีพื้นที่ของธรรมชาติ
ธรรมชาติ ป่าไม้ ลำธาร คือครู ผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะสอนให้คนรู้จักกฎธรรมชาติ
คนเมืองจึงไม่รู้ว่า ก้อนหินสอนอะไรเราได้บ้าง
ใบไม้ที่ร่วงหล่นบอกอะไรเรา เพราะมัวแต่สนใจ MV
หรือติดตามแต่ความรักสามเส้าของดารา
ไม่รู้ว่าธรรมชาติสอนอะไร
พอว่างหน่อยก็ไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า
ชีวิตในแต่ละวัน ซึมซับอยู่กับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
พอร้อนก็เปิดแอร์ แทนที่จะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
การไม่ได้อยู่กับธรรมชาติ เป็นเรื่องใหญ่
เป็นเรื่องวิกฤติของสังคม ที่ขาดการเรียนรู้กฎธรรมชาติ
แต่ดั้นด้นแทบเป็นแทบตายเรียนกฎหมาย
การเรียนรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ
จะทำให้คนเรา ไม่ยื้อแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ
ไม่ฆ่าฟัน ชิงดีชิงเด่น
ตรงกันข้าม กลับจะเอื้อเฟื้อแบ่งปัน มีน้ำใจ ให้อภัย
เป็นไปโดยธรรมชาติ
จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดๆ ขึ้นมาบีบบังคับพฤติกรรมมนุษย์
สังคมเมือง จึงดิ้นรน เป็นวัวพันหลัก ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น
ยิ่งเจริญมาก วัตถุมาก คนยิ่งโลภมาก ชิงดีชิงเด่นมาก
กฎหมายก็ต้องมากเช่นกัน
เมื่อสร้างสิ่งหนึ่ง ก็ต้องสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาควบคุม ควบคู่กันไป
เมื่อมีอินเตอร์เนต ก็ต้องมีกฎหมายอิเล็คทรอนิคมารองรับ
กฎหมายเป็นพันฉบับก็ไม่มีประโยชน์
ถ้าการบังคับใช้กฏหมายไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ตำรวจยังรับส่วย คนยังหยิบยื่นส่วยให้
ตำรวจก็คือคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมเมือง ที่ประกอบไปด้วยความโลภเช่นกัน
ถูกการชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งเข้าครอบงำ
ต่อให้ดิ้นรนเรียนจบเป็นเนติบัณฑิต ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้
เพราะการแก้ไขที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้แก้ที่จะต้องมีกฎหมายใหม่
หรือขันน๊อตตำรวจ ปรับกระบวนการยุติธรรม
แต่ต้องแก้ที่ ทำอย่างไรไม่ให้คนในสังคมเกิดความโลภ
แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
เป็นอยู่อย่างพอเพียงตามกฎธรรมชาติ
ไม่หลงไหลในระบบทุนนิยม เงินนำหน้า
เมื่อไหร่ที่คุณธรรมมาก่อน เมื่อนั้นกฏหมายใดๆ ก็ไม่จำเป็น
เราก็คงไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ ทหาร กระบวนการยุติธรรม
คุณธรรมจึงเกิดจากการเรียนรู้ในธรรมชาติที่แท้จริง
เข้าใจในกฎธรรมชาติ ปฏิบัติตนดำรงอยู่ในธรรมชาติ
เข้าใจสาระจริงๆ ของชีวิต
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติและมีครูชี้แนะแนวทาง
ธรรมชาติจะแสดงตัวอย่าง การทดลองต่างๆ ให้เห็นด้วยตัวเราเอง
ไม่ต้องท่องเอาจากหนังสือ
แต่เป็นความเข้าใจ
การที่พระเกจิต่างๆ ต้องหลบเข้าไปบำเพ็ญอยู่ในป่าระยะแรกๆ
ก็เพื่อรู้ซึ้งถึงกฎธรรมชาติ หลีกหนีสังคมเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังด้านลบ
