วันเสาร์ที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

น้ำใจนั้น งดงามเสมอ



ที่ Sainsburry ซุปเปอร์มาเก็ต
ด้วยความเป็นกะเหรี่ยงไม่รู้เรื่องอาหารสำเร็จรูปแบบอังกฤษ
ยืนงงอยู่ที่ชั้นวางของอยู่นานว่าจะเอาไงดีวะ จะซื้อดีหรือเปล่า
อันนี้มันจะใช่ในแบบที่เราต้องการหรือเปล่า
เพราะมันแพงโขอยู่ จะซื้อมั่วไม่ได้
ไม่แน่ใจ เลยถามหญิงพื้นเมืองที่ยืนอยู่ข้างๆ
ว่ามันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า
ไม่น่าเชื่อว่า แค่คำถามสั้นๆ
เขาจะพาผมไปเดินหาที่สิ่งที่ผมต้องการในซอกนั้นซอกนี้
พอไม่เจอ เขาก็บอกผมว่ารอแป๊ปนะ แล้ววิ่งหายไปไหนไม่รู้
สักห้านาที กลับมาพร้อมกับสิ่งที่ผมต้องการในมือเธอ

อึ้ง!
ไม่คิดว่ามนุษย์หุ่นยนต์ในอังกฤษ
จะมีคนมีน้ำใจงามขนาดนี้ หลงเหลืออยู่
ผมขอบคุณจนไม่รู้จะขอบคุณยังไง
สิ่งที่เขาให้นั้น ไม่ใช่เสียสละแค่ความพยายามช่วยหา
แต่เขาได้เสียสละเวลาตนเอง ที่ใครๆ มักหวงแหน
จนเรารู้สึกอิ่มแปล้ในความเต็มใจของเขา

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นคือ
ด้วยความเป็นฝรั่งมันดูไม่สวย อ้วนๆ
แต่ความคิดที่วาบขึ้นมาในขณะนั้นคือ ผู้หญิงคนนี้สวยชะมัด
น้ำใจของความเป็นผู้ให้ ทำให้คนงดงามได้เสมอ

ความงามอีกอย่างที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ คือ
เวลาที่เขาเห็นเรากำลังถ่ายรูป เขามักจะเสนอตัวถามว่า
จะให้เขาถ่ายรูปให้เราไหม

แท้จริงนั้น คนแถบนี้มีจิตใจละเอียดอ่อนมากพอควร
เพียงแต่ถูกกดดันด้วยระบบอันโหดร้าย
ที่เห็นคนเป็นเครื่องจักร
เลยถูกระบบที่ไม่มีหัวใจกล่อมเกลา จนกลายเป็นคนทื่อๆ

แต่ในความเป็นคนทื่อๆ แล้งน้ำใจ เมื่อผ่านโลกมาระยะหนึ่ง
จะกล่อมเกลาให้เขาเป็นคนอ่อนไหว มีน้ำใจมากขึ้น
เราจะเห็นว่าเขาขนของมาบริจาคให้ร้านค้า Charity มากมาย
เป็นร้านค้าเพื่อการกุศล แนวมูลนิธิ และมีเยอะด้วย
แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระดับป้าๆ ลุงๆ

ด้วยความที่เขากินอิ่ม นอนหลับ
แต่เมื่อดูทีวี แล้วเห็นว่า แอฟริกากำลังจะขาดอาหาร
เห็นว่าพม่ากำลังโดนนากิสถล่ม, เห็นจีนแผ่นดินไหวคนตาย
เขาทนไม่ได้ที่จะอยู่เฉยๆ โดยที่ตนเองกินสูบดื่มเสพอยู่
ความละอายแก่ใจนี้ ไม่ได้เกิดกันได้ง่ายๆ
แต่เรากลับเห็นได้บ่อยๆ
จากการกระตือรือล้นช่วยเหลือผ่านมูลนิธิแบบนี้

สิ่งนี้กำลังสอนเราว่า
ให้ไปเถอะ..หัดให้มากๆ เข้าไว้
สิ่งที่เราเก็บไว้ มันอยู่กับเราได้ไม่นาน, นานสุดก็แค่อายุขัย
แต่สิ่งที่จะติดตัวเราไปตลอดกาล คือคุณภาพของจิต
ที่มันสว่าง เอิบอิ่ม ที่เงินแสนล้านหาซื้อไม่ได้
แต่ลงมือทำเอาได้


"The hardest is some thing the simplest"


วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเข้าถึงสภาวะสูงสุด 2

การถ่ายภาพ ก็พาเราบรรลุได้
แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อน เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ
เมื่อเริ่มแรก เราเห็นเขาถ่ายภาพสวย เราก็อยากทำได้มั่ง
แต่เรามักจะเล็งอุปกรณ์แพงๆ ไว้เสมอๆ
เพราะคิดว่า หากมีอุปกรณ์ครบ จะทำให้เราถ่ายภาพสวย
แต่เมื่อพอเรามีอุปกรณ์มากพอในระดับหนึ่ง
เราก็มักจะยังไม่พอใจในผลงานตัวเอง รู้สึกว่ายังสวยไม่พอ
เราก็จะดิ้นรน หารูปแบบใหม่ๆ
ในการหารูปแบบใหม่ๆ นี้แหละ คือกระบวนการค้นหาตัวเอง
แล้ววันหนึ่งจะพบว่า ภาพถ่ายดังๆ ที่มีชื่อเสียง
คือภาพที่มีความหมายมากมายอยู่ในเฟรมเดียว
และภาพที่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสวยเสมอไป
แต่บอกสอนอะไรเราได้บ้างต่างหาก

มาถึงตรงนี้เราจะเริ่มเข้าไปสู่อีก step หนึ่งแล้วว่า
ตกลงเราจะถ่ายภาพให้สวย หรือว่าให้มีสาระ (และสวย)
เราจะเริ่มรู้แล้วว่า การถ่ายภาพที่ดีก็มีแค่สองอย่าง
คือ มุมมอง และเลนซ์
ไม่จำเป็นต้องกล้องแพง หรือกล้องขนาดใหญ่เทอะทะ
แต่อยู่ที่จังหวะ, ช่วงเวลา, โอกาส
ความรวดเร็วในการชักกล้องออกมา
ก่อนที่วัตถุจะเคลื่อนหนีเราไป
เพื่อให้ได้มุมมองแบบตาเห็น
และหลอกสายตาอีกหน่อยก็เพิ่มเลนซ์
เพื่อเน้นสาระเป้าหมายให้เด่นชัด

แต่หากเรามัวหลงไหลเพลิดเพลินกับอุปกรณ์
เราจะไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้
เราจะติดพันอยู่กับวัตถุ อยู่กับ ยี่ห้อ Nikon, Canon,Leica
มัวแต่สนใจอุปกรณ์ บางทีก็ใช้กล้องเป็นเครื่องประดับเสียอีก
ที่คิดว่า ถือกล้องใหญ่ๆ เลนซ์ยาวๆ
จะทำให้เราดูแกรนด์ แลดูเท่ห์ สาวๆ ชอบ ดูดี ดูมีตังค์
ไม่ต่างจากได้นั่งรถเบนซ์สปอร์ตแล้วยืด

อีกกับดักหนึ่งคือ ความงาม ที่จะทำให้เราเผลอติดหลงไหล
จะก้าวหน้าไปไหนไม่ได้
นอกเสียจากจะถ่ายภาพเพียงเพื่อความงาม
คล้ายกับการเผลอเสพในเสียงดนตรี ไพเราะเสนาะหู
แต่ไม่รู้สัจจะว่า ภาษาดนตรีนั้น สื่อภาษาของใจอย่างไร
ยังมีกับดักอย่างอื่นอีกคล้ายๆ กับศาสตร์อื่นที่คอยเป็นมาร
กีดขวางไม่ให้เราเข้าสู่สัจจะและการหาสาระในตัวภาพ
เช่นการถูกจำกัดด้วยความรู้ทางเทคนิค
ว่าถ่ายแบบนั้น ต้องใช้เทคนิคนั้น, แบบนี้ต้องเทคนิคนี้
อันเป็นสภาวะ "ความรู้คือกรงขัง" ไม่ต่างจากวิชาอื่นๆ
แล้วยังมีความหลงภูมิ อวดรู้ คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว
ฉลาดแล้ว ไม่ยอมรับฟัง ไม่ยอมดูภาพของคนอื่นๆ

แต่เมื่อเราเข้าถึงสาระในตัวภาพได้ เน้นหาความหมายในภาพ
อันเป็น step ที่เหนือกว่าการถ่ายภาพเพื่อความงาม
เราจะวางอุปกรณ์ใหญ่ๆ ลงเองโดยอัตโนมัติ
เพราะหากถือกล้องใหญ่ๆ เอาไว้จะเป็นอุปสรรคมากกว่า
ที่ต้องดูแลรักษา เหมือนมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แพงก็แพง, หนักก็หนัก หายก็ไม่ได้

พาเดินทางไปทุกๆ ที่ไม่ได้อีก ไม่คล่องตัว เทอะทะ
บางที่แค่ยกกล้องขึ้นมาเล็ง ก็ถูกตะเพิดไล่แล้ว
บางที่ก็ห้ามนำกล้องเข้าไปซะงั้น

ดูเหมือนว่ากล้องเล็กๆ พกข้างเอว
ที่มีช่วงความยาวเลนซ์กำลังดี
จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ไม่เป็นภาระ
ติดตัวเราได้ตลอดเวลา คล่องตัว ชักออกมาเปิดสวิทต์ได้ง่าย

รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ไม่พลาดจังหวะดีๆ ที่มักหนีเราไป
และมุมมองนั้นยังคงความเฉียบคมไว้ไม่เสื่อมคลาย
แล้วเราจะเริ่มงงๆ ตัวเองแล้วว่า
ตกลงการจะถ่ายภาพให้ดีนั้น ถ่ายด้วยกล้องหรือว่าด้วยใจ?

เพราะเมื่อหากเข้าสู่สภาวะกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้ว่าจะเป็นกล้องกระดาษถ่ายครั้งเดียวทิ้ง
ก็ถ่ายภาพได้ดั่งมืออาชีพ

ไม่ว่าจะกล้องแบบไหน ก็ถ่ายภาพได้ดีเสมอๆ
เพราะสาระ คือความงามในตัวของมันเอง
แต่หากเผลอเสพ ติดแค่ความงามของภาพ
เราก็จะมุ่งถ่ายภาพเพียงเพื่อความเพลิดเพลินไปวันๆ
จะทำให้เราไม่มีวันเข้าสู่จุดสูงสุดของศาสตร์การถ่ายภาพได้
อันจะขัดขวางการไปส่สัจจะ และสาระของชีวิต
นี่แหละ กับดักของความงาม ที่มักทำให้เราเผลอไป

แต่หากสูงไปกว่านั้น แม้ไม่มีกล้องจริง...ใจนี้แหละคือกล้อง
ไม่จำเป็นต้องอาศัยกล้องอีกต่อไป
เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
การถ่ายภาพได้หัดให้เรามองโลกผ่านเลนซ์ด้วยสายตา
มองเห็นสรรพสิ่งสวยงามตามความเป็นจริงเสมอ

ด้วยวิธีการมองโลกแบบถ่ายภาพ แม้แต่ขยะก็ยังสวยได้
จะเราให้เรามองสรรพสิ่งแบบมีความหมาย เข้าใจชีวิตมากขึ้น
ทุกๆ ขณะย่างก้าวของชีวิต เป็นไปเพื่อการเรียนรู้
ไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในฟิล์ม หรือเมมโมรี่การ์ดใดๆ
แต่บันทึกไว้....ในใจ ก็ดูเหมือนจะเพียงพอ

แก่การเรียนรู้โลกและตนเอง

เมื่อทุกขณะจิต เปี่ยมไปด้วยความหมายแล้ว
เป็นสภาวะที่อยู่กับปัจจุบัน เห็นความงามได้ในทุกขณะ
มองไปมุมไหน ก็สวยงามไปหมด
ไม่อาจจะรัวชัตเตอร์ได้ตลอดเวลาทุกๆ วินาที

มาถึงจุดนี้ ก็ไม่จำเป็นแม้จะบันทึกในความทรงจำ
เพราะในชีวิต เกิดภาพใหม่ๆ เสมอๆ อยู่แล้ว

สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว
ด้วยสายตาของความเป็นนักถ่ายภาพ
จะทำให้เราสังเกตุเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างละเอียด

เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้ตลอดเวลา
ก็ไม่ต้องการแม้จะบันทึกอีกต่อไป

วางลงได้แม้กล้องที่อยู่ในใจ
ที่คล้ายสภาวะของฮีโร่ ที่วางกระบี่ที่อยู่ในใจได้

จึงวกกลับมาสู่สภาวะของความ "ไม่มี"
กลับมาจุดเริ่มต้น ขึ้นไปสูงสุด แล้วลงสู่สามัญ
แต่หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความเบิกบาน

จะถ่ายภาพก็ได้ ไม่ถ่ายภาพก็ได้ ไม่ทุกข์ร้อน
จะเหลือแต่จิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น
ให้เข้าถึงความหมายของสรรพสิ่ง อย่างที่เราเห็นบ้าง
.....ก็เช่นนั้นเอง

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเข้าถึงสภาวะสูงสุดทั้งปวง





เราเคยคิดว่า "กระบี่ไร้เทียมทาน"
จะเป็นสุดยอดวิชากระบี่แล้ว
ยังมีดัชนีชอลิ้วเฮียง ที่ไม่ต้องใช้กระบี่
แต่ใช้พลังปราณพุ่งออกจากปลายนิ้ว เข่นฆ่าศรัตรูได้เช่นกัน

สุดยอดวิชาของจีน ไหนเลยจะเท่า "กระบี่อยู่ที่ใจ"
ที่แม้หยิบจับเศษไม้ ก็เป็นเหมือนกระบี่อันคมกริบได้
หยิบฉวยอะไร ก็เป็นกระบี่ได้เสมอ แม้แต่ตะเกียบก้านหนึ่ง
ในทางกลับกัน หากว่ากระบี่ล้ำเลิศอยู่ในมือคนปัญญาอ่อน
ก็ไม่ต่างจากการถือเศษไม้ท่อนหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า มีหนังจีนเรื่องหนึ่ง
ทำให้สภาวะของกระบี่อยู่ที่ใจ แลดูด้อยลงไปถนัดตา
เพราะเหนือฟ้า ยังมีฟ้า

Hero..., ชื่อไทยคง ฮีโร่ (มั๊ง) ปี 2002
หากไม่เคยดู ก็แนะนำให้ไปดูอย่างยิ่งยวด
เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตครบถ้วน
จะได้รู้ว่าฮีโร่ที่แท้จริง คืออย่างไร
เล่าสั้นๆ ว่า พระเอกฝ่ามรสุมมากมาย ฝึกวิชาขั้นสูงสุด
เพื่อที่จะฆ่าล้างแค้นคนผู้หนึ่ง นั่นคือ... จักรพรรดิ์
กว่าเขาจะฝ่าด่านมากมายเพื่อเข้าถึงตัวจักรพรรดิ์ได้
เขาเผชิญภัยสารพัด เพื่อจะมีโอกาสได้สนทนากับ
องค์จักรพรรดิ์สองต่อสองในระยะประชิดที่สุด
ในโอกาสที่เหมาะที่สุด ไม่มีแม้แต่องครักษ์
แต่พอสบโอกาสจะลงมือฆ่า... กลับไม่ฆ่า

ก็ด้วยฝีมืออันสูงสุด หากเพียงแค่ตวัดกระบี่ ก็จบแล้ว
หายแค้นแล้ว บรรลุเป้าหมายของชีวิตที่วางไว้แล้ว
แต่...เหตุใดเขาจึงทิ้งโอกาสนี้ไป?
จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Hero

ความเป็นฮีโร่ อันสูงสุดนั้น หมายถึง การวางกระบี่ลง...
เพราะในใจไม่มีกระบี่อีกต่อไป
เมื่อในใจไม่มีแม้กระบี่, ไม่มีรังสีของการฆ่าฟัน
สิ่งที่เหลือ ก็คือความเมตตา จะกล่าวไปไยถึงความแค้น
(Thanks- ธรรมะใกล้ตัว Magazine)
เขาเกิดการรู้แจ้ง เห็นจริงในสัจจธรรมทั้งปวง
แม้ว่าจะต่อสู้ฝ่าฟันตั้งแต่เด็กจนมาเกือบจะถึงเส้นชัย
จนใกล้จะปลงพระชนม์ได้อยู่แล้วเชียว...แค่เอื้อม
แต่เกิดการบรรลุกระทันหัน
สิ่งที่เขาเห็นแจ้ง เกิดปัญญานั้น
ยิ่งใหญ่กว่าวิชากระบี่ใดๆ ที่หมั่นฝึกฝนมาชั่วชีวิต
ยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายทั้งหมดที่เขาวางและวิ่งไล่ตามหา
จิตใจเกิดสว่าง เข้าใจโลกทั้งปวง
ว่าความแค้นตนเอง ของคนเพียงไม่กี่คน,
กับทุกข์ผู้อื่นประชาชีอีกหลายล้าน หากสิ้นจักรพรรดิ์
มันเทียบกันไม่ได้
จึงเลือกที่จะโยนความแค้นทิ้งไป
ก็เท่ากับเป็นการทำเพื่อคนอีกอีกหลายล้านคนเช่นกัน

เมื่อจิตใจหลุดพ้นจากวังวนความแค้น
ก็ไม่ต้องการกระบี่อีกต่อไป จิตจึงหลุดพ้นเป็นอิสระ
ไม่กลัวแม้กระทั่งความตายที่จ่อรออยู่ในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
นี้แหละ คือฮีโร่ ที่วางกระบี่ได้แม้ภัยจะถึงตัวเองอยู่แล้ว
อันล้ำเลิศเสียกว่า กระบี่อยู่ที่ใจ ที่ยังมีรังสีการเข่นฆ่าอยู่

