วันศุกร์ที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ของเล่นที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

ตอนเป็นเด็ก เราก็เล่นของเล่นเด็ก ก็มีความสุขมากพอแล้ว
คนเราพอโตขึ้น ทำไมความสุขมันราคาแพงขึ้นตามไปด้วย
บางคนอยากได้รถสปอร์ต บางคนต้องมีเครื่องเสียงราคาแพง
บางคนก็ซื้อตุ๊กตายางราคาเป็นแสน
หรือว่า เราโตขึ้นมาพร้อมกับความอยากได้ที่มันแพงขึ้นด้วยเช่นกัน
ทำไมตอนเป็นเด็ก แค่ก้านกล้วย เราก็มีความสุขกับมันได้
แค่เก็บก้อนหินมาโยนเป็นหมากเก็บ ก็สนุกแล้ว
เราจะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เชียวหรือ
ผมไม่อายหรอกที่จะบอกว่า ตอนเป็นเด็กผมชอบคุ้ยขยะ
หาสิ่งของต่างๆ ที่คนเขาทิ้งมาเล่นกันอย่างสนุกสนานกับเพื่อน
หนังยางหนังสติ๊ก เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับเด็กที่เล่นเป่ากบ
ความใส่ใจกับความสุขเล็กน้อยของเรา หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
มันหายไปพร้อมกับสังคมเมืองหรือไม่
พร้อมกับการผุดเกิดของห้างสรรพสินค้าหรือเปล่า
พร้อมๆ กับทักษะในการใช้มือ เท้า ความสามารถที่เราฝึกได้ก็หายไปเช่นกัน
เรากลับไปนิยมของแพงขึ้น ตามกระแสที่คนเขาบอกว่าดี เลิศ หรูและทันสมัย
ไม่ตกเทรน หากไม่มี เราก็ไม่มีความสุข

ความน่ากลัวของการหลงทาง

การเดินหลงทางในป่าใหญ่นั้น...น่ากลัว
หากเดินไปไม่ถูกทิศ ก็ยิ่งหลงไปเรื่อยๆ
แล้วเกิดบังเอิญ เป็นคนมีความมุ่งมั่น ขยันเข้าไปอีก
ก็ยิ่งหลงทางไปไกลอีก กว่าจะรู้ตัวก็แก่ตัวเข้าไปแล้ว
หรืออาจไม่รู้ตัวว่าหลงทางไปตลอดชีวิต
อาจมีคนมาสะกิดระหว่างทาง ว่าเฮ้ย..เราหลงทางว่ะ ก็ไม่เชื่อ
แถมด่ากลับ แล้วบอกคนที่เดินสวนทางว่า มึงยังเอาตัวไม่รอด
เพราะดันเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง เก่งเสียทุกอย่าง
เอาชนะทุกอย่างได้ ยกเว้นตนเอง
คนเราเกิดมาเคว้งคว้าง ไม่มีเข็มทิศติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ผู้คนต่างเดินไปในทางเดียวกันบ้าง กระจัดกระจายบ้าง
เข็มที่ชี้ไปในทิศที่ถูกต้อง มักต้องสวนกระแสคนอื่นอยู่เสมอ
เพราะผู้คนทั่วโลก ต่างพากันหลงทาง
ไม่รู้ว่าสาระที่แท้จริงของการเดินทางคืออะไร
ไม่รู้ว่า ตนเองเป็นใคร มาจากไหน และจะเดินไปที่ใด
พอมีคนไปถึงที่หมายมาแล้ว กลับมาเป็นครู
ครูผู้ใหญ่คอยบอกสอนไปทิศทางที่ถูกต้อง
มีตำรา มีแผนที่พาไปยังที่หมายให้
ผู้คนกลับปั้นรูปครู เอาไปทำมาค้าขาย สรรเสริญแผนที่
แทนที่จะสนใจเนื้อหาในคำสอน สนใจในเป้าหมาย
กลับเอารูปปั้นครูมาทำมาหากินซะงั้น
บางคนเป็น expert ในด้านรูปปั้นครู รู้รายละเอียดว่ามีกี่รุ่น
เป็นระดับเซียน แต่กลับไม่เคยสนใจคำสอน สาระที่ครูทุ่มเทไปค้นพบมา
คนเราจึงสนใจเพียงแค่เปลือก ไม่เคยสนใจแก่น
สนใจแต่ว่า จะจัดงานใหญ่โตสรรเสริญครูได้อย่างไร
เพื่อให้ได้เงินมากๆ เข้าองค์กรตัวเอง
แต่ไม่คิดเผยแพร่คำสอนครูให้แก่คนหลงทางทั้งปวง
ยิ่งเดินยิ่งหลง ยิ่งวิ่งก็ยิ่งไปไกล
สิ่งที่สำคัญมากสำหรับชีวิตคนเรา คือเข็มทิศที่ถูกต้อง

เพียงใส่ใจ

ของที่เคยหายเป็นประจำ
ผมสนใจว่า กุญแจป้องกันที่ดีมากที่สุด คือการใส่ใจ
ปากกาสไตลัส ที่ติดอยู่กับเครื่องโทรศัพท์ Pocket Pc หายบ่อยมาก
ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการออกแบบมา เพื่อให้มันหายบ่อยๆ ด้วยหรือเปล่า
จะได้ขายไอ้ปากการาคาแพงนี้ได้ด้วย บางครั้งที่เสียบอาจจะแน่น ก็หายได้
ผมทำหายอยู่ประมาณสามถึงสี่ครั้ง เป็นเหตุให้ต้องซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ
ครั้งสุดท้าย มันไม่เคยหายอีกเลย แม้ว่ามันจะหลวม พร้อมตกหล่นอยู่เสมอ
ผมค้นพบว่า เพราะว่ามันหลวม พร้อมหล่น เราจึงเปลี่ยนวิธีการถือใหม่
ประคับประคองบ่อยขึ้น มีสติกับมันมากขึ้นแค่นั้นเอง
มันก็ไม่หายไปไหนอีกแล้ว
ปรากฎว่าการใช้สิ่งของที่แทบจะพังมิพังแหล่
ทำให้เราใส่ใจกับสิ่งของมากขึ้น ประเด็นคือทำให้เรามีสติมากขึ้น
หากมองในมุมกลับ หากเราต้องการให้การรู้สึกตัวเกิดขึ้นบ่อยๆ
ใส่ใจต่อสรรพสิ่งบ่อยๆ จะทำให้เรามีสติบ่อยๆ โดยจำเป็น
ก็ลองใช้สิ่งของที่มันไม่สมบูรณ์ดูบ้าง
บางทีความเพียบพร้อมของเครื่องมือเกินไป ก่อให้เกิดความสบาย
ความสบายก่อให้เกิดการเพลิดเพลิน ไม่มีสติ
เวลาเช่นนั้น เราจะไม่สนใจต่อสิ่งใด ไม่มีความใส่ใจต่อสิ่งอื่น
เพราะความสนุกมันมาบดบัง
การทำตัวให้ตัวเองไม่สะดวกนั้น อาจเป็นฮวงจุ้ยของใจได้
ชีวิตจริงคนเรานั้น ไม่ต้องไปสะดวกสบายมาก
หากมากเกินไป การใช้ร่างกายและสมองก็จะน้อยลง
เป็นผลเสียมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เรามักมองไม่เห็นในทันที
เพราะมันเป็นเรื่องของผลในระยะยาว
ผลในระยะสั้น มันมักจะหลอกให้เราหลงทางว่าหอมหวานเสมอ

จึงเป็นประเด็นปัญหาว่า ทำอย่างไร เราจึงจะใส่ใจต่อทุกสรรพสิ่งได้
ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบหน้าคือ มีสติ
ผมมองแบบ Inverse คือ ดำรงตนให้อยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ไม่ต้องสบายมาก แค่นี้เราก็มีสติใส่ใจต่อสรรพสิ่งรอบข้างได้เช่นกัน

คำทักทาย

เพราะว่าอากาศในประเทศอังกฤษไม่ดี มีฝนชุกตลอดเวลา
การมีแดดออกถือว่าเป็นโชควาสนา ผู้คนจึงรีบมารับแสงแดด
(Beuatiful Sunday) โทรศัพท์จึงมีช่องหนึ่งที่เป็นช่องพยากรณ์อากาศ
ที่เรียกว่า Weather channel ต้องดูก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
ดังนั้น การทักทายกัน จึงเป็นไปเพื่ออวยพรกัน เพื่อต่อสู้ต่อไป
ขอให้มีเช้าที่ดี, ขอให้มีกลางวันที่ดี, ขอให้มีกลางคืนที่ดี
แปลมาจาก Good morning, Good afternoon, Good night

ประเทศไทยนั้น น่าสนใจมาก เราไม่มีปัญหาเรื่องอากาศ
แต่เราห่วงเรื่องการกิน เป็นห่วงความอยู่ดีมีสุข
เรามักจะทักกันว่า กินข้าวหรือยัง, ถ้าบ้านนอกหน่อย ก็จะเป็น
กินข้าวกับอะไร เป็นคำทักทายที่เกิดโดยธรรมชาติ มีนัยยะแฝง
แต่มาวันหนึ่ง มีการบัญญัติศัพท์ตามก้นฝรั่ง เป็นสวัสดีตอนเช้า
สวัสดีตอนค่ำ อรุณสวัสดิ์, สายัณห์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นการเอาหลักไวยากรณ์มาจับ
ไม่เกิดความหมาย หรือนัยยะใดๆ เลย

คำทักทายในกลุ่มญาติธรรม ของกลุ่มอโศกนั้นน่าสนใจมาก
คำว่า เจริญธรรม แทนคำว่าสวัสดี นั้นมีความหมายซ่อนอยู่
เป็นการซ่อนรหัสจิต เพื่อให้จิตซึมซับเอาคำนี้แล้วนำไว้ในจิตใต้สำนึก
เมื่อใส่ข้อมูลในทางบวกเข้าไป ผลลัพธ์จึงเป็นบวกโดยอัตโนมัติ
เมื่อทักทายกันบ่อย คำนี้ ก็ซึมเข้าไปมาก ทำหน้าที่คล้ายประโยคคำสั่ง
ให้เราเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
การบอกลา จะใช้คำว่า "สำนึกดี" ก็เป็นการผูกรหัสจิตเช่นกัน
ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน ดังนั้น การพบปะกับคนหนึ่งครั้งหนึ่ง
อย่างน้อยที่สุด จิตก็จะซึมซับประโยคทางบวกอย่างน้อยสองประโยค
ตอนทักทายและบอกลา
แทนคำว่า สวัสดีและลาก่อน อันไม่มีนัยยะใดๆ ซ่อนไว้


สงสารคนไทย

เกิดเป็นคนไทยโชคดีหลายอย่าง มีในหลวง มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์
มีประวัติที่น่าภาคภูมิใจ มีบรรพบุรุษที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเสรีภาพ
แต่สงสารที่คนไทยไม่ใส่ใจตนเอง

เรายังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ
ประชาชนยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เห็นคุณค่าของเสียงและสิทธิตน
เรามีนักการเมืองชั่วเป็นส่วนมาก มีทุนระบบนิยมหนุนพรรคการเมือง
นักธุรกิจเห็นพรรคการเมืองคือการลงทุน
พรรคการเมือง จึงทำหน้าที่เป็นบริษัทๆ หนึ่ง ทำหน้าที่ธุรกิจการเมือง
เมื่อเลือกตั้งได้แล้ว ก็ให้ประโยชน์กันเป็นการตอบแทน
งานประมูล งานก่อสร้าง งานของรัฐ สมบัติของชาติ
ก็จะตกไปอยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มนี้ เพียงหยิบมือเดียว
คนกลุ่มนี้นี่เอง ที่รวยไม่รู้จักเข็ด
เงินที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้รวย ไม่ได้มาจากไหนนอกจากชาวบ้าน
ที่ไม่รู้จักสิทธิและเสียงของตน ชาวบ้านที่รู้แต่พวกมากกันลากไป

เมื่อเราได้โจรมาบริหารแผ่นดิน โจรก็มีหน้าที่ปล้นชาวบ้านตาดำๆ ปล้นแผ่นดิน
กฏหมายเฮงซวย ก็ออกมาเอื้อให้โจรด้วยกัน ปกป้องสิทธิของกันและกัน
ผมทำงานตำรวจ ผมยังยิ้มไม่ค่อยออก เมื่อเจอแต่กฎหมายเอาใจโจร
ก็เพราะว่าโจรเป็นคนออกกฎหมาย โดยอ้างหลักการของประเทศพัฒนา
(ในเมื่อประเทศเรายังไม่พัฒนา)
เมื่อการทำงานของตำรวจไม่คล่อง ผลกรรมก็ตกมาอยู่ที่ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย
เวลามีปัญหา มีเรื่องเดือดร้อน จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ติดขัดไปหมด
ได้แต่ก้มหน้ารับกรรม เพราะว่ามันคือกฏหมาย

ตำรวจเองก็ไม่ค่อยทำงานกันเต็มที่ เพราะมัวแต่วิ่งเต้น เพื่อให้ได้ตำแหน่ง ยศ
การจะได้มาซึ่งตำแหน่ง ก็ต้องเอาใจนาย จนขนเต็มท้อง เลียมาก
ดูแลดียิ่งกว่าพ่อตนเอง จนเกินงาม
นายเองก็เห็นแก่ตัว สนใจแต่คนใกล้ตัว คนที่มีผลประโยชน์ร่วม
ไม่พิจารณาตามหลัก อาวุโสหรือความรู้ ระบบคุณธรรมจึงไม่มีในตำรวจ
ไม่วิ่ง ก็อย่าหวังว่าจะได้

ปัญหานี้แก้ได้ที่ผู้ใหญ่ ต้องหยุด เลิก รับสินบนทุกชนิด เลิกระบบพวกพ้อง
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เพราะผู้ใหญ่เอง กว่าจะมาถึงตำแหน่งนี้ได้ เขาก็มีต้นทุน
เขาก็วิ่งเต้นมาเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆ

ปัญหาก็มาลงที่ชาวบ้านอีกแล้ว ต้องทนรับกรรมไป
...สงสารคนไทย




โทษของการนอน

คนเรามีเวลานอนมากในหลุมศพ จึงไม่ควรรีบนอนหรือนอนมาก
เมื่อใดที่เราตระหนักรู้ว่า ชีวิตนั้น มันสั้นนัก เราก็จะนอนน้อยไปเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอก
คนแก่ก็มักจะนอนน้อย โดยธรรมชาติเพราะรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานนัก
และค้นพบสัจธรรมตอนแก่ จึงเข้าวัดกันตอนแก่ เพราะเริ่มกลัวการตาย
อีกทั้งยังไม่รู้ว่า ตายแล้วจะไปไหน จึงพึ่งพาวัดไว้ก่อน
ผมเองยังรู้สึกว่า เวลาผ่านไปเร็ว จริงๆ สิบปีมันแค่นิดเดียว
กระพริบตาเดียว ก็ผ่านไปสิบปี เราจะคาดไม่ถึงว่านี่อายุสามสิบแล้วเหรอ
เด็กๆ มักจะเผลอไผล หลงระเริงอยู่ว่า ยังเด็กอยู่ ยังอีกนาน แต่หารู้ไม่ว่า
หลังเรียนจบแล้วนั่นแหละ เวลามันติดจรวดได้
ความสบายมันจะทำให้เราเอนเอียงไปสู่การนอน และการหลับในที่สุด
เมื่อไหร่ที่นั่งเก้าอี้โซฟานุ่มๆ เมื่อไหร่ที่นวดแผนโบราณ เรามักเผลอไปสู่การหลับ
เก้าอี้ชั้นสวีทในเมเจอร์ซีนีเพล็ก ก็เอนพาเราจะนอนให้ได้
เราจึงมักติดว่า การพักผ่อนคือการเอนกาย
แต่แล้วสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนนำพาไปสู่การเอนกายแทบทั้งสิ้น
การนอนในที่นอนหนานุ่ม ทำให้เราเคลิบเคลิ้มกับการนอนหลับ
การอ่านหนังสือบนเตียงนอน รังแต่จะพาให้หลับ ไม่นำไปสู่การอ่าน
เมื่อเข้าไปที่ห้องนอน จึงได้บรรยากาศแต่การนอน
หากเรารู้คุณค่าของแต่ละวันที่ผ่าน เราจะใช้ประโยชน์จากคืนและวันให้เต็มที่
นอนให้น้อย พักผ่อนให้เพียงพอ (โดยทำจิตให้นิ่งเวลาหลับ จะหลับได้ลึกและไม่ฝัน)
และจะไม่มีคำว่า "ฆ่าเวลา" อยู่ในหัวเลย
เวลาสิบนาทีของนักธุรกิจพันล้าน ก็ย่อมมีค่าเหยียบล้าน
เวลาหนึ่งวินาที ของคนที่รอดตายหวุดหวิด มีค่าสูงสุดสำหรับชีวิตเขา
คนที่รู้คุณค่าของชีวิต จะไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า

หากถามคนสักสิบคน ว่าเป้าหมายของการทำงานคืออะไร
เรามักได้คำตอบว่า ต้องการรวย
ไม่แปลกหรอกที่จตุคามจะขายดีเทน้ำเททะเล
รุ่นโคตรรวย รุ่นรวยไม่มีเหตุผล รุ่นรวยไม่เลิก รุ่นมหาเศรษฐีฯลฯ
แล้ววันหนึ่ง เราก็รู้ว่า ต่อให้รวยแค่ไหนก็เอาไปไม่ได้
สิ่งที่เอาไปได้คือจิตเราเท่านั้น ที่มันสะสมเอาเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตติดไปด้วย
วันคืนอันมีค่าของแต่ละคนจึงต่างกัน เพราะเป้าหมายต่างกัน
คุณค่าของแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป
การนอนมากนั้น มีโทษมากกว่าคุณแน่นอน
จึงมีศีลข้อหนึ่งในศีลแปดที่บอกว่า ไม่นอนบนที่นอนหนานุ่ม สูงใหญ่
วัตถุประสงค์อาจเป็นไปเพื่อ ไม่ให้เราติดอยู่กับการนอนมาก หลงไหลการหลับ
และหัดให้เราอยู่ติดดิน เพื่อลดความสำคัญตนเองลงมา


ไม่พอใจตัวเอง

ตัวเล็กอยากสูง
ผมเห็นชาวจีน ยอมเสียเงินมหาศาลเพื่อต่อกระดูก ให้ได้ความสูงอีกแค่ 5 เซ็นติเมตร
เมื่อถามความเห็น เขาบอกว่า มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
แต่เขาหารู้ไม่ว่า เขาได้ทำลายศักกายภาพตนเอง
โดยการฝืนกฎธรรมชาติ โดยการทำลายตนเอง
เพียงแค่ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่
เมื่อใดที่คาดหวังมาก เขาก็จะผิดหวังมากเช่นกัน
มันเป็นแรงสะท้อนกลับ
หญิงซึ่งคิดว่า ผู้ชายคงสนใจเพราะเธอสูงขึ้นอีก 5 ซม.
แต่แล้วเธอก็จะเสียใจเช่นกัน ที่เธอทำตัวผิดธรรมชาติไป 5 ซม.

ผมเองก็ตัวเล็ก เคยคิดอยากสูง แต่เมื่อใช้ชีวิตในโลกระยะหนึ่ง
ก็เห็นว่าไม่จำเป็น
ผมสงสารฝรั่งตัวใหญ่ๆ ที่กระดูกเปราะ
สงสารเวลานั่งเครื่องบิน แล้วทรมาน เพราะที่นั่งมันแคบเล็ก
ยิ่งบินนานๆ เป็นสิบชั่วโมงแล้วจะรู้โทษของการที่มีตัวใหญ่
ความกระทัดรัด ทำให้เราเป็นคนคล่องตัว
หญิงซึ่งตัวเล็ก จะแก่ช้ากว่าหญิงที่ตัวโต
เพราะอัตราการเผาผลาญทรัพยากรในร่างกายต่างกัน
ผมนอนคดคู้ในรถได้ เพราะตัวไม่ได้ใหญ่คับรถ
ตัวใหญ่มาก ก็ยิ่งใช้ทรัพยากรมาก เปลืองเนื้อที่มาก
เปลืองผ้าที่ใช้ตัดเย็บมาก กินก็มาก แต่ประโยชน์น้อย
บางทีเราคิดว่า โชคดีเสียอีกที่เกิดมาตัวไม่โต

การเกิดเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง หรือเป็นหญิงแต่ทำตัวเป็นชาย
ผมไม่รู้หรอกว่าเกิดจากอะไร แต่ที่เคยเห็น กระเทยที่แปลงเพศฉีดนมทั้งหลาย
ส่วนใหญ่ก็ลงเอย ด้วยเรื่องทางเพศทั้งสิ้น
การที่หญิงทำตัวเป็นชาย ก็มักมีอารมณ์รุนแรง เกินกว่าชาย
สิ่งที่เห็นเป็นอย่างเดียวกัน คือ ทั้งสองแบบมีความล้นเกินพอดี
กระเทย ก็จะทำตัวเป็นหญิง จนเกินความเป็นหญิง
ด้วยกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าเป็นหญิง ก็เลยทำตัวเป็นหญิงจนเกินงาม
ส่วนหญิงแท้ รู้ตนเองอยู่แล้วว่าเป็นหญิง จึงไม่ต้องทำตัวเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเป็นหญิง
เพราะเป็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ส่วนทอม ก็มักเลียนแบบท่าผู้ชาย จนเกินหน้าชาย ทำตัวสูบบุหรี่
ทำท่ากวนตีน พูดจาห้วน ขึ้นเสียงมึงกู ทำให้เท่ห์ ด้วยกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าเป็นชาย
จนล้นความเป็นชาย ซึ่งชายแท้มักจะสุภาพกว่าทอม

ไม่ว่าอะไร ก็เกิดจากการไม่พอใจตนเองทั้งสิ้น
ไม่สนใจในธรรมชาติของตน ทำใจไม่ได้ ไม่ยอมรับสภาพของตน
ผมไม่รู้ว่าปลายทางชีวิตเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร
แต่เขาต้องแบกภาระความเป็นปมด้อยไปตลอดชาติ
เก็บกด รู้อยู่แก่ใจตลอดไป แม้ว่าจะแสวงหาเกียรติยศมาเป็นเครื่องการันตี
เป็นมิสอาคาซา หรือใบรับรองใดๆ แม้กระทั่งการแปลงเพศ
แต่สิ่งหนึ่งที่คงอยู่กับเราไปชั่วนิรันดร์ คือการโกหกตัวเอง
คนเราโกหกตนเองได้ ประสาอะไรจะโกหกคนอื่นไม่ได้

