วันศุกร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

สละร่างกาย

ผมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายแล้วไม่ลืมว่า
หยิบชุดเอกสารการบริจาคร่างกายมาเซ็นต์ด้วย
การบริจาคร่างกายนั้นน่าสนใจมาก ไม่นับการบริจาคให้สาวๆ
ผมพบว่า ร่างกายคนเราเมื่อตายไป ควรจะทำให้เกิดประโยชน์
ที่นอกจากการเผาทิ้ง หรือฝังดิน
คนตายนั้น น่ารังเกียจกว่าหมาแมวตาย แล้วยังน่ากลัวอีก
ไม้ที่ตายแล้ว ยังเกิดประโยชน์เอามาทำฟืน
คนที่ตายก็ตายไปแล้ว ร่างกายก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
นอกจากผลาญให้ลูกหลานจัดงานศพหมดเป็นแสนๆ
แล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา ที่เรียกกันเป็นปกติว่า คนตายขายคนเป็น
ผมพบว่าการเอามาให้นักศึกษาแพทย์เรียนนั้น
ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่เจอขณะนี้
ในเอกสารคู่มือนั้น มีสองทางเลือกคือให้ชำแหละ กับเหลือเป็นโครงกระดูก
ผมอยากเป็นโครงกระดูกที่ห้อยโตงเตง
เพราะมันอยู่ได้นานหลายชั่วคน เรียนได้หลายรุ่น
เกิดมาชาติหน้าผมอาจเป็นนักศึกษาแพทย์
มีโอกาสมาศึกษาโครงกระดูกตัวเองก็ได้ ใครจะไปรู้
แต่โรงพยาบาลก็เล่นตัว เงื่อนไขเยอะเหลือเกิน
เป็นโรคนั้นโรคนี้ก็ไม่เอา ตายอุบัติเหตุก็ไม่เอา
อยู่ไกลเกิน 200 กิโลเมตรก็ไม่ง้อ
จนผมมีความรู้สึกว่าอยากจะไปตายที่โรงพยาบาลเหลือเกิน
จะได้ไม่เดือดร้อนใคร
ผมไม่รอช้าที่จะเซ็นต์เอกสารบริจาคร่างกายทันที
เพราะเห็นว่ามีประโยชน์มากเหลือเกิน
ญาติก็ไม่ต้องเสียเงินค่าทำศพที่วัด
นักศึกษาแพทย์ก็เรียกเราว่าอาจารย์ใหญ่
การอุทิศร่างกาย เป็นกุศโลบายที่ทำให้เราติดยึดในรูปร่าง
ในร่างกายน้อยลง มันไม่ใช่ของเรา
เรายืมของท่านมาใช้ชั่วคราวหนึ่งที่มีชีวิต
หากเราไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ก็เท่ากับเราเป็นหนี้แผ่นดิน
การอุทิศร่างกาย ยังทำให้เรากลัวการตายน้อยลง
เพราะอย่างน้อย เรารู้แน่ชัดแล้วว่า ร่างของเราก็มีที่ไป

โรงพยาบาลคืออะไรกันแน่

ผมไปโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อตรวจร่างกาย
ผมรู้สึกไม่แตกต่างจากไปตลาดนัดสักเท่าไหร่
เพราะคนเจ็บมากเหลือเกิน มากจนเบียดเสียดหนาแน่น
ผมสงสารคนเจ็บ สงสารหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ด้วย
มันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันจบสิ้น และมีแนวโน้มว่าคนเจ็บป่วยจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
หรือว่า นี่เป็นผลสะท้อนของการเติบโตแบบสังคมเมือง
เราอยู่บนถนนเดินดิน เราไม่มีโอกาสรู้หรอกว่า
ผู้คนป่วย ทางร่างกาย เป็นทุกข์เป็นยาก มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน
ยังไม่นับการเจ็บป่วยทางจิตใจ
การรักษา ณ วันนี้ คือปลายเหตุ
ผมสงสารคนที่ไม่รู้ว่าต้นเหตุของการเจ็บป่วยคืออะไร
ผมสงสัยว่า หากเขารู้ เขาจะเปลี่ยนวิถีชีวิตก่อนที่จะเจ็บป่วยหรือไม่
สังคมด้านบวกที่เราพบว่าคนเรามีความสุขกับการเดินห้างช้อปปิ้ง
กินอาหารร้านหรูๆ ไปโลตัส บิ๊กซี คาร์ฟู ไปผับเธค กินเหล้ายา
ที่ดูเหมือนกับว่าจะมีความสุข
แต่ด้านลบ ผู้คนที่โรงพยาบาล จะเป็นคำตอบที่ไม่ต้องการคำอธิบาย
ว่าความสุขที่เรากำลังดิ้นรนไขว่คว้าอยู่ เผชิญอยู่ มันมีปลายทางเช่นไร
สังคม, รัฐบาล ไม่ได้สนใจจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้เราหรอก
เพราะโลกถูกครอบงำด้วยเงินทุนที่เรียกว่าทุนนิยม
ที่ไหนมีเงิน ที่นั่นย่อมชนะ ณ วันนี้ เงินง้างได้เกือบทุกสิ่ง
ไม่ต้องไปหวังพึ่งพารัฐบาลหรอก เพราะเขามาเล่นการเมืองเพื่อตนเอง
และพวกพ้อง เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่เพื่อประชาชน
ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งสวยหรูอย่างที่คิดหรอก
ประเทศต้นแบบประชาธิปไตย อเมริกาหรืออังกฤษ ก็ยังจะเอาตัวไม่รอด
เราจะหวังพึ่งพาใครไม่ได้เลย
เราต้องดูที่ตัวเราเอง ดูแลตัวเอง ก่อนปลายทางที่โรงพยาบาลจะมาถึง
ว่างๆ หากไม่มีอะไรจะทำ ลองไปเดินเล่นที่โรงพยาบาลดูเพื่อพบความจริง
ความจริงนี้แหละ จะสอนอะไรบางอย่างกับเราเสมอ

การให้

“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”, “ยิ่งให้ยิ่งได้”, “ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา”
สาระของการเป็นผู้ให้มีมากมาย จริงๆ แล้วมันคือกฎการสะท้อนกลับ
และสาระของมันอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าไปคาดหวังสิ่งที่สะท้อนกลับ
เอาเป็นว่าผมเสพอารมณ์ในขณะที่เป็นผู้ให้ เพราะรู้สึกวาบๆ สนุก
มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกในขณะที่ให้อะไรๆ ก็แล้วแต่กับผู้อื่น
แม่ผมซื้อขนมมาฝากจากต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว
อารมณ์แรกผมรับไว้ และดีใจ ที่จะได้กินขนม
แต่หลังจากนั้นประมาณห้านาที ผมนึกได้ว่า
ผมเองจริงๆ แล้วไม่ได้ตื่นเต้นจากการกินขนมสักเท่าไหร่
เพราะไม่ได้สนใจในรสชาดอาหารมากมาย
ตรงกันข้าม เด็กๆ นักเรียนพุทธธรรม อีกมากมายที่ไม่มีโอกาส
และคงจะตื่นเต้นกับขนมน่ารักๆ น่ากิน
ด้วยอารมณ์ความเป็นเด็ก กว่าผมมากกว่าหลายเท่า
เขาคงจะมีความสุขมากกว่า
คิดได้ดังนั้น จึงกินบางส่วน เอาขนมอีกส่วนหนึ่ง
ที่ตอนแรกเราโกยใส่กระเป๋า เอาไปคืนให้แม่
แล้วบอกว่า เด็กๆ น่าจะมีความสุขมากกว่า
ฝากแม่เอาให้เด็กๆ กลุ่มนั้นด้วย แม่ผมอึ้งรีบอนุโมทนา
ณ เวลานั้น สัมผัสได้ว่าทั้งศรีษะและสมองผมเย็นดี วาบๆ
ผมไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกดีชะมัด
ผมเคยศึกษาธรรมะของอีกค่ายหนึ่ง
ท่านว่า ให้รีบอุทิศบุญกุศลในขณะที่จิตเป็นกุศลในทันที
ไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ไม่ต้องหาน้ำมากรวด
ให้ทำทันทีที่นึกได้หลังจากทำบุญอะไรก็แล้วแต่
อาจจะเป็นเทวดาประจำตัว, เจ้ากรรมนายเวรที่คอยจ้องหาทีเผลออยู่
หรือผีประจำบ้าน อะไรต่างๆ ที่อยู่อีกคนละมิติกับเรา
หลายครั้งที่ผมลองทำดู แล้วพบว่า เย็นวาบๆ อีกชั้นหนึ่ง
เหมือนเรามีพฤติกรรมการให้อีกทอดหนึ่ง
เพราะในขณะที่ให้ จิตเราเป็นกุศล
แล้วเรายังนึกถึงเทวดาและเจ้ากรรมนายเวร อุทิศส่วนกุศลให้ท่านอีกทอดหนึ่ง
มันก็เลยเย็นวาบๆ สองสามรอบติดๆ กัน ผมทดลองมาแล้วหลายครั้ง
ไม่มีผิดพลิ้วสักครั้ง มันเป็นอะไรของมันไม่รู้ แต่รู้สึกดีชะมัด
ปัญหาของผมจึงอยู่ที่ว่า ผมต้องค้นตนเองให้พบว่าวันนี้เราให้อะไรแล้วบ้างหรือยัง
วันนี้ได้อุทิศอะไรให้ใครบ้างหรือยัง
อย่างน้อยที่สุดก็หยุดรถให้คนข้ามแหละ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอัตโนมัติ
ผมคิดว่าเราลองตั้งจิตดูว่า ที่นอกจากญาติพี่น้อง คนรัก
วันหนึ่งๆ เราให้อะไรใครบ้างหรือยัง
เพราะไม่มีรูปแบบจำกัดของการให้ อะไรก็ตามที่เป็นการสละออก
นั่นก็คือการให้ เช่นกัน
เพราะผมพบว่าเมื่อไหร่ที่จิตเราสะสมการเป็นผู้รับ
สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือการกลายเป็นคนโลภ
อยากได้ของผู้อื่นอยู่ร่ำไป
ผมพบว่าโดยมากเป็นอาชีพตำรวจ ที่เก่งในเรื่องการขอ
ยิ่งนานวัน ยิ่งแก่ตัว ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตขึ้น การขอก็จะหนักขึ้น
หากไม่รู้ตัว และเขาจะไม่รู้ตัวเลยว่ามันน่ารังเกียจขนาดไหน
เพราะยิ่งโตขึ้น ก็จะไม่มีใครอยากตำหนิติเตียน
เขาก็ยิ่งได้ใจ คิดว่าใช่ ถูกต้อง มาถูกทาง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกรำคาญกลุ่มเพื่อนตำรวจด้วยกัน
เวลาเจอกัน มันมักจะขอโน่นขอนี่อยู่เรื่อยจนติดเป็นนิสัย
ผ่านไปหลายปี
วันนี้ผมพบว่า เพื่อนก็ยังเหมือนเดิม หรืออาจเป็นหนักขึ้น
ลูกน้องเอาเสื้อมาให้ตัวหนึ่ง ผมขอบคุณหลายครั้งแม้รู้ว่า
ได้มาผมก็ไม่ได้คิดจะใส่อยู่ดี
แต่เพื่อนผมแทนที่จะขอบคุณ กลับถามว่า มีกางเกงด้วยหรือเปล่า?
เข้าข่าย ได้คืบเอาศอก ไม่รู้จักพอ ได้แล้วอยากได้เพิ่ม
บางอย่างได้ไปก็เอาไปกองไว้ที่บ้าน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
แต่ขอให้ตัวเองได้ไว้ก่อน นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวตำรวจของประชาชน
ตำรวจที่ไม่มีสติ และมีอยู่มากมายล้นเมืองเสียด้วย