หากถามเฉินหลงหรือหลี่เหลียงเจี๋ย
ที่เคยชนะเลิศประกวดกังฟูของจีนทั้งแผ่นดินใหญ่ว่า
สุดยอดของวิชาที่ฝึกๆ กันมานั้น คืออะไร
เขาตอบว่า "รอยยิ้ม"
....ไม่ต้องสู้ตั้งแต่แรก แม้ว่าจะมีวิชาอยู่เปี่ยมล้นก็ตามที
ก็เหลือแต่ความเป็นมิตรภาพ ไหนเลยจะมีศรัตรูได้
ยกเอาหนังจีนเพราะว่าได้ Bass ในเชิงเปรียบเทียบแรงดี
เพราะเป้าหมายของเหล่าวรยุทธ์นั้น...ชัดเจน
มุ่งมั่นเป็นสุดยอด ล้ำเลิศเหนือใครๆ ในปฐพี
แต่การจะเป็นสุดยอดได้ ก็ต้องออกท่องยุทธภพ
บางทีเราต้องเดินทางสองแสนลี้ เพื่อการค้นพบตัวเอง
หนังจีนนั้นเป้าหมายชีวิตชัด
ว่าเวลาที่เหลือของชีวิตทั้งหมด...เพื่ออะไร
แล้วเดินไปตามนั้น บ้างก็เพื่อล้างแค้น
บ้างก็เพื่อช่วงชิงการเป็นเจ้ายุทธจักร
แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้อยู่กับตัวเอง
เขากลับจะค่อยๆ ค้นพบตัวเองทีละน้อยๆ
จนเข้าสู่สภาวะสุดยอดของทุกๆ สิ่ง
โดยเริ่มบรรลุศาสตร์วิชากระบี่ของตนเองก่อน
จนถึงขั้น ใจเป็นกระบี่....ถือความว่างเปล่า เป็นอาวุธ
ไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป
แม้จะเป็นกระบี่วิเศษก็ไม่อยากได้ เอามาถือให้หนักมือ
แล้วจึงเข้าสู่สภาวะสูงสุด (ฮีโร่)
คือการวางได้ แม้กระทั่งกระบี่ที่อยู่ในใจ
อันไม่เหลือแล้ว ซึ่งรังสีแห่งการฆ่าฟัน
เราถึงได้ยินคำว่า "สูงสุด สู่สามัญ"
เพราะจุดสูงสุดนั้น วกกลับมาที่ความ... "ไม่มี"
เมื่อกล่าวถึงยุคนี้
เราเองก็หัดเป็นฮีโร่ได้ เข้าถึงสภาวะสูงสุดนั้นได้
ทุกศาสตร์วิชาล้วนให้โอกาสเราเข้าถึง
หากเรารู้ช่องทาง รู้แผนที่

ลองนึกว่า สุดยอดของการเล่นเปียโน คืออะไร
คิดดูสิว่า บีโธเฟ่นแต่งเพลงคลาสสิคที่ดังที่สุดในโลก
ตอนที่เป็นหูหนวก โดยท่านไม่ต้องอาศัยเปียโนเลย
สิ่งนี้กำลังบอกอะไรกับเรา
อันมีค่ามากเสียกว่าเพลงที่ บีโธเฟ่นแต่งเสียอีก
คงไม่มีใครเถียงว่า
บีโธเฟ่นนั้น บรรลุสภาวะสูงสุดของศาสตร์ดนตรีหรือไม่?
เขาเข้าถึงจิตวิญญาณของดนตรี
โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังเสียงเปียโนที่แท้จริงด้วยซ้ำไป
แต่เพลงนั้น ผุดมาจากจินตนาการล้วนๆ
แม้ประโยคฮิต ของไอสไตน์ผู้บรรลุวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่า
"Imagination is more important than knowledge"
จิตนาการนั้น...สำคัญกว่าความรู้

แต่เรามักติดกับดักภายนอก ที่หลอกล่อให้หลงทาง
เพราะมัวสนใจแต่ว่า เปียโนยี่ห้อไหนดี ตัวไหนเสียงดี
โน้ตตัวนั้น ตัวนี้ควรจะเป็นอย่างไร ตัวเขบ็จกี่ชั้น
เรียนขั้นไหน, แข่งขันได้ที่เท่าไหร่, มีกี่ถ้วยรางวัล
ติดกับอยู่กับการเล่นเพลงเดิมๆ ที่เคยคิดว่าไพเราะ
แม้บางทีก็เห็นๆ อยู่ว่าเพลงมันไม่ไพเราะ ก็ยังฝืนหัด
เพียงเพราะคนอื่นบอกว่า เล่นเป็น...แล้วจะเจ๋ง จะเท่ห์
เล่นเพลงนี้ได้ คนอื่นจะกล่าวชม สรรเสริญ
เราถูกบีบให้อยู่ในกรอบ เล่นแต่เพลงตามโน้ต
โดยไม่รู้จักปล่อยให้หัวใจเราเอง
บรรเลงเพลงออกไปโดยเสรีได้จริงๆ สักที
เพราะมัวติดกรอบกับความรู้ ความทรงจำเดิมที่เคยสุข
นี้แหละชัดเจนว่า "ความรู้ คือ กรงขัง" (กฤษณมูรติ)
จะหนักยิ่งขึ้นเมื่อติดกับดัก (โลกธรรม)
ที่เป็นผลพลอยได้จากความสามารถด้านดนตรี
คือ ชื่อเสียง, เงินทอง, เกียรติยศ, คำเยินยอปอปั้น
สังเกตุว่า วงดนตรีเก่งๆ เมื่อเริ่มต้นเล่นดนตรี
ก็เพราะรักในเสียงเพลงก่อนเป็นพื้นฐาน
แต่ต่อมา...เรามักเห็นวงแตกเสมอๆ
เพราะติดกับดักของการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว
ชื่อเสียงดังไม่เท่ากัน, แย่งกันร้องนำ จึงไปกันไม่ถึงไหน
ไม่มีโอกาสเข้าถึงสัจจะและสาระที่แท้จริงได้
ไม่สามารถเข้าสู่จิตวิญญาณดนตรีที่แท้จริง
เมื่อไม่ค้นพบตัวเอง ก็ไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นสุดยอด
แท้จริงนั้น ดนตรีก็เป็นเพียงภาษาหนึ่ง -คือภาษาดนตรี
ที่ใจมันสื่อสารออกมา คล้ายกับเราหัดพูดไทย อังกฤษ
โดยใช้ปากเป็นเครื่องมือ ในการเชื่อมกับใจ
ก็ในเมื่อใจกับปากมันตรงกันแล้ว มันก็ไปของมันเองได้
โดยไม่ต้องท่องจำ ก็ลองสังเกตดูว่า เวลาเราพูดนั้น
เราก็ไม่เห็นต้องขุดเอาความจำใดๆ มาพูด,
แต่เราพูดทันทีที่ใจอยากจะพูด
ก็เช่นกัน....
เมื่อเครื่องดนตรีกับใจ มันจูนกันแบบสนิทชิดเชื้อ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คล้ายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกาย
การบรรเลงนั้น
จึงเป็นการบรรเลงออกมาจากใจแบบสดๆ ขณะนั้น
คล้ายกับการพูด ที่ไม่ต้องอาศัยบท ท่องจำ
ไม่เกี่ยวเนื่องกับเพลงไหนๆ ที่เคยเล่น,
ที่เราเคยคิดว่าไพเราะหรือเล่นตามความทรงจำ

หากแต่มีความใหม่สด อยู่เสมอๆ ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา ตามที่ใจเคลื่อนไหวแบบ live
แม้กระทั่งเป็นเพลงเก่าๆ ก็บรรเลงแบบใหม่ๆ
เพราะใจเรา, อารมณ์เรา ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง
เพราะสรรพสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
ใจนี้ก็เช่นกัน ....เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ก็เหมือนคำพูดที่เรากล่าวออกไปเมื่อวาน
หากนำกลับมาพูดใหม่ในวันนี้
...ก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นประโยคเดิม
อย่าให้ความรู้ทางด้านดนตรี มาปิดกั้นการค้นพบใจที่เสรี
เมื่อหากเข้าสู่สภาวะสูงขึ้นไปแล้ว
แม้ไม่มีเปียโนจริง ก็เหมือนมีเปียโนอย่างดีฝังอยู่ในสมอง
เหมือนบีโธเฟ่น ที่ไม่ได้ฟังดนตรีด้วยแก้วหู....แต่ฟังด้วยใจ
อันเป็นสภาวะ เกือบสุดท้าย คล้ายกับกระบี่อยู่ที่ใจ
ที่แม้เห็นต้นไม้ นกน้อย ใบหญ้า แสงแดด ลมพัด ฟ้าผ่า
ก็เห็นเป็นทำนองได้สดๆ ทั้งหมด
แล้วจึงพัฒนาเข้าไปสู่ขีดสูงสุด ของการวางกระบี่
ก็คือความ "ไม่มี"... จากสูงสุด จึงลงสู่สามัญ
ต้องรู้จักวางมันลง...เพราะมันเป็นเพียงแค่เครื่องมือ
นำพาเราไปสู่จุดสูงสุดของศาสตร์วิชา
เมื่อถึงแล้วก็ต้องวางลง
ไม่ติดในสุขจากการเสพ, อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง
แม้หูจะหนวก, ตาจะบอด ก็ไม่ได้เดือดร้อนใดๆ
จิตใจต่างหากล่ะ ที่เป็นเสรี
วางได้แม้กระทั่งเครื่องดนตรีชิ้นเอกที่อยู่ในใจ
จึงนับได้ว่าสูงที่สุด เพราะทำได้ยากที่สุดนั่นเอง

การถ่ายภาพนั้น ก็พาเราเข้าถึงจุดสูงสุดได้

(ยังไม่จบ-มีต่อ)

วันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

รอยของสายลม คืออะไร?

The trace of winds.mp3 - Shydao

หากว่า การใช้ชีวิตในโลกที่ผ่านมา ยังไม่เคยได้ยินคำว่า

"รอยของสายลม" ก็ยังไม่ต้องงง

ก็พึงรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า

สรรพสิ่งในโลกนี้อีกมากมายเป็นครูเราได้เสมอ

แม้กระทั่งสายลมที่ผ่านมาวูบหนึ่ง

บนเส้นทางการแข่งขัน

ปลายทางย่อมมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตารอคอยอยู่

แต่จะมีใครบ้างไหม เตรียมใจเผื่อความพ่ายแพ้

ก็จึงตระหนักว่า

ทุกสิ่งก็แค่...รอยของสายลม

รอยของสายลม คือ...มันไม่มีรอย

เพราะสายลมไม่ทิ้งร่องรอย

เพียงแค่ผ่านมาให้รู้สึกวูบๆ เย็นๆ แว่บเดียวแล้วก็จากไป

จึงหมายความว่า ทุกสิ่ง..ผ่านมา..แล้วก็..ผ่านไป

แต่สิ่งที่ค้างอยู่ที่จะทำให้เราทุกข์ทรมานอยู่นั้น

คือความทรงจำต่างหาก

ความทรงจำ คล้ายดั่งพยับแดด ลางๆ เหมือนว่ามีอยู่จริง

แต่พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะพบว่า...ไม่มีจริง

หากแบกไว้ก็จะหนัก, วางลงก็จะเบา

รู้นึกและสัมผัสว่า เรื่องราวความสุขต่างๆ ที่มาเยือน

หรือความทุกข์ที่บีบคั้นอยู่นั้น คล้ายดั่งสายลม

แตะต้องตัวเราวูบหนึ่ง แล้วก็หายไป..

ที่ยังจะเจ็บอยู่ มันก็แค่ความทรงจำ ที่ไม่มีตัวตนอยู่แท้จริง

เพราะทุกสิ่ง ก็แค่ "รอยบนสายลม"

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

สิ่งที่ทำยากที่สุด?


ไปจิ๊กข้อความนี้มาจากบล็อกๆ หนึ่ง ที่มีคนเข้ามาตอบมากมาย
ว่ากันว่า เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด,
จากประสบการณ์เรานั้น ก็ชัดเหลือเฟือที่จะไม่เถียง
แล้วก็ทุกคนในบล็อกนั้น ก็ยอมรับว่าจริงสุดๆ แม้แต่เราก็เหอะ
เหตุที่ยอมรับ ก็เพราะว่ามันเจ็บจริง
เหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของร่างกายไป
แล้วสะเทือนถึงหัวใจ จนเจ็บแปล็บ

ก็ในเมื่อรู้กันแล้วว่ามันเจ็บ แล้วทำไมยังไปทำกันอยู่?

ยังนิยมเชิดชูคำว่า "กิ๊ก" เป็นของสนุกสนาน
อันเปรียบดั่งมาร สวมหน้ากากอัศวิน
จำแลงแปลงร่างเพื่ออำพรางความโฉดของตน
เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นบวกกับคำๆ นี้

เอาใหม่...คิดกันใหม่ว่า ทำไมมันถึงเจ็บ?
หากเอาคำว่ารักในอุดมคติของรักแท้เป็นตัวตั้ง
"รักคือการให้" อันเป็นรักจริง ที่เราต่างถวิลหา

เราน่าจะดีใจที่คนที่เรารัก กำลังจะไปมีความสุข
เขากำลังจะไปได้ดี เราจะไปขวางเขาไว้ทำไม?
ก็ในเมื่อเรารู้ดีอยู่แล้วว่า
"No man is perfect" ไม่มีใครสมบูรณ์ในโลก
หากลองสำรวจดูตัวเอง เราก็รู้แก่ใจดีว่า เราไม่ perfect

เราไม่ perfect เรารู้อยู่แก่ใจ อย่าโกหกตัวเอง!
รู้ทั้งรู้ว่าเราไม่พรั่งพร้อมดูแลเธอได้อย่างแท้จริง
แต่เรากลับจะเหนี่ยวรั้งเธอไว้อยู่ ไว้เพื่อสิ่งใด
หากเธอจะไปได้ดี ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
เราก็น่าจะดีใจ และสนับสนุน เพื่อให้คนที่เรารักไปได้ดีซิ

หากเทียบเคียงกับความรักของพ่อกับแม่
พ่อกับแม่คงไม่ห้ามปรามลูกหรอก หากเห็นลูกๆกำลังจะได้ดี
ยังส่งเสริมสนับสนุนเสียอีก ให้ลูกไปสู่สิ่งที่ดีๆ
นี้คือรักจริง รักที่แท้จริง เปี่ยมล้นไปด้วยการให้
แม้ว่าพ่อแม่จะต้องอยู่ลำพังกันสองคน แต่เพื่อลูกรัก..ก็ยอม

แต่น่าเสียดาย ที่ความรักของหนุ่มสาว มันไม่ใช่รักจริงแท้
มันคือการรักตนเอง แต่แอบแฝงในนามของความรัก
เพื่อสนองความใคร่ของตน เพื่อบำรุงความสุขของตน
อาศัยเธอมาต่อเติมสิ่งที่ตนเองขาดหาย
ใช้ชีวิตในโลกแห่งในความฝัน หัวใจเบาหวิว ลอยละล่อง
ณ ช่วงเวลาของรักเบ่งบาน โลหิตสูบฉีด แก้มแดง
สุขใดจะหาเหมือน สดชื่นเบิกบาน ฝันหวานๆ
เหมือนเด็กกำลังเสพการได้ของเล่นใหม่

แต่พอเมื่อเธอจะมาจากไป ต่อหน้าต่อตา
ก็ไม่ต่างจากเด็กที่ถูกคนอื่นแย่งชิงของเล่น
ความสุขหายวับไปกับตาเช่นกัน
กลายเป็นอึดอัด เคียดแค้น ครุ่นเครียด ทรมาน
ใจเจ้ากรรมก็นึกไปถึงภาพที่เขากำลังอยู่ด้วยกัน
ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ใจเจ็บเข้าไปอีก
เพราะอีกฝ่ายหนึ่ง กำลังแสดงความเห็นแก่ตัว
โดยทอดทิ้งเรา ไปหาความสุขเอาข้างหน้าไม่แยแส

นี่หละหนา ความรักตัวเอง ที่แอบอ้างในนาม "ฉันรักเธอ"
ที่เรามักอาศัยอิงแอบเธอ เพื่อสนองความสุขตัวเรา
วนเวียนเป็นงูกินหาง วิ่งไล่ ไขว่คว้าครอบครอง
หากแม้นว่าได้นางสาวไทยปีนี้มาครอบครอง
ปีหน้าก็จะมีนางสาวไทยคนใหม่อีกอยู่ดี ไม่เคยเพียงพอ
เมื่อรักอันเห็นแก่ตนจากไป
ก็จึงกลายเป็นความเจ็บ เป็นธรรมดา

คิดสิว่า หากเขารักเราจริง เขาไม่ทำให้เราเจ็บหรอก
ก็เช่นกัน
หากเรารักใครจริง เราจะไม่มีวันทำให้เขาเจ็บเหมือนกัน
หากเป็นรักแท้สมบูรณ์แบบจะไม่มีวัน เกิดคำว่ากิ๊ก
ทิ้งให้อีกฝ่ายร้องไห้ฟูมฟาย
เพราะรักทั่วไปของหนุ่มสาวนั้น
ยังอยู่ในระดับหยาบ ยังเป็นไปเพื่อการรักตนเองเป็นข้อใหญ่
ยังไม่อาจก้าวข้ามขั้น ไปสู่ระดับการเป็นผู้ให้ที่แท้จริง

แต่ด้วยความหลงมัวเมา ตาบอด
ทำให้เรามักเชิดชูรักนั้น
ไปยกเทียบระดับชั้นกับรักอันสูงส่งของพ่อแม่
และด้วยความที่คนเรารักตัวเองที่สุดในโลกก่อนสิ่งอื่นใด
เราจึงแอบอ้างว่า รักเธอที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน
เพื่อความสุขของตนเอง

แล้วเมื่อลืมตาสว่างขึ้น เห็นแล้วว่า รักที่เราพร่ำเพ้อนั้น
ไม่ใช่รักแท้ ไม่ใช่รักอันเป็นผู้ให้ แต่เป็นการรักตัวเอง
เพื่อการร้องขอ ครอบครอง เป็นเจ้าของ
เราจะอาศัยความรู้สึกนี้ บทเรียนนี้ พัฒนาไปสู่
การหัดให้จิตเรามีรักแท้ได้อย่างไร?
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้ การเสียสละ ไม่ยึดถือ หวงแหน

คุ้นชินกับคำว่า เราจะทำใจอย่างไร? จะตัดใจได้อย่างไร?

หัวใจ ไม่ใช่ของมีคม จะเอาใจไป "ตัดใจ" ได้อย่างไร
ที่ทำได้ คือ สละออกไปต่างหากล่ะ (ดังตฤณ)
หากเราคิดว่า เรากำลังจะตัดใจ นั่นคือ เราทำเพื่อตนเอง
ความเห็นแก่ตนเอง จะทำให้เราเจ็บช้ำหนักกว่าเดิม

หากเราคิดว่า เรากำลังเสียสละ นั่นคือการให้,เราทำเพื่อผู้อื่น
เรากำลังทำเพื่อคนที่เรารัก ให้เป็นรักที่แท้จริง
สละให้เธอไปสู่สิ่งดีๆ สละให้ทั้งคู่ได้มีความสุขด้วยกัน

รู้..ว่าน้ำตาจะไหล แต่ที่ไหลนั้น กลับจะเป็นเพราะตื้นตัน
มากเสียกว่าการเสียใจ การเสียของรัก หรือพลัดพราก

พึงระลึกว่า เรากำลังเป็นผู้ให้, เราให้เธอ คนที่เรารัก
พึงยินดีที่เธอกำลังจะไปดี, หากอยู่กับเราเธอคงจะลำบาก
เพื่อฝึกการไม่ครอบครอง ไม่ร้องขอ ไม่ยึดเหนี่ยวหวงแหน
หากแต่เรากำลังหัดให้หัวใจเป็นไปเพื่อการ "รักเป็น"

เมื่อเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน,
เพียงเท่านี้,
ลองเหลียวดูหัวใจตนเอง สังเกตุดูว่า ยังเจ็บอยู่หรือไม่?
หากยังเจ็บอยู่ แสดงว่าเรานั้น ยังรักตัวเองมากอยู่
ยังมีความเห็นแก่ตัวเยอะอยู่ ยังไม่ใช่ผู้ให้, เสียสละ
ยังกลัวว่า ความสุขของตัวเองจะหล่นหายอยู่
ความรักนั้นยังเป็นไปเพื่อรักตัวเองมากอยู่
พึงคิดใหม่ว่า ที่ผ่านมาเรายังรักเธอไม่มากพอ
ยังรักเธอน้อยไป เราจะต้องรักเธอให้มากกว่านี้
เป็นผู้ให้มากกว่านี้, สละให้มากกว่าเดิม

.....เพื่อที่เราจะได้เจ็บน้อยลง จางลง และสว่างขึ้น

พึงยินดีที่จะได้มีโอกาสหัดให้รักนี้ เป็นรักแท้
รักเพื่อเสียสละ รักเพื่อการให้ จึงจะสมควรเรียกว่า
"ฉันรักเธอ" ที่แท้จริง
อันสอดคล้องกับคำสอนของท่านทะไล ลามะล่าสุดที่ว่า
"จงเข้าใกล้ความรัก ด้วยการปล่อยวาง"

ปล.
แนะนำฟังเพลงนี้ประกอบ
หากเล่นเพลงไหนไม่ได้ ให้กด refresh หน้าเวปเพจใหม่คับ








วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

จะดิ้นรนกันไปถึงไหน?



ปกติระบบการไปจ่ายตลาดของฝรั่ง มักจะไปสัปดาห์ละครั้ง
ซื้อของทีหนึ่ง เต็มรถเข็นกันเลย,
ในขณะที่เมืองไทยเริ่มเลียนแบบ
ที่มีบิ๊กซี โลตัส แล้วยังมีตลาดสดรายวัน แถมเซเว่นอีก
ส่วนของอังกฤษจะแทบไม่ค่อยมีร้านค้ายิบย่อย
ไม่มีแบบ 7-11 จะมีก็แต่ซุปเปอร์มาเก็ตไปเลย
การมีตลาดสดสักครั้ง
นับว่าเป็นบุญวาสนา เพราะมีแค่สัปดาห์ละวัน
ฟังดูแล้วก็น่าเห็นใจคนอังกฤษ อาหารสดทั้งหลาย
ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงแพงหูดับ

มาอยู่ที่นี่ผมก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะว่าบ้านอยู่ไกลซุปเปอร์ฯ
ก็ไปสัปดาห์ละครั้ง และจะหิ้วของพะรุงพะรังกลับบ้าน
เมื่อสังเกตุดูจะพบว่า เฮ้ย! นี่เราซื้อของกินเล่น
มากเสียกว่า ที่มันเป็นอาหารจริงๆ
สำหรับการประกอบอาหารเสียอีก

การไปซุปเปอร์ฯ รอบนี้ ผมสังเกตุผู้คนรอบข้างด้วย
ก็พบว่า อ้าว! เป็นเหมือนกันหนิ, เป็นหนักกว่าเราด้วย
อาหารแท้ๆ ที่จะมีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นมีนิดเดียว
ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่น ขนม และยังเน้นหนักไปที่
เบียร์เป็นแพ็คๆ, ไวน์หลายๆ ขวด
นั่นคือ เราเน้นให้อารมณ์แก่ตัวเอง มากเสียกว่าสาระแท้ๆ

สิ่งนี้บอกอะไรกับเราบ้าง?
เมื่อสำรวจลึกลงไป ก็พบว่า เราต้องการหาความสุข
ต้องการดิ้นหนีความทุกข์ ด้วยการเติมอะไรก็ได้ที่เคยพบ
ว่าตนเองเคยเสพ แล้วมีความสุข
ใช้ชีวิตกันตามสัญชาติญาณกันไปวันๆ สุขนิดหน่อยก็เอา

นี่แสดงว่า ชีวิตมันมีความทุกข์กันมากใช่ไหม
ถูกกดดันอยู่เสมอๆ หรือเปล่า?
จึงดิ้นรนจะหาสุขกันอยู่ตลอดเวลา
หากคิดย้อนทวนชีวิตตั้งแต่เริ่มต้น
ทุกการกระทำ เรามุ่งหน้าแสวงหาความสุขเป็นตัวตั้ง
แล้ววิ่งไล่ตามมัน
เราอยากเรียนหนังสือเก่งๆ เพื่อที่จะทำงานดีๆ
เพราะคิดว่าจะมีความสุข
อยากได้เงินเดือนมากๆ เพราะคิดว่าจะทำให้เรามีความสุข
อยากไปสังสรรค์เฮฮากับเพื่อน ก็เพราะคิดว่าจะสนุก
ซื้อบัตรเดี่ยว 7 ดูโน้ต อุดมฯ ก็เพราะได้หัวเราะ เป็นสุข
อาบน้ำก็ต้องใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นหอมๆ จะได้มีสุข
ระหว่างขับรถไป ก็ต้องเปิดเพลงไปด้วย ก็หวังจะสุข
ซื้อเสื้อผ้า ก็ต้องถูกใจ เพราะคิดว่าใส่แล้วจะมีความสุข
นั่งสมาธิ ก็หวังจะให้จิตสงบ เกิดความสุข
เสพยา ก็เพราะคิดว่า มันจะมีความสุข
จีบคนหน้าตาดีๆ ก็หวังว่าได้ควงแล้วจะเกิดความสุข

จนมีผู้คนว่ากันว่า ถ้าทำแล้วมีความสุข ก็ทำไปเถอะ
นั่นปะไร เป็นหลักฐานชี้ชัดว่า
เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม สำหรับทุก actions
เป็นไปเพื่อหาความสุข

แล้วทำไมถึงต้องดิ้นรนหาความสุขกันด้วยล่ะ?

หากเราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา จะพบสัจจะอย่างหนึ่งว่า
จริงๆ แล้ว

เรากำลังเผชิญกับความทุกข์อยู่ทุกๆ วินาที นั่นยังไงล่ะ
เราถึงได้ดิ้นหนีด้วยการหาสิ่งมาเสพสุขชดเชย

ปล.
ลองสังเกตุดูตัวเองเหมือนกับสังเกตุหมาหรือแมวตัวหนึ่ง
ถ้ามีความสามารถมองเห็นได้ว่ากายใจนี้เป็นทุกข์
แบบถี่ยิบทุกๆ วินาทีได้
ก็แสดงความยินดีด้วย ว่ากำลังพบกับสัจจะ
อันจะนำไปสู่การบรรลุ เหนือสุข เหนือทุกข์ได้

หากยังไม่เห็นทุกข์ว่าเป็นตัวอย่างไร ก็จะไม่เห็นสัจจะ
แม้ว่ามันจะทิ่มตาอยู่ทุกๆ วินาทีอยู่แล้ว
ก็จะดิ้นหาความสุขกันต่อไป โดยไม่รู้สึกตัว
จึงไม่อาจอยู่เหนือทุกข์ได้เสียที...หนอตัวเรา

วันจันทร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เต็มที่กะชีวิต และใช้วิธีคิดแบบเด็กน้อย



ไปงานวันเด็กนานาชาติของฝรั่งมา จัดในมหาลัยเรานี่เอง
อยู่ปลายจมูก เดินห้านาทีก็ถึง ไม่ไปก็โง่แล้ว


ทำให้พบสัจจะยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่เราขาดหายไปเมื่อโตขึ้น
สังเกตุว่า ทำไมเด็กมีความสุขกว่าผู้ใหญ่?
หากเปรียบเทียบเราตอนนี้ กับเราเป็นเด็ก ก็ยังดูเหมือนว่า
ตอนเป็นเด็กเราโคตรสนุก สุดมันส์เลย
มากกว่าเราตอนนี้เป็นไหนๆ
แม้ว่าโตขึ้นเราจะมีอำนาจ มีเงิน มีตำแหน่งต่างๆ
ความสุขสนุกในอารมณ์แบบเด็กๆ นั้น
หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หากให้เลือกความสุขตอนนี้กับตอนเป็นเด็ก
ก็เชื่อว่า เรายังเลือกความสนุกตอนเด็กอยู่