ธรรมชาติจะให้พลังในด้านบวก ต้นไม้ใหญ่จะให้ออกซิเจน
ที่ไม่ใช่ความเย็นจากแอร์
การใกล้ชิดธรรมชาติและเรียนรู้กฎธรรมชาติ จึงเป็นคำตอบที่แท้จริง
ของมวลมนุษยชาติ
ที่กำลังสร้างโน่นสร้างนี่ หนีห่างออกจากธรรมชาติ
แต่ในใจลึกๆ กลับโหยหาธรรมชาติ
จะทำก็ได้แต่เพียงจำลองวัตถุ
จำลองเครื่องเสียงระบบเซอร์ราวเลียนเสียงธรรมชาติ
เปิดซีดี ฟังเสียง นก เสียงน้ำไหล
โดยไม่อยากออกไปไหนไกล
เพราะสังคมเมืองทำให้มนุษย์ติดสบาย ร้อนก็เปิดแอร์
ไม่อยากเดินก็นั่งรถ, เหงาก็เล่น MSN (ขาดทักษะเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แท้จริง),
หนาวก็มีเครื่องทำน้ำอุ่น (จนติดว่าอาบน้ำทุกครั้งก็ต้องอาบน้ำอุ่น),
ทำอาหารก็มีเตาแก้ส มีไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อน(ไม่รู้คุณค่าของฟืน)
จะกินอาหารก็ไปฟาสฟู๊ด (ไม่รู้จักคุณค่าของการเตรียมอาหาร ไม่คำนึงถึงบุญคุณชาวนา)
เมื่อสบายมาก ในขณะเดียวกันก็บ่มเพาะ
ความขี้เกียจไปในตัว ไม่อยากออกไปค้นหาธรรมชาติที่แท้จริง
ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่เรียนรู้ธรรมชาติ ต้องอาศัยเวลาที่แท้จริงของมัน
จึงจะแสดงผล เพราะฉะนั้นช่วงแห่งเวลาที่ธรรมชาติแสดงให้ดู
เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ จะได้หยุด นึกคิด ไตร่ตรอง
การติดไฟ โดยใช้ฟืน จะต้องใช้เวลา ช่วงเวลานั้น ธรรมชาติจะสอน
ให้เราตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ กว่าเราจะได้กองไฟกองหนึ่งขึ้นมา
แต่มนุษย์สังคมเมือง ติดสบาย รวดเร็ว ต้องการคำตอบทันที
ต้องการสูตรลัด โดยไม่ต้องคิด ต้องการรวยแบบไม่มีเหตุผล
เหมือนการทำจตุคามรุ่นล่าสุด ต้องการถูกหวย (รวยแบบไม่ต้องทำงาน)
ไม่เข้าใจสาระของความช้า ไม่เข้าใจว่าความช้านั้น สอนอะไรเราบ้าง
เมื่อมนุษย์ถูกกล่อมเกลาด้วยวัตถุ
เห็นความสำคัญของวัตถุเป็นหลัก ก็ไม่เห็นหัวธรรมชาติ
ไม่เห็นแก่พระแม่ธรณีที่เหยียบย่ำกันมาตั้งแต่เล็กจนโต
เพราะเกิดมาก็เห็นแต่พื้นซีเมนต์และยางมะตอยเต็มบ้านเต็มเมือง
ไม่เห็นแผ่นดินที่เป็นผืนดินจริงๆ
เห็นแก่ความสุขส่วนตัว จึงพร้อมยินดีที่จะแลกธรรมชาติ
กับสิ่งที่ตนอยาก และอยากให้เหนือกว่าผู้อื่น
ยอมสร้างบ้านไม้สักหลังใหญ่ เพื่อที่จะอยู่กันเพียงไม่กี่คน
กับไม้สักนับร้อยต้นอันเป็นที่อาศัยของสิงห์สาราสัตว์น้อยใหญ่
เมื่อไม่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ จึงเกิดการทำลายธรรมชาติ
เมื่อกฎธรรมชาติเวียนมาถึง เกิดน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก
คนก็ได้แต่โทษธรรมชาติ โทษชะตา เวรกรรม
แต่ไม่เคยนึกโทษตนเอง ไม่สำนึกตนเอง
ไม่เคยรู้ว่า การสร้างสังคมเมือง นำความเสื่อมมาสู่อย่างไร
การเรียนรู้กฎธรรมชาติ คือการเรียนรู้ธรรม ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั่นเอง
การหยุดสร้างสังคมเมือง คือคำตอบส่วนหนึ่ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ที่การปลูกการศึกษาที่ถูกต้องให้มนุษย์
โดยเอาคุณธรรมนำหน้าเรื่องเงิน
วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น