จงมองบุคคลเหล่านั้น เป็นบุคคลน่าสงสาร ไร้ที่พึ่ง หมดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ
สนใจแต่เรื่องทางเพศ ไม่ยอมรับธรรมชาติ โกหกตนเองและผู้อื่น
เราอาจมองน่ารำคาญบ้าง ทุเรศบ้าง น่ารังเกียจบ้าง เป็นชายแต่งกายเป็นหญิง
เป็นกระเทยแต่งชุดนักศึกษาหญิง และสังคมก็เริ่มยอมรับ ด้วยอ้างคำว่า สิทธิมนุษยชน
เป็นบรรทัดฐาน ความวิกฤตก็แปรปรวนหนักขึ้น จนน่าใจหาย
เพราะเราแอบอิงค่านิยมตะวันตก มาเป็นบรรทัดฐานแบบไม่ลืมหูลืมตา

แต่หากเรามองเขาด้วยความเข้าใจ ความรู้สึกด้านลบจะหายไป
แล้วเราจะรู้อีกข้อหนึ่งว่า ความงามตามธรรมชาตินั้นแหละ คือที่สุดของความงาม

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

สาระของการฝืนใจตน

ผมสังเกตุได้ว่า เมื่อใดที่ฝืนใจตน เมื่อนั้นเราจะได้คุณค่ามาก
การกินอาหารไม่อร่อย แน่นอนว่าเป็นการฝืนใจ
ข้าวกล้องย่อมไม่อร่อยและน่ากินกว่าข้าวขัดขาว
แต่คุณค่ามันสูงสุด ไม่เสียทีที่เกิดเป็นข้าว
ระหว่างการกินที่ไม่อร่อยนั้น เราจะเห็นใจเรากระเพื่อม
ชัดเจนมากเสียกว่าการกินอาหารที่ถูกปาก
เมื่อไหร่ที่กินไม่อร่อย เราจำใจต้องฝืน
เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ เพื่อเป็นน้ำมันให้เครื่องยนต์
เมื่อนั้น เราจะเกิดการรู้สึกตัวที่ชัดเจน เข้าถึงสาระของการกิน
เข้าถึงสาระของข้าวกล้อง
การหัดฝืนนี้ เป็นเครื่องมือที่จะสร้างเรือชนิดหนึ่ง เรียกว่าสติ หรือการระลึกรู้
ผมเลือกเอาการกิน มาเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะคนเรากินอยู่ทุกวัน
การกินนั้น มันแสดงผลชัดเจน
เมื่อใดที่เรากินแบบอร่อยเสียแล้ว
เราจะเพลิดเพลิน หลงไหลไปกับความอร่อยนั้น จนขาดสติไป
ท่านั่งก็จะนั่งแบบสบาย หลังคด นั่งไขว่ห้าง เอาแขวนเท้าโต๊ะ
การจะต่อให้สติกลับมานั้นยากลำบาก เพราะระดับของสภาวะของใจ
นั้นมีระดับต่ำเกินไป ที่จะสังเกตได้
แต่หากการกินที่ไม่อร่อยเมื่อใด เราจะต้องฝืนใจอย่างสุดฤทธิ์
รู้ตัวอยู่ทุกคำเคี้ยว แล้วเข้าใจว่าการเคี้ยวแล้วกลืนนั้น เป็นไปเพียงเพื่อ
เอาสารอาหารเท่านั้น
เมื่อจิตใจเกิดการตั้งมั่น ว่าจะต้องกินให้หมด
ท่านั่ง จึงต้องเป็นท่าของความตั้งใจไปโดยปริยาย โดยที่เราไม่รู้ตัว
กลายเป็นนั่งตัวตรง ท่าทางการกินจึงเต็มไปด้วยความนิ่มนวล
ไม่รีบร้อน แต่ใจจะมาแน่นิ่งอยู่ที่การใช้ช้อนตักอาหาร
ดังนั้นแล้ว ถ้ามีโอกาส ผมจะเลือกอาหารที่มีชอบบ้าง
ผสมกับไม่ชอบ มันเป็นกุศโลบาย เพื่อให้เรานิ่งอยู่กับการกิน
มันเป็นฮวงจุ้ยแบบง่ายๆ ที่จะทำให้เราเกิดการรู้สึกตัวทุกขณะ
ผมเคยอ่านเจอในพระสูตรคลับคล้ายคลับคลาว่า
ภิกษุพึงฉันอาหาร ให้เสมือนหนึ่งว่าฉันเนื้อบุตรของตนฉะนั้น

การฝืนใจที่จะอาบน้ำเย็น ก็เช่นกัน
เมื่อใดที่เราอาบน้ำอุ่น เราจะสบาย เผลอไผลไปกับความสบายนั้น
ความรู้สึกตัวย่อมไม่อยู่กับเรา
แต่ถ้าเมื่อใดที่อาบน้ำเย็น ทั้งรู้อยู่ว่าฝืนใจ
แต่เราจะได้สาระเต็มๆ จากการอาบน้ำเย็น
ได้ทั้งสติรู้สึกตัว แล้วยังได้สุขภาพแข็งแรงอีกส่วนหนึ่ง

การทำสิ่งที่ฝืนใจ แต่เปี่ยมด้วยสาระนั้น
เป็นสิ่งที่ควรทำ คิดค้นที่จะทำ
ผมจึงเข้าใจประโยคเด็ดนี้แล้วคือ
"ฝืนไว้ได้กำไร ตามใจขาดทุน"

ลดความสำคัญ

กิจกรรมการลดความรู้สึกว่าตนเองสำคัญนั้น น่าสนุก
เราจะมีการรู้สึกตัวมากขึ้น(สติ) นั่นคือสิ่งที่เราหวังมากที่สุดในชีวิตนี้
การที่เราหยิ่งผยอง คิดว่าตนเองนั้นสำคัญมาก ต้องมีเกียรติ ศักดิ์ศรี
ผู้ใดจะหมิ่นหรือดูแคลนมิได้ การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ ล้วนเป็นโทษหนัก
ในภายภาคหน้า(อ้างถึงหัวข้อ อยากสำคัญ)

ผมยังค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ที่จะลดความสำคัญของตนลงไป
มีลูกน้องโทรมาบอกในเรื่องที่ผมรู้อยู่แล้ว แทนที่เราจะบอกว่า
รู้แล้ว ไม่ต้องพูดต่อ
แต่พึงระลึกว่า ข้อความที่เขายอมเสียเงินค่าโทรศัพท์มาบอกเรา นั่นคือ
ความหวังดี จงรับฟังและขอบคุณเขา ปลายสายเขาจะชื่นใจมากเสียกว่า
การที่เราทำเป็นอวดดี แล้วเบรคเขา

ผมพบอีกอย่างหนึ่งว่า การนอนเสื่อก็ลดความรู้สึกสำคัญตนได้เช่นกัน
เผอิญว่าไปตรงกับ ศีลข้อหนึ่งในศีลแปด เกี่ยวกับไม่นอนบนที่นอนสูงใหญ่
ศีลข้อนี้ บัญญัติขึ้นมาเพราะอะไรผมไม่รู้
แต่ผมรู้ของผมว่า
การนอนกับพื้น ทำให้ความรู้สึกเราอยู่ติดดิน ไม่หยิ่งผยองโดยอัตโนมัติ
รู้สึกเสมอว่าต้อยต่ำ ทุกวันนี้ผมกลับมีความสุขในการนอนเสื่อ
มากกว่าการนอนบนเตียงอันหนานุ่ม
ในขณะที่คนอื่นๆ นอนอยู่ระดับเหนือเรา
เรานอนอยู่ระดับล่าง มันเป็นฮวงจุ้ยของใจ ไปโดยอัตโนมัติ
มันทำให้เราเกิดการถ่อมตน สำคัญตนเองน้อยลง

ผมยังพบต่อไปอีกว่า
การกราบพระก่อนนอนนี่แหละ ยังช่วยได้มาก
การที่มือและศรีษะกราบจรดแทบพื้น นิ่งๆ มีสติระหว่างกราบนี่แหละ
เป็นความรู้สึกวิเศษ
การที่หัวติดพื้น เป็นการลดความสำคัญของตนออกไปโดยสิ้นเชิง
เป็นการกราบบุคคลที่ควรบูชา ไม่ใช่เพียงแค่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แต่รวมถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พี่ เพื่อนหรือแม้กระทั่งน้องที่น่าเคารพ
คนเรามักจะรีบกราบแบบลวกๆ ให้เสร็จเร็วๆ เหมือนรีบร้อนจะไปเสียชีวิตที่ไหน
โดยไม่ได้คำนึง ถึงสิ่งที่ควรเคารพระหว่างกราบ
การกราบของสันติอโศกนั้น น่าสนใจมาก
ทั้งศรีษะและมือจะค่อยๆ แผ่ไปข้างหน้า พอจรดพื้นก็จะแช่อยู่ราวห้าวินาที
ช่วงที่แช่อยู่นั้น คือช่วงที่ดีที่สุด ที่จะระลึกถึงสิ่งที่ควรสักการะ
เป็นวินาทีแห่งการรู้สึกตัว
คนเรามักจะติดที่ชอบทำอะไรเร็วๆ
การที่ช้าบ้าง จะทำให้คิดอะไรได้มากขึ้น เข้าถึงสาระของมันได้ชัดเจนขึ้น
การเข้าถึงสาระของการกราบก็เช่นกัน

การลดความสำคัญของตนเองนั้น เป็นการหยุดต้นเหตุแห่งความเสียใจทั้งปวง
ที่จะตามมา เป็นก้อนมหึมาที่เราไม่คาดคิดมาก่อน
วันหนึ่ง จากยศนายพัน อาจต้องถูกไล่ออก
มาเป็นคนขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือขับตุ๊กๆ
เพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ถามว่าทำใจได้หรือไม่
วันหนึ่งที่แฟนเรา สุดที่รัก ไปมีคนใหม่ หรือทิ้งเราไป
ถามว่าทำใจได้หรือไม่
วันหนึ่งที่ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ถูกลักขโมยไป หรือไฟไหม้บ้าน
เราจะทำใจได้หรือไม่
วันนั้น เราจะเข้าใจถึงคุณค่าของการลดความสำคัญของตน
การไม่ยึดเหนี่ยวในสิ่งที่ตนมี สละออกไปได้โดยง่ายดาย