วันก่อนได้มีโอกาสคุยกะลุง Martin Smalley, 68 ปี
ที่ข้างทะเลสาปในมหาลัย
ลุงแกเป็นคนอังกฤษแท้ๆ โดยกำเนิด เป็นศิลปินและ
ทำรายการทีวี พูดอะไรแต่ละคำเป็นปรัชญาชีวิตไปหมด
ผมยืนคุยกับลุงแกประมาณสองชั่วโมง
แม้ว่าจะเป็นการพบกันครั้งแรก
สิ่งหนึ่งที่ลุงแกบอก และแทงใจดำอย่างยิ่ง นั่นคือ
ในประเทศอังกฤษ คนที่ยังคงความเป็นคนได้แท้ๆ
เท่าที่เห็นได้ ก็คงมีแต่เด็กๆ
เพราะมีแต่เด็กเท่านั้น ที่พบความสุขที่แท้จริง

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่เดินไปงานวันเด็กในวันนี้
ตอนแรกกะไปดูเด็กฝรั่งเท่านั้นเอง
เพราะในสายตาผมเท่าที่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น
สิ่งที่สวยงามที่สุด และทำให้ผมยิ้มได้ คือเด็กน้อยฝรั่ง
เด็กน้อยฝรั่งจะไม่มีวี่แววของความทึ่ม, หงอ, ขึ้อาย
แต่จะฉายแววความร่าเริงแจ่มใส
อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ไม่กลัวอะไร
ประกอบกับหน้าตาผิวพรรณ ที่ดูดียิ่งกว่าตุ๊กตา
ฝรั่งเขาถึงได้เรียกลูกๆ เขาว่า My little angle
หรือ เทพธิดาตัวน้อย ซึ่ง....มันก็จริง

แต่การไปงานวันเด็กในวันนี้ เกิดมุมคิดที่เพิ่มขึ้นมา
แล้วก็พบรหัสลับแห่งความสุข ที่เราเผลอทิ้งไป
ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เมื่อโตขึ้น
เพราะเด็กนั้น เต็มที่กะชีวิต โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
เมื่อเล่นก็เล่นให้เต็มๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะเปรอะเปื้อน
แม้ว่าฝนจะตก ก็ยังสนุกได้กับสายฝน
สิ่งเหล่านี้เราหายไปหรือเปล่า?
แม้กระทั่งฝนตก เราก็ยังกลัวว่าจะเปียก
กลัวว่าจะเป็นหวัด

เด็กไม่มีการยึดติด ถือตัวถือตน (อัตตา-มานะ)
ไม่เคยมีความคิดติดกรอบว่า ฉันมีตำแหน่งนี้, ยศนั้น
ฉันสำคัญอย่างนั้น อย่างนี้ ฉันจะมาทำแบบนี้ไม่ได้
เพราะเด็กรู้อยู่อย่างเดียวว่า เมื่อเล่น ก็คือเล่น
ไม่มีเวลาเก๊ก, ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เท่ห์ สาวจะไม่สน,
ไม่ต้องกลัวว่า จะทำให้ภาพพจน์เสียหาย
จึงเลอะกับดินและโคลนได้
ไม่มีความกลัวว่าจะเจ็บจะป่วย หากเล่นกลางสายฝน
ความคิดจึงถูกปลดปล่อย ไร้ขีดจำกัด,
ไม่ถูกจำกัดด้วยความรู้ใดๆ จึงอยู่กับปัจจุบันที่แท้จริง
ทำให้พบกับความสุขที่แท้จริง

ความสุขนี้ที่เราเอง ก็ยังเฝ้าเพ้อถวิลหาในวัยเด็ก
ที่เราเคยเกลือกกลิ้งดินทราย, ปีนต้นไม้
โดยไม่มีพันธนาการของความคิดใดๆ มาปิดกั้น
ไม่มีห่วงอดีต ห่วงอนาคต ไม่มีความกังวลใดๆ
เคยลองสังเกตุว่า ชิงช้าม้าหมุนที่นี่ นอกจากวัยเด็กๆ
ที่มาเล่นกันแล้ว ก็ยังมีระดับ ป้าและยายมาขี่เล่นด้วย
เพราะการรำลึกถึงความสุขในวัยเด็ก นั้นสำคัญยิ่ง

เมื่อนึกๆ ไปย้อนหลังเป็นลำดับขึ้นมา ก็เห็นทีจะจริงอยู่
ที่ความสุขแบบอิ่มๆ นั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เราเติบโตขึ้นมา พร้อมกับสร้างกรอบให้กับตัวเองทีละนิดๆ
จนเราไม่รู้ตัว ว่ากรอบของการถือตัวตน, ความรู้ฯลฯ
มันมาปิดกั้น ความสุข ความสนุกที่หายไป
เหลือแต่ความสุขแบบฉาบฉวย แต่ราคาแสนแพง
สนองได้แค่ความอยาก
ความสุขที่แค่อร่อยลิ้น, ฟังเพลงเสนาะหู, แอบดูสาวๆ
กินเหล้าเมาไปเรื่อยเปื่อย, ไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่
หากรวยขึ้นมาหน่อย ราคาของความสุขก็จะเขยิบตามขึ้นไป
โทรศัพท์จะเป็นแค่โทรศัพท์เฉยๆ ไม่ได้ ต้องฝังเพชรด้วย
รถก็ต้องเป็นรถสปอร์ต
แล้วเมื่อใช้ไปสักพัก ก็เบื่อและดิ้นรนหาสิ่งอื่นต่อไป
ที่ราคาก็แพงขึ้นไปอีก
ในขณะที่เด็กๆ มีความสุขกะการเล่นได้เต็มๆ
แต่ไม่เห็นต้องลงทุนซักกะบาท

จึงชี้ชัดว่า ความสุขที่เราวิ่งไล่ไขว่คว้ากันนั้น
แท้จริงแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินใดๆ ภายนอกเลย
แต่อยู่ที่วิธีคิด ภายในจิตใจเรานี่เอง
แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

เต็มที่กะชีวิต และใช้วิธีคิดแบบเด็กน้อย
นั่นคือไม่ต้องคิด แต่ลุยไปเลย!

Ref.
สภาวะปัจจุบัน คือสภาวะสูงสูด
ตื่นตัวเต็มที่, ไม่มีห่วงหาอดีต เพ้อฝันอนาคต
ไม่ติดกรอบความรู้, ขาดการยึดมั่นใน "ตัวกูของกู"
สภาวะจิตอิสระ, ไม่มีความกลัวใดๆ นี่แหละ เสรีของจริง
(ลองนึก moment ขณะที่เราเล่น ตอนเป็นเด็กประกอบ)

วันอาทิตย์ที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

คนที่เราเนรคุณอยู่เสมอ






เมื่อมาคิดดูดีๆ ปรากฏว่า คนที่เราเนรคุณอยู่เสมอๆ
โดยเผลอไปและไม่ได้เจตนา นั่นคือร่างกายเรานี่เอง

เราอยู่กับร่างกายนี้ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ จะเคยมีสักครั้งไหม
ที่เราเคยขอบคุณร่างกายนี้
ที่ให้เราได้อยู่ได้อาศัยตั้งแต่ตั้งไข่
นอกจากไม่เคยขอบคุณ เรายังทำร้ายมันอยู่เนืองๆ
ทำร้ายอย่างไร?

คิดดูซิว่า เรากินอาหารจำพวกเนย แป้ง โดนัท เปปซี่ดีที่สุด
junk foods ทั้งหลาย ก็เพื่อให้เราตัวอ้วนขึ้นโดยนัยๆ
เราไม่ได้เจตนาให้ร่างกายเราเจ็บป่วย แต่มันป่วยของมันเอง
หรือเราอาจไม่รู้ว่า อาหารเหล่านี้มีประโยชน์น้อยแต่โทษมาก
แล้วก็เป็นโรคอ้วนไปตามๆ กัน รอวันโรคอื่นแทรกซ้อน
ก็เพียงเพราะเราต้องการเอาใจแค่ปาก, อร่อยลิ้น
ก็แค่ความอยากนั้น ถึงกับทำให้เรายอมทำร้าย
ร่างกายส่วนอื่นไปด้วย ที่มีบุญคุณกับเราล้นเหลือ

เราอาจสูบบุหรี่, อาจเพื่อต้องการคลายเครียด หรือเพื่อเท่ห์
หรือมือว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร, แก้เขิน, โชว์หญิง
แต่ทั้งหมดนั้น มันต้องแลกกับการเผาปอดตัวเองไปด้วย
เราอาจไม่สำนึกหรอก..เพราะว่ามองไม่เห็น มันอยู่ข้างใน
ถ้าปอดออกมาอยู่ข้างนอก แล้วรมควันย่างกันให้เห็นสดๆ
พอเห็นว่ามันจะดำๆ แห้งๆ มีผลเสียอย่างไร
เราอาจหลีกเลี่ยง หรือมีปัญญาฉลาดได้เสียที

เราอาจกินเหล้าเพื่อความบันเทิง แต่เราไม่รู้หรอกว่า
ตับทำงานหนักโคตร หากมันบ่นได้ มันคงด่าแม่ง
ไม่รู้จักถนอมน้ำใจกันมั่งเลย
ทำงานให้ยิ่งกว่าทาส แล้วยังทำลายมันอีก
แล้วเราก็เอาแต่ปลอบตัวเองว่า
หรือ..ไม่เป็นไรน่า นานๆ กินที
หรือ..เข้าสังคมน่า เข้าสังคม นิดหน่อย

เราเล่นเกมส์ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์โต้รุ่งสามวันติดต่อกัน
จนบางทีลูกกะตามันน้อยใจ เอาคืนด้วยการสั่งสอน
ให้เป็นสายตาสั้น แต่เราไม่กระเทือน ไม่สำนึกหรอก
เพราะเราใส่แว่นตาได้, มีตังค์หน่อย ก็ทำเลสิคได้
เพื่อที่จะมาเล่นเกมส์ต่อไป
เรามักเป็นทาสในสิ่งที่ไร้สาระเสมอๆ
เพื่อให้ร่างกายที่เราอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็กนี้...พังเร็ว

สาวๆ มักห่วงน้ำหนัก, ไปชั่งน้ำหนักอยู่เสมอๆ
แก้ไขด้วยการให้บริษัทลดความอ้วนหลอกเอาเงินมหาศาล
ต้องไปฟิตเนสราคาแพง, นวดสปา, รีดไขมัน
แล้วก็ต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำ สูบฉีดเงิน
เพื่อเอาไปประเคนให้บริษัทหัวไสเหล่านั้น
มาหากินกะกับความอ้วนของเรา
แท้ที่จริง การแก้ไข ก็อยู่แค่ปลายลิ้น แต่เรามักไม่มอง
ที่เรามองไม่เห็น ก็เพราะมันอยู่ปลายจมูก,
หรือมองเห็นแล้วก็เอาชนะไม่ได้
เพราะเราอยากกินของอร่อยๆ อยู่ร่ำไป มันอดไม่ได้
ทำงานก็หนัก, อ้วนก็อ้วน ความซวยมาตกที่ร่างกายอีกแล้ว

เรามักมีความต้องการอย่างสัตว์โลกที่มันต้องการผสมพันธุ์
ตามใจปากเป็นหมู ตามใจจู๋เป็นเอดส์
ก็เพียงเพื่อให้ตายเร็วขึ้น แลกกับความสนุกเสียวจี๊ดแค่ชั่วครู่
ขอให้ทำสถิติได้เยอะๆ ไว้เป็นดี ไว้คุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนเหี๊ย
แต่ความตายก็มาจ่อ รออยู่ปลายทางเช่นกัน

ดูเหมือนว่า อวัยวะที่มีบุญคุณกับเราที่สุด ทำงานหนักที่สุด
ไม่เคยพักผ่อน 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งยามหลับนอน
ทำงานมากที่สุดตั้งแต่เราปฏิสนธิในท้องแม่จนถึงวันตาย
แล้วเราก็เนรคุณมันหนักที่สุดด้วยเช่นกัน...หัวใจ

เรามักดูหนังผี ที่พอตัวผีโผล่มาทีไร
หัวใจแทบเด้งกระดอนออกจากปาก เต้นตุ๊บๆๆๆ
เรามักเล่นแผลงๆ หาความตื่นเต้น เล่นไวกิ้ง โดดบันจี้
เล่นบ้าๆ ให้ตกใจกัน โดยไม่สนหรอกว่าหัวใจจะน้อยใจเป็น
เพราะแค่สูบฉีดเลือดในแต่ละวัน ก็หนักจะแย่อยู่แล้ว
ยังจะมาหาเรื่องให้ตกใจอีก

เรามักเผลอเครียด จากที่ทำงาน, จากเมียด่า, จากป้าบ่น
อันมีผลต่ออัตราการเต้นหัวใจ
เรามักขี้เกียจไปออกกำลังกาย เพราะเอาแต่นอนดูทีวีไปวันๆ
หรือติดเล่นเนต, ติดเม้น hi5 ให้คนหน้าตาดีๆ ที่ไม่เคยรู้จัก
แล้วเหล้าเบียร์ ก็ยังมาทำให้ความดันเลือดเราสูงๆ ต่ำๆ
หัวใจทำงานไม่เป็นระส่ำ (ขอบคุณ-น้องเหลิมจิ๊บๆ)

ในช่วงที่มีความรัก หัวใจมันช่างเบิกบาน หวิวๆ ลอยล่อง
แต่แล้วเราก็อกหัก หัวใจก็แทบสลาย
มอดไหม้จะตายให้ได้เสียข้างหนึ่ง
อันมีผลกระเทือนต่อการทำงานของหัวใจมาก

เมื่อเราไม่รักหัวใจเรา (แต่มักมีหัวใจให้คนอื่น)
หัวใจเรามันก็ไม่รักเราเหมือนกัน มันจะสนองเราด้วย...
โรคหัวใจ
แล้วทำไมเราถึงไม่ใยดี สนใจมัน?
นั่นเพราะมันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ
มันอยู่ข้างใน และเรามักไม่สนใจว่ามันทำงานอย่างไร
ลองว่า หากมันมาอยู่ข้างนอกแบบพลิกให้เห็นได้
เหมือนกับผิวกายภายนอกดูสิ
เราคงทำความสะอาดขัดถู, พอกแป้ง, แต่งเสริม
ทาลิป, ทำสี, ตัดแต่ง, ใส่โลชั่น, ทาครีมฯลฯ
ในเมื่อมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ก็ต้องมองด้วยตาใน
นั่นคือ ปัญญา
หากไม่มีปัญญาเสียอย่างหนึ่งแล้ว ก็เท่ากับมืดบอด
ยังคงฉุดกระชากลากถู ร่างกายนี้แบบไม่แล้วไม่หาย

อย่าว่าแต่จะให้ขอบคุณร่างกายเลย ไม่..แม้กระทั่งแค่จะคิด
เพราะเรามักคิดไปเองว่า....มันคือของเรา
ยังไงมันก็เป็นของเรา, จะอยู่นอกหรือใน มันก็คือร่างกายเรา
แต่สัจจะสูงสุด (ปัญญา)ที่เราไม่รู้นั่นคือ..มันไม่ใช่เรา

อย่าลืมว่า ร่างกายประกอบไปด้วยเซลย่อยๆ หลายล้านเซล
แต่ละเซลเป็นอิสระ เป็น independent แค่มาอยู่รวมกันเฉยๆ
มันอาจคิดแตกต่างจากที่เราคิด,
หรือมันอาจคิดไม่เป็น แต่มันรู้สึกเป็น แล้วก็ตอบโต้ได้

อย่าประมาทเห็นว่ามันตัวจ้อย เป็นแค่เซลเล็กๆ จะทำอะไรได้
ชีวิตนี้...ไม่ง่าย,
มันไม่ได้สอดคล้องสมดุลย์กัน ทุกรูขุมขนอย่างง่ายๆ
อย่างที่เราเพ้อเจ้อเพ้อหลงไปว่า มันคือของๆ เรา

ตราบใดที่เราไม่เคยให้ความเคารพในร่างกายนี้
เซลย่อยๆ เหล่านี้ ก็ไม่เคารพเราด้วยเช่นกัน
มันจะไม่เคารพเราอย่างไร?
สามัคคีน้อยๆ ของมัน คือพลังมหาศาลที่จะคว่ำเราได้
ที่เราเรียกมันว่า มะเร็ง
ที่จะพาร่างกายส่วนอื่นฉิบหายวายวอดไปตามๆ กัน

ดูเหมือนว่า ศรัตรูตัวฉกาจของร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้
จะไม่ใช่อาหาร อากาศ อารมณ์ หรือสิ่งภายนอกเสียแล้ว
แต่เป็น ความอยากภายในจิตใจเรานี่เอง
ที่เรามักเอาชนะมันไม่ได้เสียที
จนผู้ที่รับกรรม คืออวัยวะในร่างกายเรานี่เอง ที่ซวยไป
แล้วจะพาร่ายกายส่วนอื่นซวยตามไปด้วย คือตายเร็วขึ้น
แทนที่จะเอาเวลาไปบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน

ความอยากเหล่านี้ เราแก้ไม่ได้เสียด้วย ก็ในเมื่อมันอยาก
จะให้ทำอย่างไร? อยากกิน, อยากเอา, อยากนั่น, อยากนี่
ก็ในเมื่อมันอยาก ก็กินไป ก็ทำไป ใครจะว่าอะไร เรารู้เราเอง
เราจะหยุดความอยากได้ ก็ต่อเมื่อ
เราสำนึกได้ว่าความอยากเหล่านี้
มันมีภัยซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง มันย่องมาเงียบๆ
ที่เหมือนหน้าสวย แต่ใจเหี้ยมซ่อนมีดไว้ข้างหลัง