เพลง

เดี๋ยวนี้ผมสังเกตตัวเองว่า ฟังเพลงน้อยลง
เพลงที่เคยคิดว่าเพราะ ก็ไม่ค่อยจะเพราะเท่าไหร่ ออกจะรำคาญด้วยซ้ำ
รู้สึกว่า เดินทางมาถึงจุดหนึ่งที่เห็นว่า ฟังธรรมไพเราะกว่าฟังเพลง
ในรถจึงเต็มไปด้วยซีดีธรรม ส่วนซีดีเพลงเก็บลงกล่องแทบไม่ได้เปิด
เพราะรู้สึกว่า รำคาญ
ผมรำคาญเนื้อหาเพลงเป็นส่วนมาก เพราะมันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย
มีแต่การตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เจ็บปวด เหมือนมีแผลอยู่แล้ว
แล้วมาตบที่แผลเล่นบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความสะใจ ทั้งคนเล่นและคนฟัง
ผมเล่นดนตรีมาก่อน ทุ่มเทกับการเล่นดนตรีเป็นบ้าเป็นหลัง
แม้ว่าเราเคยรู้สึกว่าการเล่นดนตรี ร้องเพลง
เหมือนเป็นเสียงสวรรค์ อ่อนช้อย งดงาม
แม้ว่าในอดีตเราเคยคิดว่า ชีวิตนี้เราจะขาดเสียงดนตรีไปเสียไม่ได้
แต่วันนี้ ความคิด ความรู้สึก ความเห็น ผมเปลี่ยนไป
ผมยังคงฟังเพลง (บางเพลง) ไพเราะอยู่ เพราะเนื้อหาสร้างสรรค์
หรือเพลงที่ท่วงทำนองที่งดงาม อ่อนหวาน
เพียงแต่ผมเลือกฟังธรรมมากกว่า เพราะรู้สึกว่ามันไพเราะกว่า
ก็แค่นั้นเอง