วันพุธที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ตากฝนเสียบ้าง

ตอนเป็นเด็กเรามักจะชอบเล่นน้ำฝน
ทำไมโตขึ้น เราต้องรีบหลบเข้าร่มพอฝนเริ่มปรอย
เพราะเราเรียนรู้จากคุณครูสอนเสมอว่า เป็นเหตุให้เกิดหวัด
จริงๆ แล้วฝนมีประโยชน์มหาศาล
อากาศจะสะอาดมาก เพราะชำระฝุ่นละอองในอากาศ
ชาวยุโรปชอบเดินตากฝน ไม่หลบเข้าร่ม เพราะรู้ว่าเป็นแค่ฝนแบบปรอยๆ
ที่ผมตกใจคือ แม้กระทั่งเด็กทารก พ่อแม่เขาก็ปล่อยให้โดนฝน
จนเป็นเรื่องปกติ
ทำให้ผมมาคิดทบทวนสูตร จึงเข้าใจแล้วว่า
พิษอยู่ที่ไหน ยาแก้พิษก็อยู่ที่นั่น
เซรุ่มแก้พิษงู ก็เอามาจากงูนั่นแหละ
ปัญหาใจที่เกิดขึ้น ก็แก้มันที่ใจ จะไปดูหนัง ฟังเพลง กินเหล้าแทนไม่ได้
ต้องแก้ให้ถูกจุด
กลัวจะเป็นหวัด ก็เดินตากฝนเสียบ้าง
ร่างกายจะได้มีภูมิคุ้มกัน

เดี๋ยวนี้เห็นมีเครื่องฟอกอากาศขาย
มีเครื่องกรองน้ำ ที่กรองละเอียดไม่ให้เหลืออะไรเลย นอกจากโมเลกุลของน้ำล้วนๆ
จริงๆ น้ำที่เรากิน เราอาจไม่ได้ต้องการแค่น้ำ
มันยังมีแร่ต่างๆ เชื้อโรคต่างๆ ที่เราต้องการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง
ไม่ต้องไปสะอาดมาก
เด็กที่คลุกอยู่กับกองดินกองทราย มักจะแข็งแรงกว่าคุณหนูขี้โรคในห้องแอร์
ปล่อยให้ร่างกายผจญกับความเป็นจริงบ้าง



สิ่งที่ติดตัวไปโลกหน้า

ไม่ต้องเสียใจว่าเกิดมาชาตินี้ ไม่ได้เรื่อง
ไม่เป็นไร คนเราเตรียมตัวไปเกิดชาติหน้าได้
เสียดายที่ทรัพย์สินเงินทอง หมื่นล้าน หามาชั่วชีวิต
กว่าจะโกงประเทศมาได้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้
แต่สิ่งที่ไป คือจิตเรา
ผมมาวิเคราะห์ทบทวนดูแล้ว เข้าใจว่า
จิตเรานี้มีคุณสมบัติที่มันจะต้องติดตัวไป
คนเราเกิดมา ลักษณะนิสัยจึงแตกต่างกันไป
ตามเหตุที่ได้ทำไว้ในชาติก่อนๆ
เทียบเคียงกับคุณสมบัติของสสาร คุณสมบัติของเพชร
เพชรแม้ว่าอยู่ที่ไหน ก็เป็นเพชร ก็ยังแข็งแกร่ง อันนี้คือคุณสมบัติของเพชร
ทองคำ ไม่ว่าจะไปปนเปอยู่ในหิน ดิน โคลน
ก็ยังเปล่งปลั่ง ไม่ทิ้งคุณสมบัติตน
คุณสมบัติของการเป็นคนเป็นต้นว่า
ความเมตตา อ่อนน้อม หรือ ความอาฆาต ชอบแค้น ดุร้าย
เป็นคุณสมบัติของจิตที่สะสมการกระทำต่อสัตว์และเพื่อนมนุษย์
ว่ากระทำดีหรือร้ายเช่นไร หากตลอดชีวิตเขาสะสมแต่การฆ่าฟัน
จิตย่อมซึมซับเอาการอำมหิตไว้โดยไม่รู้ตัว

การเป็นคนโลภมาก อยากได้มาก หลงอยู่ในระบบทุนนิยม
หรือเป็นคนที่มีแต่ให้ เป็นคุณสมบัติของจิตที่หลงทางอยู่กับศีลของ 2

การเป็นชายหรือหญิง ก็มีที่มา ผมไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ว่า
หากเป็นชาย ฝักใฝ่แต่เรื่องสตรี จิตใจก็หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องของหญิง
การไปเกิดใหม่ จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นหญิง เพราะจิตซึมซับแต่เรื่องของหญิงไป

การปิดบัง หรือพูดจาเหลวไหล ไร้สาระ เมื่อพูดมากๆ เข้า จิตจะหดหู่
ไม่ผ่องใส่ เพราะมีการปิดบังซ่อนเร้น อำพราง

การกินเหล้า เบียร์หรือสิ่งมอมเมาทั้งหลาย อันนี้บั่นทอนศักกายภาพของสมอง
จิตจึงซึมซับเอาความไม่มีสติกลับไปด้วย การไปเกิดใหม่ อาจจะไปเกิดเป็นคนโง่
หรือถ้าหนักมาก อาจจะคนปัญญาอ่อน เพราะจิตมันซึมซับอาการที่สมองมึนชาไปด้วย

ศีล จึงเป็นเรื่องที่คนในโลกปัจจุบันทำได้ยาก
ผมเองก็ยังคิดว่ายาก แต่ก็พยายามอยู่
มันไม่ใช่กฎใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
มีที่มา มีสาเหตุ
พกไว้วันนี้ ติดตัวไปโลกหน้าได้

วันอังคารที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

เห็นตนเอง

ตอนเป็นวัยรุ่นผมเคยอ่านวิธีสะกดจิตตัวเอง และเคยลองทำ
เคยได้ผลครั้งหนึ่ง
การหลับแบบลึกสุด
เริ่มจากสั่งตนเองให้พักผ่อน มีความรู้สึกให้ร่างกายได้พักผ่อน
ตั้งแต่ปลายเท้า ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ให้มีความรู้สึกว่าพักผ่อนจริงๆ
ผ่านตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงศรีษะ เมื่อพ้นศรีษะไปแล้ว ก็หลับเลย
การหลับแบบนี้ จะไม่มีการฝันเพราะจิตนิ่ง
ประมาณ 15 นาทีแล้วตื่น จะสดชื่นมาก
แต่ผมไม่ได้ฝึกต่อ

ผมค้นพบเหตุการณ์ใหม่ น่าสนใจมาก
ผมนั่งเล่นในรถ แล้วเกิดง่วงนอนมาก
แต่ตอนนั้น การฝึกดูจิต ดูกาย ดูใจ ของผมมันต่อเนื่อง
(หมายถึงการมีสติ รู้สึกตัว)
การง่วงนอน จึงรู้ตัวว่าจิตมันง่วง แล้วเราก็บังคับไม่ได้เสียด้วย
ผมมองเห็นจิตมันค่อยๆ หลับ แต่ไม่ได้เห็นด้วยตา แต่รู้ว่ามันหลับ
แค่ระยะเวลาไม่นาน พอจะตื่น จิตตัวเดิมก็สั่งให้ตื่น
พอลืมตาแล้วปรากฎว่าสดชื่นมาก เหมือนนอนหลับเต็มที่
อัศจรรย์มาก
คนเราสามารถรู้ตนเอง ในเวลาหลับได้

ไอดารี่

การบันทึกประจำวัน หรือไดอารี่นั้นสำคัญมาก
ในทางการสืบสวน เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ได้เกือบทั้งหมด
เมื่อมีคดีฆาตกรรม หรือการฆ่าตัวตาย หรือแม้กระทั่งคดีคนหาย หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคน
สิ่งแรกที่ผมจะค้นหาคือไดอารี่
เป็นกุญแจที่ไขปริศนาได้แทบทุกอย่าง และรวดเร็วที่สุด

ตอนเป็นเด็ก เรามักเห่อซื้อไดอารี่มาเก็บ เพราะดูเหมือนเท่ห์
เพราะผู้ใหญ่บอกให้เขียน หรือลองเขียน
จริงๆ แล้วอาจเขียนได้ประมาณสิบหน้า
หน้าแรกจะยาวหน่อย แล้วค่อยๆ ลดลงมา
กล่าวถึงแค่ตื่นนอนกี่โมง ไปโรงเรียน กินข้าว เจอหมา กลับบ้าน เข้านอน
เมื่อเหตุการณ์มันซ้ำๆ ซากๆ เราจะค่อยๆ ลดการเขียนลง
จนกระทั่ง เห็นว่าไม่สนุก หมดความตื่นเต้นแล้ว เลิกดีกว่า

จริงแล้วสาระในการบันทึกในแต่ละวันนั้น คือการได้ทบทวนตนเอง
ตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนถึงก่อนเข้านอน ว่าได้ทำสิ่งใดอันเป็นสาระบ้าง
หากไม่มีอะไรเป็นสาระ ก็จะได้ตั้งต้นใหม่
เป็นการนึกทบทวนโดยละเอียด
เป็นการหัดจินตนาการกับการเขียนบันทึก
(Immagination is more important than knowledge, อัลเบิร์ต ไอสไตน์)
เป็นการฝึกให้สมองได้มีงานทำ จะได้ระลึกรู้มากขึ้น
ดังนั้น การตั้งต้นในวันต่อไป จึงมีการระลึกรู้มากขึ้น ใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น

ด้วยความที่เรามองชีวิตในชาตินี้ เป็นแบบฝึกหัดเล่มใหญ่
มันอาจมีการทดลองบ้างในแต่ละวัน ว่าลองทำอะไร
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับใจเราบ้าง เราสามารถพิสูจน์สมมติฐานได้หรือไม่
สิ่งนี้ต่างหาก กลายมาเป็นแก่นสารในการบันทึกในแต่ละวันของผม
โลกยุคนี้ หรือโลกยุคไหน มนุษย์ล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น มีรัก โลภ
ผสมปนเปอยู่ตลอดเวลา ต่างกันเพียงแค่วัตถุที่ใช้และวิธีการ
ไม่ว่าจะไปเกิดในอีกหมื่นปีข้างหน้า คนก็ยังเหมือนเดิม
แต่วิธีการอาจจะล้ำยุค ลึกซึ้งกว่าโลกปัจจุบันนัก
การบันทึก จึงย้ำไปที่การดูความกระเพื่อมของใจ
เหตุการณ์ในแต่ละวัน มันมีอะไรบ้างที่สอนเรา โดยธรรมชาติ

รูปแบบการบันทึกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
เดิมต้องเป็นสมุดเล่มน่ารัก แต่ ณ วันนี้ ผมกลับเลือกการพิมพ์จากคอมพ์ฯ
เมื่อวัตถุมีการพัฒนา ผมก็จะใช้ประโยชน์จากวัตถุให้สูงที่สุดด้วยเช่นกัน
สมุดนั้น มีคุณค่า คลาสสิค เป็นลายมือแท้ๆ น่าเก็บสะสม
แต่ถ้าไฟไหม้บ้านก็เจ๊ง หรือปลวกกิน ก็หมดประโยชน์
เก็บไว้แต่ในบ้าน ผู้อื่นจะมาสรรหา คัดเอาประโยชน์แก่นสารใดๆ ไปมิได้
แม้จะอ่านได้ แต่ก็อ่านลายมือได้ยาก
การโพสขึ้นอินเตอร์เนต จึงเป็นไปเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ด้วย
การบันทึก จึงต้องระวังการใช้คำไปโดยอัตโนมัติ ไม่ให้ตกไปสู่คำที่ชั่ว
เป็นการขัดเกลาตนเอง ในแต่ละวัน เป็นการใช้เวลาในทางที่ถูกต้อง
เป็นการสอนตนเอง แล้วทดลอง, สรุปผลด้วยตนเอง
อีกประการหนึ่ง ผมพิมพ์ได้เร็วกว่าการเขียนหลายเท่านัก
จึงเลือกการโพสขึ้นอินเตอร์เนตเป็นที่ตั้ง
วันหนึ่ง เซิฟเวอร์อาจจะพัง ข้อมูลอาจจะหายก็ไม่เป็นไร
คิดซะว่าไฟไหม้บ้าน
สาระจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวสมุดสวยงาม หรือโฮสดี
แก่นแท้ๆ ของการบันทึก คือการดำเนินไปเพื่อปรับทางเดินจิตเราต่างหาก




วันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

อยากสำคัญ 2

กิจกรรมการลดความสำคัญตนเองของผมยังดำเนินต่อไป
เพราะเรารู้ว่า การสำคัญตนนั้น มีโทษหนักเช่นไร
(อ้างถึงหัวข้อ อยากสำคัญ)
เหมือนผมกำลังทดลองทฤษฎีอะไรบางอย่าง
มันรู้สึกสนุก ตื่นเต้น อยากรู้ผล แต่การเรียนรู้ผลนั้น
เราต้องมีเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่ใช้ตรวจสอบ วัดผล วิเคราะห์
ถ้าเป็นงานวิจัย ก็อาจใช้โปรแกรม SPSS
แต่การวัดที่จิตใจนั้น ไม่มีเครื่องมือใดที่เที่ยงแท้แม่นยำ
เครื่องมือนั้น เราต้องสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง นั่นคือ การรู้สึกตัว
ผมกำลังหัดสร้างเครื่องมือนี้อยู่

คำขอโทษและขอบคุณ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นง่ายๆ
ที่ควรทำให้เป็นอัตโนมัติ
นอกจากนี้ยังพบว่ามีอย่างอื่นอีก ที่เป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปเพื่อ
เป้าหมายของเรา
ผมจอดรถข้างทาง แต่ตรงข้างทางมีพ่อค้าแม่ค้าขายของ
ซึ่งบังร้านของเขา เต็มๆ ผมกลัวเค้าจะแช่งเพราะเขามองมา
พอลงจากรถเลยไปบอกเค้าว่า ขออนุญาตจอดทำธุระแป๊ปนึงคับ
เค้ายิ้มให้ บอกว่าตามสบายเลย
อย่างนี้เรียกว่า Win Win ทั้งคู่
ผมรู้สึกเย็นวาบขึ้นไปที่สมอง อารมณ์เหมือนตอนหยุดรถกราบพระ
แล้วจะขออาสาไปส่งพระ
มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน
ผมรู้สึกเย็นใจอยู่นานหลายชั่วโมงเชียว
การค้นพบนี้ เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อว่าผมเดินมาถูกทาง
ของกิจกรรมการลดความสำคัญตนเอง

You are what you eat

ครั้งหนึ่ง ประโยคนี้กลายเป็นประโยคเด็ดของกลุ่มชีวจิต
You are what you eat
กินอะไร ก็เป็นอย่างนั้น
อาหารที่กิน ส่งผลถึงสุขภาพ การเลือกกินจึงสำคัญมาก
กินมากก็มีโรคภัยมาก ที่ไม่ใช่เพียงแค่อ้วน
แต่เป็นการเพิ่มสารแปลกปลอมที่ปนกับอาหารเข้ามาในร่างกาย
สาระจึงไม่ได้อยู่ที่แค่ว่า กินอะไร แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมที่
กินเมื่อไหร่ กินกี่ครั้ง กินทำไม
กินมาก ร่างกายสะสมมาก ใช้งานไม่หมด ก็เปลี่ยนไปเป็นส่วนเกิน
กินหลายครั้ง ร่างกายทำงานมาก ง่วงเหงาหาวนอน สุขภาพไม่ดี
หลายครั้งที่เรากิน จำเป็นต้องกินเพราะว่ามันเป็นยา
ยาเพื่อให้ร่างกายเราอยู่รอด
การกินเพื่อให้อร่อยนั้น เป็นส่วนเกินของชีวิต
พระพุทธพจน์ระบุว่าการกินอาหารมื้อเดียว ร่างกายจะแข็งแรงที่สุด
วิทยาศาสตร์บอกว่า อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด

จริงๆ แล้วการกิน มองทะลุได้ถึงจิตใจ
บางคนแค่เห็นวัวเดินผ่านก็น้ำลายไหล
การกินเจ หรือมังสวิรัตินั้น เป็นกุศโลบายให้คนมีจิตใจอ่อนโยน
เมตตาต่อสัตว์ เมื่อทานไปนานๆ จะฝังลึกเป็นโปรแกรมในจิตใจ
ว่าสัตว์คือเพื่อนเรา
การกินเผ็ด ยังสื่อถึงมีจิตใจเร่าร้อน รุนแรง
อาหารที่กินยังบีบไปถึงการทำงานของจิตใจได้ด้วย
การกินไข่มาก อารมณ์ทางเพศก็มาก
การกินบุฟเฟ่ จะทำให้เสียสมาธิ จะเกิดความโลภว่า
สิ่งนั้นก็อยาก สิ่งนี้ก็อยาก เน้นปริมาณจนลืมไปว่า
กินเป็นยา เพื่อให้ร่างกายอยู่รอด
กินเพื่อเข้าถึงสาระของการกินจริงๆ

เราต้องกินอาหารที่ไม่อร่อยบ้าง
เพื่อจะได้สำนึกที่แท้จริง ว่าแม้ไม่อร่อยเราก็ยังต้องกัน
เพียงเพื่อให้ร่างกายมันอยู่ได้แค่นั้นเองจริงๆ
การที่เราต้องกินข้าวกล้องบ้าง แม้มันจะไม่สวย
แต่สาระการกิน มันไม่ใช่การกินความสวย
เราต้องการวิตามินจากมันต่างหาก
การกินอาหารไม่อร่อย หรือเอามาผสมๆ กัน
นั้นคือการฝึกชนิดหนึ่ง ที่ต้องมีบ้าง
เพื่อตระหนักถึงสาระจริงๆ ของการกิน
เมื่อไหร่ที่เราจะเอาแต่อร่อย มันส์ลูกเดียว
เราจะเผลอไผล ติดกับดักที่เราสร้างไว้เอง
จะกินทีไร ก็ต้องให้มันอร่อย จะต้องดิ้นรนไปหาที่มันอร่อยล้วนๆ
หากไม่ถูกปาก ก็เป็นเดือดเป็นร้อน เซ็ง ไม่กินเอาเสียดื้อ
ต้องดั้นด้นขับรถไปไกลๆ ไปที่มันขึ้นชื่อ มีตราประทับรับรองความอร่อย
กินเสร็จแล้ว ก็แค่อิ่ม สาระท้ายสุด ก็แค่อิ่ม
แต่เมื่อไหร่ที่เรากินอะไรก็ได้ กินเพื่อสาระมันจริงๆ
เราจะไม่วิตก เบื่อ เซ็ง ไปกับอาหารใดๆ
เราไม่ได้กินเปลือก แต่กินแก่น กินสาระจริงๆ
เราจะกลายเป็นผู้อยู่ง่าย กินง่าย สุขุม นุ่มเย็น
กินข้าวร้านไหนก็ได้ มีตราหรือไม่มีตราอะไรก็ได้
กินได้หมด เพราะเรากินสาระ ไม่ได้กินเปลือก
หรือกินความงามของอาหาร





วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

อยากสำคัญ

ผมค้นพบอีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์ทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ
อยากให้คนอื่นมองเห็นความสำคัญของตนเอง
อยากเรียกร้องความสนใจ
จึงต้องมีที่นั่ง VIP แม้แต่รถทัวร์กระป๋องก็ยังติดป้ายว่า VIP
อเมริกันจึงต้อง Express จะเป็นบัตรแบบธรรมดาไม่ได้
ที่นั่งชั้น Eco กับ Bussiness Class จึงต้องต่างกัน
คลับต่างๆ จึงมี "พิเศษเฉพาะสมาชิก"
ขนาดก๋วยเตี๋ยว ยังมีชามพิเศษ 30 บาท
เด็กๆ วัยรุ่นล้วนอยากเป็นดารา นักร้อง นักดนตรี
อยากได้รับสัมภาษณ์ขึ้นปกนิตยสาร
อยากเป็นดาวเด่น ดาวมหาลัย เชียร์หลีดเดอร์ หรืออะไรก็ตามที่โดดเด่น
เด็กๆ วัยรุ่นที่เต้นแร็ปในห้างเพื่ออยากให้คนดู
สาวๆ ที่ต้องแต่งตัวให้สวยในงานราตรีสโมสร หรืองานแต่งงานเพื่อน
ที่เหมือนกับจะแข่ง แย่งความสำคัญไปจากเจ้าสาวตัวจริง
คนเราจึงต้องจัดงานวันเกิด เพื่อให้ทุกคนมาสำคัญตนเอง
กลุ่มม๊อบที่อดอาหาร กรีดเลือดประท้วง
การร่ำเรียนสูงๆ จนได้ด๊อกเตอร์
ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล อยากมีคนมาเยี่ยมหา

แม้กระทั่งคนรัก เราก็อยากเป็นคนสำคัญที่สุดของคนที่เรารัก
แต่นั่นเป็นหลุมพราง เป็นกับดักที่แสนเจ็บปวด ที่เราไม่รู้ตัว
ที่เราสะสมมันมาตั้งแต่เล็กจนโต
เมื่อใดที่ถูกลดความสำคัญ
เมื่อใดที่ VIP ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับระดับสามัญชน
เมื่อใดที่ไม่มีใครมางานวันเกิด
เมื่อใดที่คนรักไม่สนใจใยดี
เมื่อนั้นภัยพิบัติจะมาถึงตัว เพราะแพ้ภัยตนเอง แพ้กับดักที่ขุดหลุมพราง
ไว้ให้กับตนเอง โดยไม่รู้ตัว

ไม่ต้องแปลกใจกรณีที่เวลาวัยรุ่นอกหัก มักจะชกกระจกให้แตก
(พฤติกรรมเลียนแบบ MV)
เอามีดกรีดข้อมือตนเอง หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย
ล้วนเป็นกระบวนการที่เรียกร้องความสำคัญจากคนที่เราคาดหวัง
ว่าจะเห็นความสำคัญของเรามากที่สุด
ด้วยคาดหวังว่า ถ้าฉันบาดเจ็บแล้ว เธอจะสนใจฉันบ้างหรือเปล่า
เพราะคาดหวังว่า ถ้าฉันตายไป เธอจะใยดีฉันบ้างไหม
จึงเกิดประชดประชันด้วยการฆ่าตัวตาย กรีดข้อมือตนเอง
เพียงเพราะอยากให้คนที่คาดหวังมากที่สุด
เห็นความสำคัญ
VIP ถูกต้อนรับเยี่ยงสามัญชน ก็จะเดือนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ
ว่าไม่ให้เกียรติ
พ.ต.ท.ถูกที่คนไม่รู้ เรียกว่า จ่า
ด๊อกเตอร์ โดนนักศึกษาซักถามให้จนมุม
ล้วนมีพฤติกรรมไม่พอใจ โกรธ โมโห

กระบวนการที่สะสมความสำคัญตนเองนั้น
มีมาตั้งแต่เรายังเด็กจนกระทั่งโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
ตัวใหญ่ก็ต้องล้มดัง ตกจากที่สูงย่อมเจ็บหนัก
เมื่อสะสมมาก เรียกร้องมาก ก็ต้องเจ็บปวดมาก

