วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

สาระของการฝืนใจตน

ผมสังเกตุได้ว่า เมื่อใดที่ฝืนใจตน เมื่อนั้นเราจะได้คุณค่ามาก
การกินอาหารไม่อร่อย แน่นอนว่าเป็นการฝืนใจ
ข้าวกล้องย่อมไม่อร่อยและน่ากินกว่าข้าวขัดขาว
แต่คุณค่ามันสูงสุด ไม่เสียทีที่เกิดเป็นข้าว
ระหว่างการกินที่ไม่อร่อยนั้น เราจะเห็นใจเรากระเพื่อม
ชัดเจนมากเสียกว่าการกินอาหารที่ถูกปาก
เมื่อไหร่ที่กินไม่อร่อย เราจำใจต้องฝืน
เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ เพื่อเป็นน้ำมันให้เครื่องยนต์
เมื่อนั้น เราจะเกิดการรู้สึกตัวที่ชัดเจน เข้าถึงสาระของการกิน
เข้าถึงสาระของข้าวกล้อง
การหัดฝืนนี้ เป็นเครื่องมือที่จะสร้างเรือชนิดหนึ่ง เรียกว่าสติ หรือการระลึกรู้
ผมเลือกเอาการกิน มาเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะคนเรากินอยู่ทุกวัน
การกินนั้น มันแสดงผลชัดเจน
เมื่อใดที่เรากินแบบอร่อยเสียแล้ว
เราจะเพลิดเพลิน หลงไหลไปกับความอร่อยนั้น จนขาดสติไป
ท่านั่งก็จะนั่งแบบสบาย หลังคด นั่งไขว่ห้าง เอาแขวนเท้าโต๊ะ
การจะต่อให้สติกลับมานั้นยากลำบาก เพราะระดับของสภาวะของใจ
นั้นมีระดับต่ำเกินไป ที่จะสังเกตได้
แต่หากการกินที่ไม่อร่อยเมื่อใด เราจะต้องฝืนใจอย่างสุดฤทธิ์
รู้ตัวอยู่ทุกคำเคี้ยว แล้วเข้าใจว่าการเคี้ยวแล้วกลืนนั้น เป็นไปเพียงเพื่อ
เอาสารอาหารเท่านั้น
เมื่อจิตใจเกิดการตั้งมั่น ว่าจะต้องกินให้หมด
ท่านั่ง จึงต้องเป็นท่าของความตั้งใจไปโดยปริยาย โดยที่เราไม่รู้ตัว
กลายเป็นนั่งตัวตรง ท่าทางการกินจึงเต็มไปด้วยความนิ่มนวล
ไม่รีบร้อน แต่ใจจะมาแน่นิ่งอยู่ที่การใช้ช้อนตักอาหาร
ดังนั้นแล้ว ถ้ามีโอกาส ผมจะเลือกอาหารที่มีชอบบ้าง
ผสมกับไม่ชอบ มันเป็นกุศโลบาย เพื่อให้เรานิ่งอยู่กับการกิน
มันเป็นฮวงจุ้ยแบบง่ายๆ ที่จะทำให้เราเกิดการรู้สึกตัวทุกขณะ
ผมเคยอ่านเจอในพระสูตรคลับคล้ายคลับคลาว่า
ภิกษุพึงฉันอาหาร ให้เสมือนหนึ่งว่าฉันเนื้อบุตรของตนฉะนั้น

การฝืนใจที่จะอาบน้ำเย็น ก็เช่นกัน
เมื่อใดที่เราอาบน้ำอุ่น เราจะสบาย เผลอไผลไปกับความสบายนั้น
ความรู้สึกตัวย่อมไม่อยู่กับเรา
แต่ถ้าเมื่อใดที่อาบน้ำเย็น ทั้งรู้อยู่ว่าฝืนใจ
แต่เราจะได้สาระเต็มๆ จากการอาบน้ำเย็น
ได้ทั้งสติรู้สึกตัว แล้วยังได้สุขภาพแข็งแรงอีกส่วนหนึ่ง

การทำสิ่งที่ฝืนใจ แต่เปี่ยมด้วยสาระนั้น
เป็นสิ่งที่ควรทำ คิดค้นที่จะทำ
ผมจึงเข้าใจประโยคเด็ดนี้แล้วคือ
"ฝืนไว้ได้กำไร ตามใจขาดทุน"

ไม่มีความคิดเห็น: