ผมจะขับรถผ่านบนถนนภายในพื้นที่ที่ทำงาน
ปรากฎว่าเห็นคนกลุ่มหนึ่งประมาณสิบคนยืนอยู่บนถนน
ปกติเมื่อเข้าใกล้ รถจะผ่าน คนก็จะหลบให้
แต่คนกลุ่มนี้ไม่หลบ ขับเข้าไปใกล้อีกนิดพอให้เห็นหน้า
ถึงได้เข้าใจว่า เป็นกลุ่มผู้บังคับบัญชาระดับสูงยืนคุยกันอยู่กลางถนน
อาจจะกำลังคุยเรื่องงาน
ผู้คนกลุ่มนั้น หยุดพูดนิดหนึ่งแล้วหันมามองที่รถผม
ประมาณว่ากูไม่หลบ แล้วก็คุยกันต่อ
ด้วยความเป็นผู้น้อย ผมก็ต้องถอยรถยาว เพื่อที่จะกลับรถ
ไปอ้อมออกอีกด้านหนึ่ง
ผมนึกในใจวาบหนึ่งว่า มันใหญ่นักหรือไง
ด้วยความคิดเพียงแค่นี้ มันคือการแช่ง คือแรงจิตฝ่ายลบพุ่งไปหาเขา
มันสะสมความเคียดแค้นชิงชังไว้ในจิตใต้สำนึก โดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าสิ่งที่เขาทำ มันอาจจะถูกต้อง หรือ ไม่มีเจตนา
ด้วยความที่เขาอาจหลงผิด คิดว่าตัวเองใหญ่โคตร
แต่อีกเดี๋ยวก็เกษียณมาเป็นลุงแก่ หรืออะไรก็แล้วแต่
เราก็เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ดีที่ผมดับไว้ได้
เพราะผมเองกลัวการแช่ง ไม่อยากให้ใครมาแช่ง
บางครั้งการแช่ง อาจไม่แรงพอ คนเราจึงหาวิธีการให้เป็นรูปธรรม
เช่นการขูดสีรถ อ้างว่าเพื่อสั่งสอน
บางทีแรงแช่งนั้นมีผล ถึงไม่เห็นผล แต่อย่างน้อยมันก็สร้าง
พลังฝ่ายลบให้มากขึ้น ไปเพิ่มกับมวลรวม แล้วจะมาในรูปแบบไหนก็ไม่รู้
แล้วถ้ามันแช่งให้เป็นรูปธรรมแบบออกเสียง
แรงแช่งอาจได้รับปฏิกิริยาตอบโต้ได้ด้วย
หรือถ้าคนแช่งนั้น บังเอิญเขารักษาศีล บังเอิญมีฤทธิ์
บังเอิญแช่งโดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมา ผมกลัวจะซวย
เราแก้ปัญหาได้ที่ต้นเหตุ คือ ไม่ให้ใครมาแช่ง
ด้วยการปรับที่พฤติกรรมเรานี่เอง นั่นคือ
ทำอะไรให้นึกถึงด้วยว่าผู้อื่นเดือดร้อนด้วยหรือไม่
เช่น จอดรถซ้อนคัน แต่งกายไม่สำรวม
หยิบของคนอื่นใช้โดยถือวิสาสะ ระยะหลังผมบอกและขอเขาทุกครั้ง
ที่จะหยิบจะใช้อะไรของใคร แม้แต่เศษกระดาษแผ่นเดียว
วันพุธที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น