เมื่อไหร่ที่กายอ่อนล้า หากใจยังเข้มแข็ง จิตมุ่งมั่น ร่างกายก็เป็นเรื่องรอง
แต่หากเมื่อใดที่จิตล้า ซวนเซ บอบช้ำ ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งเป็นเหล็กกล้า
ก็ย่อมพ่ายทุกเรื่องราว
ผมกำลังบอกว่า
การคาดหวังกับสิ่งใดมากเกินไป
การเอาจิตตน ไปพึ่งพิงกับสิ่งภายนอก(ที่รู้ทั้งรู้ไม่มีอะไรจีรัง) มากเกินไป
การเอาไม้ใหญ่ ไปเอนเอียงกับไว้กับอีกต้นหนึ่ง
การเจริญเติบโต ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้อื่น
เมื่อใดสิ่งพึ่งพิงนั้นดับหาย
เมื่อใดที่ร่มเงาไม้นั้น ไม่มีอยู่แล้ว
เมื่อใดสิ่งที่คาดหวัง ไม่เป็นดังเช่นหวัง
เมื่อนั้น ไม้ย่อมล้ม, คนย่อมซวนเซ, เรือไม่มีหางเสือล่องไปย่อมไร้ทิศทาง
ธรรมดาการปีนป่าย ยิ่งสูง ยิ่งเสี่ยงต่อการเจ็บหนัก เมื่อพลัดตก
ธรรมดาการคาดหวัง ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ ล้วนเป็นของเรา
เธอเป็นของฉัน, เธอจะมีใครอื่นอีกไม่ได้, เธอห้ามโกหกตอแหล,
เธอห้ามไปเที่ยว, เธอห้ามปกปิด ห้ามทำลับๆ ล่อๆ กับฉันฯลฯ
การครอบครอง ยึดถือ หวงแหน หึงหวง คือที่มาของความผิดหวัง เจ็บปวดด้วยประการทั้งปวง
เพราะเราเข้าไปครอบครอง ยึดถือ หวงแหน ในสรรพสิ่ง ที่เป็นสมบัติของโลก
สมบัติของโลก อันประกอบไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่จับต้องได้ในโลก
แก้ว แหวน เงิน ทอง รถ บ้าน โทรศัพท์ มือถือ สัตว์ คน แฟนเราฯลฯ
สมบัติของโลกก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ มีผลิตขึ้นใหม่ ทำขึ้นมาใหม่
ถึงเวลาก็พัง, เสียหาย ถ้าเป็นคนก็อาจรวนเร ไม่แน่นอน รักง่ายหน่ายเร็ว
มีกิ๊กมาก(กำลังฮิต) และอื่นๆ
เมื่อเราหวัง ในสิ่งที่ไม่แน่นอน ความหวังนั้นก็ย่อมไม่แน่นอน
แล้วเราจะคาดหวังอะไรๆ ได้อย่างไร
เพราะเราไปหวงแหน ครอบครอง คาดหวัง ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่า
มันย่อมไม่เป็นไปตามที่หวัง
ถลำลึกเข้าไปมาก ก็ย่อมเจ็บแปลบมาก
รักมาก ก็ยิ่งแค้นมาก
มีทรัพย์สินเงินทองมาก ก็ย่อมเสียดายมาก
รวยมาก ก็ยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวมาก เป็นธรรมดา
ความรักในแบบที่คาดหวังจากกันและกันมาก
จึงลงเอยด้วยความเจ็บปวดมาก ตายกันไปก็มาก
สถิติคดีฆาตกรรมในทุกยุคทุกสมัย ก็มีเหตุเพราะ
การเข้าไปครอบครอง คาดหวังจากกันและกันมากเกินไปนั่นเอง
ภาษาข่าว เรียกว่า เพราะเหตุหึงหวงเป็นชนวนความแค้น
คนเราเองมักสำคัญตน ว่าเป็นจะต้องเป็นหนึ่งกับคนรัก
แต่เมื่อใดที่พบว่า ถูกลดความสำคัญลงไป จะหงุดหงิดงุ่นง่าน อยู่ไม่เป็นสุข
ครุ่นคิด เครียดอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอันกินอันนอน งานการไม่เป็นปกติ
คาดหวังว่า เธอควรจะอย่างนั้น อย่างนี้
เมื่อใดที่ถูกลดความสำคัญ ด้วยการที่ เธอแอบมีคนรักหลายคน, นอกใจ, ไปมีชู้
ปิดบังซ่อนเร้น, โกหกฯลฯ
เมื่อนั้น อารมณ์ย่อมอยู่เหนือเหตุผล เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายมามากต่อมาก
อันที่จริง ตนไม่ได้สำคัญอย่างที่ตนคิดเลย
การจะปรับใดๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องปรับที่ตนเองเสมอ
ความทุกข์ใดๆ ที่เกิดขึ้นก็เกิดแต่ที่ตัวเราเอง
เมื่อสำคัญตน ว่าตนสำคัญ
เมื่อใดที่ไม่ได้รับความสำคัญ อย่างที่ตนสำคัญตน
ก็ต้องทุกรนทุราย เป็นเดือดเป็นร้อน เป็นฟืนเป็นไฟ
การแก้ไข หากมองไปที่ต้นเหตุ คือการสำคัญตน
ก็ต้องลดความสำคัญตนเองลงไป มองตนว่าต่ำต้อยอยู่เสมอ
จะต้องติดดิน แต่ไม่ใช่ทำตัวไร้ค่า
ลาภ ยศ สรรเสริญใดๆ ความมีสมบัติมาก ร่ำรวยมาก
ทำให้เราติดกับ ติดบ่วงอยู่กับการสำคัญตนเอง
ว่าสูงยิ่ง อยู่เหนือผู้อื่น หลงไหลในอำนาจ คิดว่าตนเองดี เก่ง พร้อม
ไม่นบน้อมถ่อมตน หยิ่งผยอง จองหอง ทนงในเกียรติ์ ศักดิ์ศรีอันจอมปลอม
ทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับคำเรียกนำหน้าชื่อ, หลงไหลในความสบาย
คนเราก็ยิ่งไต่เต้าให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ให้มียศสูงขึ้นไปอีก ให้ร่ำรวยมากกว่าเดิม
มีตำแหน่งสูงขึ้น เพื่อให้สบายมากขึ้น เพราะคิดว่าเป็นปลายทางเป้าหมายที่แสวงหา
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่รู้สึกตัวว่า เป็นการเพิ่มความสำคัญตนไปพร้อมๆ กัน
เมื่อสำคัญตนมาก ก็ยิ่งยึดเกาะอยู่กับเปลือกที่มันห่อหุ้มมาก
ยศสูงขึ้น ร่ำรวยมากขึ้นเปลือกก็หนามากขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น เราจึงเห็นผู้ใหญ่ยศสูงๆ ที่มักเอาแต่ใจ หงุดหงิดง่าย
คนรวยหรือคุณหนูที่ไม่ได้อะไรตามใจ ก็โมโหง่าย เบื่อง่าย เซ็งง่าย
เพราะคนเราสำคัญตนเองมากเกินไป โดยไม่รู้ตัว สำคัญตนโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีใครเลยในโลกนี้ สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง
เธอก็เช่นกัน เราก็เช่นกัน คนทั้งหลายก็เช่นกัน
อย่าเอาแต่โทษผู้อื่นเลย
เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ เรายังจะสำคัญตนอยู่อีกหรือไม่
วันพุธที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น