เราลองเดินถอยหลัง ลดความสำคัญตนลงทีละหน่อย
อะไรก็ได้เท่าที่นึกได้ กระบวนการที่จะลดความสำคัญตนเองลงมา
จนกระทั่งเราเอง หมดความสำคัญไปในที่สุด
ไปสู่สามัญลักษณ์ในที่สุด
เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อนั้นเราเองคงเป็นอิสระจากการสำคัญตน
ภาษาธรรม เรียกกันว่าหมดความถือตัว ถือตน

ประเทศฝั่งตะวันตกให้ความสำคัญเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมาก
เป็นพื้นฐาน เป็นวัฒนธรรมที่มีมาช้านาน
เริ่มจากไอเดียที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน
แต่สาระตรงนั้น คือ จะต้องไม่สำคัญตนว่าตนเอง เหนือกว่าใคร
เราจึงเห็นว่าฝรั่งเขาให้เกียรติกันและกันมาก
แต่ประเทศเรา กลับมีเจ้าขุนมูลนายเยอะแยะเต็มไปหมด
การดิ้นรน ผลักดันให้ตนเองอยู่เหนือผู้อื่น มีอำนาจเหนือคนอื่น
จึงเร่าร้อนและรุนแรงกว่าที่ไหนๆ
มันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย และไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เลย
เพราะว่ากระบวนการเหล่านี้ มันอยู่ในภาษาที่เราพูด
เราพูดกับนาย เราพูดเรียบร้อย เวอร์ชั่นหนึ่ง
เราพูดกับยาม เราก็พูดอีกแบบหนึ่ง
เราพูดกับเด็กเสริฟ เราก็พูดอีกแบบหนึ่ง
เราพูดกับท่านผู้ใหญ่ ผู้บัญชาการ เราแทบจะลิ้นสากมีแต่ขนเพราะเลียมาก
มันอยู่ในวัฒนธรรม อยู่ในคำพูด เป็นโปรแกรมจิตของคนในประเทศเรา
ที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ พอกพูนโดยไม่รู้ตัว ก่อสร้างระบบขึ้นเอง
ในขณะที่ประเทศตะวันตกมีเพียงคำว่า "You & I"
ตามคอนเซ็ปความเท่าเทียมกัน ที่ไม่ใช่ปรากฎแค่เป็นกฎหมาย
แต่อยู่ในภาษาที่เขาพูด จนเป็นอัตโนมัติเช่นกัน

หากไม่รู้เท่าทัน เราก็จะดิ้นรนไต่เต้าขึ้นไป เพื่อให้ได้รับเกียรติ
เป็น VIP เพื่อให้คนอื่นมาพูดกับเราโดยใช้ภาษาอีกระดับหนึ่ง
เมื่อดิ้นมาก ก็ไขว่คว้ามาก ทรมานมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งเปลือกอันสวยงาม
แล้วก็เสียใจมากกับการจากไปของเปลือกเช่นกัน
มาแล้วก็ไป มาเพื่อไป

การดำรงตนเพื่อให้ตนเองมีความรู้สึกว่าสำคัญตนน้อยลง
จึงเป็นคำตอบ จึงสวนทางกับกระแสที่เชี่ยวกราก
เริ่มได้ด้วยการให้เกียรติผู้อื่นเสมอ แม้ว่าเขาจะเป็นยาม แม่บ้านทำความสะอาด
คนกวาดถนน หรือพนักงานเก็บขยะ
อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ รู้จักพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษ บ่อยๆ
กับทุกคนแม้ว่าเขาจะเป็นใครก็ตามจนเป็นนิสัย
นี่คือฮวงจุ้ยของใจ เมื่อเราทำจนเป็นอัตโนมัติ
ก็เท่ากับเราลดอารมณ์ที่เรารู้สึกว่าอยู่เหนือคนอื่นลงไปได้มาก
เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมของการเท่าเทียมแบบฝรั่ง เรามีแต่เจ้าขุนมูลนาย

ยิ่งเราอยู่สูง ยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้คนยิ่งจะรักมาก
รวงข้าวที่อ้วนท้วนเต็มรวง ก็จะโน้มพวงลงต่ำเช่นกัน
ยิ่ง ผอ.พูดกับคนทำความสะอาดห้องน้ำ ด้วยความสุภาพ
ผอ.ก็จะยิ่งได้รับความเคารพอย่างสูงจาก พนักงานเช่นกัน
ด้วยใจจริง แต่ไม่ใช่ด้วยอำนาจ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัว
แต่ด้วยความเคารพจากใจจริง



อารมณ์ที่สะสมไว้ตั้งแต่เด็กจนโต ว่าฉันสำคัญนั้น...น่ากลัว

เป็นที่บ่มเพาะความโกรธเกลียดชิงชัง เบื่อหน่าย รำคาญ เศร้าหมองทุกชนิด

เป็นขุมและบ่อดักความเจริญของจิตใจ เป็นที่มาของการตายแบบไร้ค่า

เป็นที่มาของความทุกข์หลากชนิด หลายแบบหลายลาย

จงค้นหาสิ่งที่อยากทำจริงๆ ทำแล้วมีความสุข ทำเพราะไม่ใช่ต้องการให้คนอื่น

มาเห็นความสำคัญ ทำแม้กระทั่งทำอยู่คนเดียวก็มีความสุข ทำเพราะไม่ใช่หวังในยศ เกียรติ

หรือเลื่อนขั้น สิ่งนี้เองจะพาเราหลบหลุมบ่อของการสำคัญตนเหนือผู้อื่น

นั่นคือการทำการงานชอบนั่นเอง






สังคมเมือง เสื่อมอย่างไร

เราได้ยินบ่อยมาก ที่ว่า "คนเราเจริญแต่วัตถุ แต่จิตใจเสื่อมลง"
ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับคำพูดนี้ ว่ามันจริงของมัน
แต่ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร
รถไฟฟ้าที่วิ่งรวดเร็วให้ความสะดวก ตึกสูง ห้างสรรพสินค้าใหญ่โต
รถยนต์ ฯลฯ เต็มบ้านเต็มเมือง จนไม่มีพื้นที่ของธรรมชาติ
ธรรมชาติ ป่าไม้ ลำธาร คือครู ผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะสอนให้คนรู้จักกฎธรรมชาติ
คนเมืองจึงไม่รู้ว่า ก้อนหินสอนอะไรเราได้บ้าง
ใบไม้ที่ร่วงหล่นบอกอะไรเรา เพราะมัวแต่สนใจ MV
หรือติดตามแต่ความรักสามเส้าของดารา
ไม่รู้ว่าธรรมชาติสอนอะไร
พอว่างหน่อยก็ไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า
ชีวิตในแต่ละวัน ซึมซับอยู่กับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
พอร้อนก็เปิดแอร์ แทนที่จะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

การไม่ได้อยู่กับธรรมชาติ เป็นเรื่องใหญ่
เป็นเรื่องวิกฤติของสังคม ที่ขาดการเรียนรู้กฎธรรมชาติ
แต่ดั้นด้นแทบเป็นแทบตายเรียนกฎหมาย
การเรียนรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ
จะทำให้คนเรา ไม่ยื้อแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ
ไม่ฆ่าฟัน ชิงดีชิงเด่น
ตรงกันข้าม กลับจะเอื้อเฟื้อแบ่งปัน มีน้ำใจ ให้อภัย
เป็นไปโดยธรรมชาติ
จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดๆ ขึ้นมาบีบบังคับพฤติกรรมมนุษย์

สังคมเมือง จึงดิ้นรน เป็นวัวพันหลัก ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น
ยิ่งเจริญมาก วัตถุมาก คนยิ่งโลภมาก ชิงดีชิงเด่นมาก
กฎหมายก็ต้องมากเช่นกัน
เมื่อสร้างสิ่งหนึ่ง ก็ต้องสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาควบคุม ควบคู่กันไป
เมื่อมีอินเตอร์เนต ก็ต้องมีกฎหมายอิเล็คทรอนิคมารองรับ
กฎหมายเป็นพันฉบับก็ไม่มีประโยชน์
ถ้าการบังคับใช้กฏหมายไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ตำรวจยังรับส่วย คนยังหยิบยื่นส่วยให้
ตำรวจก็คือคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมเมือง ที่ประกอบไปด้วยความโลภเช่นกัน
ถูกการชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งเข้าครอบงำ
ต่อให้ดิ้นรนเรียนจบเป็นเนติบัณฑิต ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้
เพราะการแก้ไขที่แท้จริงแล้ว ไม่ได้แก้ที่จะต้องมีกฎหมายใหม่
หรือขันน๊อตตำรวจ ปรับกระบวนการยุติธรรม
แต่ต้องแก้ที่ ทำอย่างไรไม่ให้คนในสังคมเกิดความโลภ
แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
เป็นอยู่อย่างพอเพียงตามกฎธรรมชาติ
ไม่หลงไหลในระบบทุนนิยม เงินนำหน้า

เมื่อไหร่ที่คุณธรรมมาก่อน เมื่อนั้นกฏหมายใดๆ ก็ไม่จำเป็น
เราก็คงไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ ทหาร กระบวนการยุติธรรม
คุณธรรมจึงเกิดจากการเรียนรู้ในธรรมชาติที่แท้จริง
เข้าใจในกฎธรรมชาติ ปฏิบัติตนดำรงอยู่ในธรรมชาติ
เข้าใจสาระจริงๆ ของชีวิต
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติและมีครูชี้แนะแนวทาง
ธรรมชาติจะแสดงตัวอย่าง การทดลองต่างๆ ให้เห็นด้วยตัวเราเอง
ไม่ต้องท่องเอาจากหนังสือ
แต่เป็นความเข้าใจ

การที่พระเกจิต่างๆ ต้องหลบเข้าไปบำเพ็ญอยู่ในป่าระยะแรกๆ
ก็เพื่อรู้ซึ้งถึงกฎธรรมชาติ หลีกหนีสังคมเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังด้านลบ
ธรรมชาติจะให้พลังในด้านบวก ต้นไม้ใหญ่จะให้ออกซิเจน
ที่ไม่ใช่ความเย็นจากแอร์
การใกล้ชิดธรรมชาติและเรียนรู้กฎธรรมชาติ จึงเป็นคำตอบที่แท้จริง
ของมวลมนุษยชาติ
ที่กำลังสร้างโน่นสร้างนี่ หนีห่างออกจากธรรมชาติ
แต่ในใจลึกๆ กลับโหยหาธรรมชาติ
จะทำก็ได้แต่เพียงจำลองวัตถุ
จำลองเครื่องเสียงระบบเซอร์ราวเลียนเสียงธรรมชาติ
เปิดซีดี ฟังเสียง นก เสียงน้ำไหล
โดยไม่อยากออกไปไหนไกล
เพราะสังคมเมืองทำให้มนุษย์ติดสบาย ร้อนก็เปิดแอร์
ไม่อยากเดินก็นั่งรถ, เหงาก็เล่น MSN (ขาดทักษะเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แท้จริง),
หนาวก็มีเครื่องทำน้ำอุ่น (จนติดว่าอาบน้ำทุกครั้งก็ต้องอาบน้ำอุ่น),
ทำอาหารก็มีเตาแก้ส มีไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อน(ไม่รู้คุณค่าของฟืน)
จะกินอาหารก็ไปฟาสฟู๊ด (ไม่รู้จักคุณค่าของการเตรียมอาหาร ไม่คำนึงถึงบุญคุณชาวนา)
เมื่อสบายมาก ในขณะเดียวกันก็บ่มเพาะ
ความขี้เกียจไปในตัว ไม่อยากออกไปค้นหาธรรมชาติที่แท้จริง
ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่เรียนรู้ธรรมชาติ ต้องอาศัยเวลาที่แท้จริงของมัน
จึงจะแสดงผล เพราะฉะนั้นช่วงแห่งเวลาที่ธรรมชาติแสดงให้ดู
เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ จะได้หยุด นึกคิด ไตร่ตรอง
การติดไฟ โดยใช้ฟืน จะต้องใช้เวลา ช่วงเวลานั้น ธรรมชาติจะสอน
ให้เราตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ กว่าเราจะได้กองไฟกองหนึ่งขึ้นมา
แต่มนุษย์สังคมเมือง ติดสบาย รวดเร็ว ต้องการคำตอบทันที
ต้องการสูตรลัด โดยไม่ต้องคิด ต้องการรวยแบบไม่มีเหตุผล
เหมือนการทำจตุคามรุ่นล่าสุด ต้องการถูกหวย (รวยแบบไม่ต้องทำงาน)
ไม่เข้าใจสาระของความช้า ไม่เข้าใจว่าความช้านั้น สอนอะไรเราบ้าง