แล้วเราจะสำนึกได้อย่างไร ว่ามันจะเป็นภัย?
เมื่อไหร่เราจะฉลาดได้เสียที?
เราจะฉลาดแบบเอาตัวเองเข้าแลก หรือเรียนรู้จากผู้อื่นล่ะ
หากอยากได้ปัญญาแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็คงต้องรอวัน
ที่ต้อง admit เข้าโรงพยาบาลเสียก่อน
ให้น้ำเกลือ หยอดข้าวต้ม นอนซม หายใจพะงาบๆ
เมื่อนั้น องค์ความรู้ที่ได้ก็มีเพียงอย่างเดียวคือ กูไม่น่าเลย
รู้งี้ กูไม่น่าอย่างนั้น ไม่น่าอย่างนี้
ก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ...เรามักรู้ตัวเมื่อสาย
ได้เพียงปัญญาน้อยๆ แต่ก็แลกด้วยชีวิต
เพียงเพราะเผลอเง่าเขลาไป

เพราะอะไรก็ตาม....หากเกินพอดี,
ธรรมชาติ ก็ต้องปรับสมดุลย์ของตัวมันเอง
ก็ในเมื่อเราเนรคุณมันมาก มันก็เอาคืนเราบ้างเป็นธรรมดา
เพราะนั่น...เป็นกฎธรรมชาติ,
ร่างกายนี้ คือของๆ โลก คือธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา
เราสั่งตัวเอง ไม่ให้เป็นโรคไม่ได้, ไม่ไห้ดื้อไม่ได้
นอกเสียจากว่า อำนาจจิตเราสูงมหาศาลที่จะบีบบังคับได้
แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้เช่นนั้น

ก็เช่นกัน
หากเราจะเริ่มรักใครได้นั้น เราควรรู้จักการรักตัวเองเป็นก่อน
หากรักตัวเองไม่เป็น แล้วจะรักผู้อื่นเป็นได้อย่างไร
แล้วความรักห่วยๆ ที่รักไม่เป็นนั้น
ก็แฝงเต็มไปด้วยความอยาก เพื่อป้อนเข้าหาตัวเอง
แทนที่จะเป็นความรู้สึก เต็มแล้ว...พร้อมที่จะให้

รักตัวเองเป็นนั้น ต้องทำอย่างไร?
ยังไม่ต้องคิดไกลถึงกับต้องทะนุบำรุง ถนอมพิถีพิถันหรอก

ก็คิดง่ายๆ เลิกเนรคุณกับร่างกายนี้กันเสียที!

วันศุกร์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เป็นตัวของตัวเอง สักแค่ไหน?




เห็นหลายคนมักชอบบอกว่า ฉันเป็นตัวของฉันเอง
เราเคยลองสำรวจตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ว่าเราเป็นตัวของตัวเองจริงหรือเปล่า?

เพราะก่อนจะเป็นตัวของตัวเองได้ ก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน
หากเริ่มสำรวจจริงๆ จังๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
จะพบว่า เราอยากเป็นผู้อื่นอยู่เสมอต่างหากล่ะ
เราเห็นดาราตัดทรงผมนี้ เราก็อยากเลียนแบบมั่ง,

เราเห็นแฟชั่นเสื้อผ้าเกาหลี เราก็อยากแต่งตัวแบบเขา
เที่ยวหาซื้อชุดนั้นชุดนี้ วิ่งให้วุ่นไปหมด

เราร้องคาราโอเกะ เราก็จินตนาการเต็มๆ ว่าเราเป็นศิลปิน
แหกปากโดยที่ไม่ได้ชะโงกดูน้ำในกะโหลกเสียสักเท่าไหร่
ว่าเสียงเรามันไปไม่ได้

เวลาพูดปะกิต เราก็ดัดจริตให้เหมือนฝรั่ง
อยากเป็นฝรั่งกลับชาติมาเกิด

เวลากิน เราก็อยากกินเคเอฟซี และเป๊ปซี่ ที่อีตาเบคแฮม
มันเตะฟุตบอล แล้วบอกว่าเป็นรสชาดของคนรุ่นใหม่

ตกลงว่า ชีวิตนี้เราเหลือเป็นตัวของตัวเองจริงๆ
สักกี่เปอร์เซนต์กันเชียว
นักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นระดับโลกให้สัมภาษณ์ว่า
แฟชั่นนั้นมีไว้ให้เราค้นหาตัวเองให้เจอ
เมื่อพบว่าเหมาะกับชุดแบบไหน แล้วก็ใส่แบบนั้น
จะได้ไม่ดูทุเรศตา แต่เรามักใส่ตามแฟชั่น ตามเทรนด์
โดยไม่รู้สึกว่ามันทุเรศตาสักเท่าไหร่
หรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง?

ในแต่ละวันเราได้ใช้เวลาสักกี่นาที
ในการหยุดคิดเพื่อการค้นหาตัวเองบ้าง?
แล้ววันนี้ เราค้นพบตัวเองกันหรือยัง?

กว่าจะค้นเจอก็อาจจะนานหน่อย
เพราะเราใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต
ในการอยากเป็นแบบผู้อื่นอยู่เสมอๆ
....จนลืมที่จะค้นหาตัวเอง

ยัง... ชีวิตไม่ได้จบอยู่แค่การค้นหาตัวเองให้เจอ
เพราะเมื่อเจอแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะยอมรับความจริงไม่ได้
ยังอยากเป็นนู่น เป็นนี่ เป็นนั่น อยู่ร่ำไป
แล้วยังไม่เคยพอใจที่จะเป็นตัวเองอีกด้วย
ทำไมจมูกมันไม่โด่ง, ทำไมขาไม่สวย, ผิวไม่ขาว,
พอมีเงินเข้าหน่อย ก็ไปทำจมูก, เสริมนม, พอกหน้า,
ต่อขนตา, ทำสีผม, ใส่ฟันเหล็ก
เพื่อวิ่งไล่ตามหาความพอใจ แล้วก็พบต่อไปว่า
ความพอใจนั้น มันเติมไม่เคยเต็ม เหมือนราดน้ำลงบนทราย
ไม่จบสิ้น ไม่เคยเพียงพอ ไม่เคยพอใจตัวเองเสียที
แม้กระทั่งว่าพอเหี่ยวย่นแล้ว ก็ต้องดิ้นรนไปดึงหน้าอีก

ตกลงว่าเรายังได้ชื่อว่าเป็นตัวของเราเองหรือไม่?
แท้จริงนั้น เราเป็นตัวของตัวเอง
หรือว่าเป็นทาสความอยากของตัวเองกันแน่?

แล้วจะพบอีกว่า
การเป็นตัวของตัวเองนั้น เป็นได้ยากที่สุดในโลก
เพราะจะเป็นตัวของตัวเองได้
ก็ต้องรู้จักตัวเองในทุกแง่ทุกมุมเสียก่อน
เวลาผ่านไปนับห้าสิบปี เราอาจไม่รู้จักตัวเองเลยก็ได้
เมื่อรู้จักตัวเองแล้ว ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นด้วย
ที่ผานมา เราเลือกที่จะยอมรับ, หรือปกปิดมันเอาไว้

ถึงตรงนี้ ยังกล้าบอกว่า เราเป็นตัวของเราเองอยู่หรือเปล่า?
บางทีเราอาจใช้เวลาทั้งชีวิต ในการอยากเป็นผู้อื่นอยู่เสมอ
ไม่เคยพอใจตัวเองเสมอๆ จนลืมที่จะทำความเข้าใจตัวเอง



แต่ปากก็พร่ำบอกว่า ฉันเป็นตัวของฉันเอง
จึงนับได้ว่า เป็นผู้ที่น่าเห็นใจเสียนี่กระไร

ที่ไม่เคยรู้จักแม้กระทั่งตัวเอง
แต่เรื่องซุบซิบดารานั้นรู้ดีเชียว

เมื่อไม่เคยมองตน
ก็คล้ายกับว่าหน้าเลอะดำไปด้วยถ่าน

แต่ไม่เคยส่องกระจก

แต่ดำถ่านนั้น ล้างออกได้
หากเพียงแต่รู้จักส่องกระจกเสียก่อน
แต่คนเราก็มักไม่ค่อยกล้ายอมรับความจริง,

ไม่กล้าส่องกระจก
ด้วยกลัวว่าจะพบความอุจาดของตัวเอง

ก็เลยเลือกที่จะไม่รับรู้
หรือไม่ยอมรู้จักเลย ว่ากระจกเป็นยังไง
หรือไม่รู้ว่าโลกนี้มีกระจกด้วยเหรอ
หรือไม่มีใครกล้ายื่นกระจกให้

เพราะท่านตำแหน่งใหญ่โตเกินไป
ท่านเป็นนาย, เป็นด๊อกเตอร์, เป็นศาสตราจารย์

ทำอะไรก็ถูกไปหมด
รู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่ไม่รู้อยู่เรื่องเดียว

คือการรู้จักตัวเอง

การมีเพื่อนดีๆ นั้น เพื่อนจะคอยเป็นกระจกให้

มองในด้านที่เรามองไม่เห็น
หรือด้านตรงๆ ที่เราไม่ยอมมอง
เพื่อนดีๆ มักขัดใจเราเสมอ,

ก็เพราะว่ามักแนะนำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
กับความอยากของเรา
พึงยินดีที่มีเพื่อนดีๆ คอยขัดขวาง,
ดีกว่ามีเพื่อนพาลที่คอยสอพลอ
เมื่อเพื่อนทักท้วงอะไรนั้น ก็จงรับฟังด้วยความนอบน้อม

เพราะแม้กระทั่งจิ้งจกทัก....ก็ยังต้องฟัง