เมื่อมนุษย์ถูกกล่อมเกลาด้วยวัตถุ
เห็นความสำคัญของวัตถุเป็นหลัก ก็ไม่เห็นหัวธรรมชาติ
ไม่เห็นแก่พระแม่ธรณีที่เหยียบย่ำกันมาตั้งแต่เล็กจนโต
เพราะเกิดมาก็เห็นแต่พื้นซีเมนต์และยางมะตอยเต็มบ้านเต็มเมือง
ไม่เห็นแผ่นดินที่เป็นผืนดินจริงๆ
เห็นแก่ความสุขส่วนตัว จึงพร้อมยินดีที่จะแลกธรรมชาติ
กับสิ่งที่ตนอยาก และอยากให้เหนือกว่าผู้อื่น
ยอมสร้างบ้านไม้สักหลังใหญ่ เพื่อที่จะอยู่กันเพียงไม่กี่คน
กับไม้สักนับร้อยต้นอันเป็นที่อาศัยของสิงห์สาราสัตว์น้อยใหญ่
เมื่อไม่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ จึงเกิดการทำลายธรรมชาติ
เมื่อกฎธรรมชาติเวียนมาถึง เกิดน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก
คนก็ได้แต่โทษธรรมชาติ โทษชะตา เวรกรรม
แต่ไม่เคยนึกโทษตนเอง ไม่สำนึกตนเอง
ไม่เคยรู้ว่า การสร้างสังคมเมือง นำความเสื่อมมาสู่อย่างไร

การเรียนรู้กฎธรรมชาติ คือการเรียนรู้ธรรม ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั่นเอง
การหยุดสร้างสังคมเมือง คือคำตอบส่วนหนึ่ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ที่การปลูกการศึกษาที่ถูกต้องให้มนุษย์
โดยเอาคุณธรรมนำหน้าเรื่องเงิน









ความละเอียดของการลักขโมย

วันก่อนซื้อนมขวดละ 11 บาท
วันต่อมา ที่ร้านเดียวกัน ขวดเท่าเดิม ขนาดเท่าเดิม 23 บาท
ทำไมราคาห่างกันเยอะจัง
ผมมองว่าวันก่อนพนักงานในร้านอาจติดราคาผิด จึงไม่ได้พูดอะไร
แต่พอกลับมาที่รถ จะสตาร์ทรถ มีความคิดกลับมาวูบหนึ่งว่า
ถ้าเขาติดราคาผิดจริง เราควรจะไปจ่ายส่วนที่ยังค้างของวันก่อน
นึกได้ผมเลยรีบไปบอกเค้าว่า สองวันนั้น ราคามันไม่ตรงกัน

มองได้ว่า การที่เราไม่ได้ทักท้วงอะไรแต่แรก
เพราะเรากลัวว่า เราจะต้องเสียในส่วนต่างให้เขาคืน
มันคือความโลภที่แอบแฝง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เหมือนเราเก็บกระเป๋าตังค์ได้ แล้วไม่ส่งคืน
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าของวิ่งเต้นค้นหาอยู่
มันทำให้เราจิตใจขุ่นมัว เพราะการปิดบังซ่อนเร้นความจริง
ในขณะเดียวกันก็ขุ่นมัวมากขึ้นเพราะมีความโลภเป็นเหตุ

ดังนั้นการเดินเข้าไปบอกความจริง และเสียตังค์ในส่วนที่เราควรจะต้องเสีย
จะทำเราไม่ติดค้างหนี้สินใดๆ ต่อกัน แล้วก็อีกอย่างคือ สบายใจ
ปรากฎว่าพอเข้าไปที่ร้าน บอกเค้าว่าอันเดียวกันแต่ราคาไม่เท่ากัน
น้องคนขายบอกว่า
อ๋อ..มันเป็นโปรโมชั่นในแต่ละวัน

วันศุกร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ไม่ดีพอ ไม่รักดี

ผมได้ยินคำว่าฉันไม่ดีพอ แล้วรู้สึกแปลกๆ
คนเรานั้น ไม่ควรดูแคลนคุณค่าตนเอง
อย่านึกโทษตนเอง ว่าเป็นคนไม่รักดี (ตามเพลง)
เมื่อใดที่เราตั้งจิตว่าไม่ดี เราก็ไม่ดี ตามที่โปรแกรมของจิตตั้งไว้
ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดี แต่ถูกสังคมชักลากไป จนเห็นผิดเป็นชอบ
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่าประชดตนเองว่าเป็นคนไม่รักดี

คุณความดี คือคุณค่าของคน ไม่ใช่ความรวย

เพราะทรัพย์สมบัติเอาติดตัวไปไม่ได้ แต่ความดีจะติดตัวเราไปตลอดกาล
เมื่อดีมาก ก็เป็นคนที่มีค่ามาก
เหมือนเพชร ทับทิม ทอง ที่เนื้อดีมาก ก็มีราคามาก
อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำตัวให้มีค่าหรือไม่
ถ้าเราทำตัวเหลวแหลกไปวันๆ
คุณค่าเราอาจจะไม่เทียบเท่าคนกวาดถนน คนเก็บขยะ

ที่เขายังมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
ถ้าดีไม่ได้ ก็ควรยกมือไหว้คนกวาดถนนและคนเก็บขยะเสีย

แม่เหล็กก็ดึงดูดแม่เหล็กด้วยกัน หิน กรวดทรายในแม่น้ำก็มีการแยกกันอยู่
เป็นธรรมชาติ หากเราดี เราก็จะเจอคนดี

หากเราร้าย เราก็จะพบแต่คนร้ายๆ เจอแต่เรื่องร้ายๆ
วันหนึ่ง เราอาจได้แฟนเป็นโจร อย่าได้โทษเขาที่เขาเป็นโจร
ให้มองดูที่ตนเองว่าเราทำตนเองให้มีคุณค่ามากน้อยเช่นไร

ถึงได้ดึงดูดโจรมาอยู่ด้วย
ก็เหมือนกับแม่เหล็ก หากเราเป็นคนดี ก็จะดึงดูดคนดีมาอยู่ด้วย
หากเราร้าย ก็จะดึงดูดคนร้ายๆ มาอยู่ด้วย

อย่าไปโทษที่เขาร้าย ให้โทษที่ตนเองก่อนที่ทำตัวร้ายก่อน

ทุกอย่างมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ
ก็เหมือนอัญมณี ที่มีค่ามากก็น่าทะนุถนอม คนเราก็เหมือนกัน
การทำตัวมีคุณค่า ก็ย่อมน่าทะนุถนอม น่ารัก น่าเก็บรักษากว่าคนที่เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ
เราจะเลือกเป็นอัญมณี หรือเลือกเป็นก้อนหินที่มีอยู่เกลื่อนกลาด

ก้อนหินมีอยู่มากเพราะไร้ราคา เหมือนคนชั่วที่มีอยู่มากเพราะไม่รู้คุณค่าแห่งชีวิต
ไม่รู้ว่าความดีนั้นมีค่าอย่างไร

ความดีงามนี้แหละ จะรักษาคุณค่าของเรา ไว้ให้นาน
จะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่าทิ้งความดี
"จงลืมอดีตเสีย แล้วตั้งต้นใหม่" ไม่มีคำว่าสายเกินไป

การบอกกล่าวจึงทำได้เพียงแค่ชี้นำ เปรียบไปเหมือนกับชี้ให้เห็นประตู
การเดินออกประตูจึงเป็นหน้าที่ของท่านเอง
ที่จะคิดตรึกตรองดูว่า เราจะเป็นอัญมณีหรือเป็นก้อนหิน
หากเราเลือกก้อนหิน (เพียงเพราะว่าจะประชดใครหรือประชดตนเองแค่ชั่ววูบ)
ก็ไม่ต้องมาเสียใจใดๆ ในภายหลัง ว่าไปเจอก้อนหินเช่นกัน
อย่าเชื่อในเนื้อเพลง ที่อาจทำให้เราหลงทาง ที่สนองแค่อารมณ์ชั่ววูบ
เนื้อเพลง ไม่ใช่คำสอนที่จะเอามายึดเป็นที่ตั้ง
บทเพลงในโลกปัจจุบันเป็นเพียงการค้าในโลกทุนนิยม
ที่หวังแต่จะได้กำไร ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
เขาเพียงแค่เขียนให้สะใจคนฟัง ถูกอารมณ์ แต่ไม่ได้คิดจะสร้างสรรค์ใดๆ
หรือชักจูงไปในทางที่ถูกต้อง
ฟังเพลงได้ แต่อย่ายึดเอามาเป็นหนทางดำเนินชีวิต

จงระวังเพื่อนชักจูงไปในทางที่ผิด
การคบมิตร จึงสำคัญมาก จึงเป็นมงคลข้อแรกของชีวิต
เมื่อใดที่ทุกข์ร้อน การฟังคำชี้นำที่ผิด จะทำให้เราคิดผิด
และทำผิดไปตลอดกาล โดยไม่รู้ตัว อาจจะสะใจในตอนแรก
แต่ขมตอนปลาย
ทำให้เรา ไขว้เขว สับสน และตัดสินใจทำไป
เพียงเพื่อเอาใจเพื่อน
เกรงใจเพื่อน กลัวเพื่อนจะดูแคลน กลัวเสียเพื่อน
แต่ในข้อเท็จจริง เพื่อนนั้น อยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวก็แยกจากกันไป
เดี๋ยวก็ไปมีครอบครัวกันใหม่ เดี๋ยวก็เรียนจบ ไปตามทิศทางของตน
สิ่งที่หลงเหลือไว้ คือ การตัดสินใจของเราขณะนั้น มันส่งผลไปถึงอนาคต
เราจะเสียใจภายหลังไม่ได้ เพราะเราเลือกเชื่อเพื่อน
แทนที่จะเลือกการเชื่อตนเอง
ยามสับสน ต้องทนทุกข์นั้น สำคัญมาก
หากมีเพื่อนไม่ดี ชี้นำในทางที่ผิด ก็จะผิดพลาดไปตลอดชีวิต
การตัดสินใจในเรื่องหนึ่งๆ นั้น สำคัญเสมอ แม้เป็นเพียงเรื่องเล็ก
ก็เป็นเหตุไปสู่เรื่องใหญ่
การเด็ดดอกไม้ ย่อมสะเทือนถึงดวงดาวฉันใด
ทุกสิ่ง จะเป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ
เพื่อนดีนั้นหาได้ยาก มีน้อย เรามักมองไม่เห็น หรือมักขัดใจเราเสมอ
เพื่อนที่จะอยู่กับเราไปตลอดชาติ นั่นคือตัวเราเอง เป็นเพื่อนของตัวเอง
ยามมีปัญหา หากมีเพื่อนไม่ดีแล้ว ก็อย่ารับฟังเสียดีกว่า
เพราะจะมีแต่คำปลอบโยนที่เต็มไปด้วย ความชิงชัง ยุยง ยุแหย่
ไม่สร้างสรรค์ใดๆ มีแต่จะทำลาย แต่ฟังดูดี ทำให้เราสบายใจแค่ชั่วครู่
แล้วก็บาดเจ็บในบั้นปลาย เหมือนน้ำผึ้งที่อาบใบมีดโกนอยู่
ท้ายที่สุด เมื่อไม่มีเพื่อนหลงเหลืออยู่แล้ว ก็เพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมา
ผิดตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นคือ สายเกินไป
การได้อยู่ลำพังคนเดียว อยู่กับตนเอง เรียนรู้ตนเอง
ยังมีประโยชน์มากกว่า

การที่จะเป็นเพชรได้ ก็ต้องผ่านความร้อน หนาว การขัดถู
แรงกดดันนานัปประการ เพชรจึงได้ชื่อว่าเพชร แข็งแกร่ง
มีคุณสมบัติในทางวัตถุที่นิยมว่าเลิศ มีราคา หาได้ยาก
แม้จะผ่านอุปสรรคใดๆ ก็ยังทรงคุณสมบัติเดิมตั้งแต่ต้นจนเป็นเพชร
เพชรจะไม่แปรเป็นหิน แม้อยู่ท่ามกลางหิน ทราย กรวด

คนที่ดีนั้นหาได้ยากก็เหมือนกับเพชร ต้องผ่านแรงกดดันนานัปประการ
ถูกแรงเสียดทานจากสังคมและโลกที่สับสน
แต่ต้องทรงคุณสมบัติของความดีดั้งเดิม ขัดเกราตนเอง
แม้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง ชนหมู่มาก ก็ไม่ทิ้งคุณสมบัติเดิมของตน
ไม่หลงแปรเปลี่ยนธาตุเดิมของตน

การดูแคลนตนเองว่าไม่ดีพอ หรือไม่รักดี ทำไม่ได้
จึงเป็นการดูแคลนศักกายภาพตนเอง ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้น
หินทุกก้อน ล้วนแล้วแต่มีโอกาสเป็นเพชร ถ้าแข็งแกร่งพอ

คนเราคนหนึ่ง เกิดมาก็ผลาญทรัพยากรโลกไปจำนวนมากแล้ว
เราอย่าได้ผลาญให้มากขึ้นกว่าเดิม เพียงเพื่อสนองความต้องการ
อันไม่มีสาระของตนเองเลย




วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

หมาเจ็บ คนเศร้า

ธรรมชาติของหมา
เมื่อไหร่ที่บาดเจ็บ จากการถูกกัดมา มันก็จะมาหลบเลียแผลรักษาตัวเอง
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากหมา
เมื่อไหร่ที่ทรมาน จะอยากอยู่คนเดียว หลีกหนีจากผู้คน
ไม่ออกไปไหน หรือหากออกไปก็ไปในที่เงียบสงบ
คิดนึก ทบทวน เรียนรู้ แม้ว่าจะเอาดีไม่ได้เสียทีก็ตาม
ธรรมชาติของคนที่ผมเคยเห็น หรืออาจเคยเป็น
จะหลบหนีจากความทุกข์ ไปหาสิ่งที่ตัวเองเรียกว่าสุข
อาจไปกินเหล้า, อาจนอนหลับให้นานที่สุด, ไปดูหนัง, ไปเที่ยว
อยู่กับเพื่อนให้มากที่สุด, กินยากล่อมประสาทฯลฯ
รวมทั้งหมด สาระมันก็คือ การซื้อเวลา
พยายามหนีจากห้วงเวลาแห่งความทุกข์ ให้มากที่สุด
แต่แล้วก็พบว่าเมื่อสร่างเมา, เมื่อตื่นนอน, เมื่อหนังจบ
เมื่ออยู่คนเดียว ความทุกข์นั้นไม่ได้หายไปไหน
ยังวนเวียนตามมาหลอกหลอน ทำให้ต้องดิ้นรนหนีมันไปอีก
โดยการไปหาความสุขวิธีต่างๆ เท่าที่ตนเองนึกได้
แต่แล้ว ความทุกข์นั้นก็กลับมาอีก มันไม่ได้หายไปไหนเลย
มันยังอยู่ที่เดิม เพราะสาเหตุแห่งทุกข์มันไม่ได้รับการแก้ไข
มันจะหายไปได้อย่างไร
มนุษย์จึงเชื่อกันว่า เวลาเท่านั้นจะช่วยรักษาสภาพจิตใจ
การต่อเวลาด้วยการออกไปโน่นนี่นั่น, ดูหนังฟังเพลง, กินเหล้า, เม้าท์กับเพื่อน
จึงเป็นเพียงการซื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด
เพื่อให้เวลาที่ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์กลบเกลื่อนเรื่องราวในใจ
แต่ในท้ายที่สุด มันก็ยังแอบฝังลึก คั่งค้างคาอยู่ในใจไม่เลือนหาย

อาการป่วยทางจิต มันมีผลข้างเคียงสู่ร่างกายเสมอ
ตัวร้อน นอนไม่ค่อยหลับ กินอะไรไม่ค่อยได้ มันเป็นอะไรของมัน
เมื่อจิตหดหู่ ร่างกายจึงหดหู่ตามไปด้วย
ผมกลับมานั่งที่อ่างแก้วอีกครั้ง
ฟ้า น้ำ ภูเขา พระจันทร์เสี้ยวและดาว ก็ดูเหมือนจะหดหู่เช่นกัน
มันไม่เหมือนกับ ฟ้า น้ำ ภูเขา พระจันทร์เสี้ยวและดาว ยามที่เราสนุกเฮฮา
ยามสิ้นไร้ไม้ตอก, สติมักจะหดหายอยู่เสมอ
ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของอารมณ์พาไป
การสั่งตัวเองให้รู้สึกตัวนั้น จึงฝืนทำไม่ได้
นั่นหมายถึง การสั่งให้ตนเองมีสติ จึงทำไม่ได้เช่นกัน
ผมถูกความโศกเข้าครอบงำ เหมือนเป็นรังสีมืดดำแผ่ปกคลุมอยู่
ทั้งหมดล้วนเกิดจากใจของเราทั้งสิ้น
ฟ้า น้ำ ภูเขา ดวงดาว ไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย
ความงามของมันยังอยู่เท่าเดิม แต่สิ่งที่แปรเปลี่ยนคือใจเรา
เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไร้แก่นสาร ไร้สาระ
มันช่างเหมือนม้าพยศ เอาชนะได้ยาก ควบคุมไม่ได้
เหมือนปูที่คนพยายามจะจับใส่กระด้ง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอื่นใด ก็คือใจเรานี่เอง
มันคือผีร้าย ตัวที่ร้ายกาจที่สุด ยิ่งกว่าผีใดๆ ในโลก
หลอกเราได้แม้กระทั่งยามหลับ ยามตื่น ทั้งวัน ไม่เลือกเวลา

แม้ยามมองสิ่งของเก่าๆ เสื้อผ้า, เส้นทางเดิมๆ
ร้านเดิมๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่มีภาพเดิมๆ ผุดขึ้นมา
มันจะเป็นอะไรไปได้เล่า นอกจากใจของตนเองที่ไม่ได้รับการฝึกมา
คนเราแพ้ตนเองอยู่เสมอ ถูกตามใจด้วยตัวของเราเอง
ตั้งแต่เล็กจนโต ใจจึงเสียง่าย เป็นของต่ำทราม น่ารังเกียจ
เอาแต่ใจตัว เหมือนลูกคุณหนูที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก
ยามทุกข์โศกเวลาจึงเคลื่อนไปอย่างช้าๆ
กว่าจะผ่านไปได้แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง
บางทีผ่านไปแค่หนึ่งวัน ผมกลับรู้สึกนานเป็นอาทิตย์
เพราะเราจดจ่อกับมัน ซึมเศร้าไปกับมันทุกๆ วินาที
เวลาตกนรกก็คงเป็นเช่นเดียวกัน
ตรงกันข้ามยามที่เราเฮฮา เวลากลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวเดียวก็หนึ่งวันแล้ว

ผมมองชีวิตเป็นแบบฝึกหัดเล่มใหญ่
หากรู้วิธีการ ก็จะแก้โจทย์ได้ง่าย
หากงมเข็มอยู่ ก็จะหลงทิศ จนไม่สามารถแก้โจทย์ใดๆ ได้เลย
แต่หากรู้สูตรลัด ก็จะถึงคำตอบโดยไว
เป็นกฏเดียวกันกับคณิตศาสตร์
ทุกอย่างล้วนแต่อาศัยการฝึก
ชีวิตดำเนินไปด้วยโจทย์แบบต่างๆ แต่เราไม่เคยนำมาพิจารณาให้เป็นแบบฝึก
เรามัวหลงทางด้วยความสุขแบบการซื้อเวลา เพื่อให้เวลาเป็นตัวช่วย
เราคอยแต่จะหลบหนีมัน ดิ้นรนเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้เร็วที่สุด
หากมีเพื่อนรุมล้อม ดูเผินๆ ก็เหมือนมาให้กำลังใจ
แต่อีกแง่หนึ่ง เพื่อนกลับพูดจาโน้มน้าว ชักจูง นำพา ยุยง
จนเราไร้จุดยืน ไม่มีหลักแก่น เอนเอียงไปมา
หรือไม่ ซ้ำร้าย เรากลับไปฟังเพลงที่มันมีแต่ทิ่มแทงใจ
ซ้ำเติมให้กับตนเองเจ็บปวด, ไม่แพ้ไปกว่าการดูภาพถ่ายเก่าๆ
เพื่อตอกย้ำถึงความรวดร้าว เอาแต่สะใจตามอารมณ์ของตนเอง
แต่เรากลับไม่เคยนั่งนิ่งๆ อยู่เดี่ยวๆ ดูใจ นึกย้อน ค้นหาสาเหตุ
จิตใจจึงไม่ได้รับการฝึกใดๆ เมื่อถึงคราวก็จะทุกข์ทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นวัฏจักรวนเวียนไป ไม่รู้หน่าย ไม่รู้เข็ด
อย่าหนีมัน แต่ให้อยู่เรียนรู้มัน ให้รู้ถึงแก่นแท้ของมัน
ผมอยากรู้ซึ้งถึงวันที่มันเชื่องแล้ว
“จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้”