วันจันทร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

จิตวิญญาณ

ได้มีโอกาสคุยกับจะเด็ดอีกครั้ง
จะเด็ดเป็นรุ่นน้อง วิศวะ มช.ที่มีจิตละเอียดสัมผัสพลังสรรพสิ่งได้
เราไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน
จะเด็ดบอกผมอย่างหนึ่งน่าสนใจว่า อย่าเอาสิ่งของหรือไม้เก่าๆ มาทำบ้าน
ระวังอยู่ไม่เป็นสุข สรรพสิ่งโดยเฉพาะไม้ เสื้อผ้า
จะมีจิตของเจ้าของเดิมที่เขายังหวง ยังผูกพันอยู่
หากนำไม้จากหลายๆ ที่มาสร้างบ้าน ระวังจิตที่ฝังอยู่ในไม้
จากหลายๆ ที่จะทะเลาะกัน แนะนำให้หากจะสร้างบ้านด้วยไม้เก่า
ควรเอาไม้จากบ้าน ไม่เกินสองหลัง ไม่งั้นเขาจะทะเลาะกันมาก
จะเด็ดยังตอกย้ำถึงการสวดมนต์บางบท
ระวังไปกระเทือนจิตวิญญาณอีกมิติหนึ่ง ที่บทสวดนั้นทำให้เขาเดือดร้อน
ตอกย้ำกับหนังสือที่ผมอ่านอีกเล่มหนึ่ง คือ
อย่าเอาพระมาทำพิธีไล่ผีสางเทวดา
เพราะเขาอยู่มาก่อนเรา ควรผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู
ผมคุยกับจะเด็ดอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการฝึกจิต
จิตอันเป็นลบกับเป็นบวก เจ้ากรรมนายเวร เกี่ยวพันกับพลังงานอย่างไร
การปรับพลังให้สมดุลย์ของจะเด็ดนั้นน่าสนใจ
บางครั้ง ก็เอาน้ำราดพื้นแล้วเดินจงกรม เพื่อให้พื้นดินดูดซับ
เอาพลังงานลบออกไป เพื่อปรับสมดุลย์ให้ร่างกาย
การคุยกันระหว่างผมกับจะเด็ด เหมือนเป็นการเติมแบตเตอรี่ทางใจ
ให้ผมหมั่นศึกษา ฝึกฝนต่อไป เข้าใจโลกมากขึ้น
จะเด็ด แม้จะเป็นรุ่นน้อง แต่ก็เหมือนเป็นครูผมคนหนึ่ง
เพราะตื่นจากโลกได้เร็วกว่า ชัดเจนกว่า ไปได้เร็วกว่า
ถ่ายทอดให้ผมได้มากกว่าการอ่านหนังสือหลายเล่ม
หลายคนฟังเขาแล้ว อาจมองว่าเขาบ้าป่าว เพราะตามไม่ทัน
แต่ไม่มีคนบ้าคนไหน ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม นุ่มลึก
มีความนอบน้อมทั้งกาย วาจา ใจ
ดังเช่นจะเด็ด
ทำให้ผมค้นพบอีกอย่างหนึ่งว่า จริงๆ แล้ว
ครูทางจิตวิญญาณ วนเวียนอยู่ในชีวิตเราจำนวนมาก
เรามองข้ามผ่านไปๆ มาๆ เหมือนกับเพชรที่แวววาวข้างถนน
คนตาดีก็เห็น ตาบอดก็บอดต่อไป
เสียดายที่คนเราส่วนใหญ่ตาบอดทางจิตกันเสียด้วย

สีเลนะสุขะติงยันติ

ผมได้มีโอกาสคุยกับแม่ของเพื่อนที่ทำมาค้าขายด้วยใจมีศีล
ความเจริญรุ่งเรืองนี้ เกิดจากจิตใจที่ไม่โลภ, เป็นผู้ให้, และซื่อสัตย์
แม่เขาทำขนมด้วยใจรักจริงๆ ส่วนผสมจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งดีๆ
วัสดุธรรมชาติ ที่ไม่หลอกลูกค้าด้วยการเอาแป้งเข้าไปผสม
ความปราณีตนี้ จึงบ่งบอกคุณภาพของชิ้นงาน
ชิ้นงาน เมื่อเปรียบเทียบกับขนมร้านอื่นๆ จึงโด่ดเด่นมากกว่าหลายช่วงตัว
เพราะเป็นคุณภาพที่ออกมาจากความจริงใจ ที่ลูกค้าสัมผัสได้
ถ้าไม่โง่เกินไปนัก
การเป็นผู้ให้นั้น คืออยากให้ลูกค้าแต่สิ่งที่ดีๆ
ไม่เอาของเก่ามาวนเวียนขายใหม่ ไม่มีการโกหกว่าเป็นของใหม่
เพราะทุกอย่างทำวันต่อวัน หากไม่หมดก็เอาไปบริจาคเสีย
สินค้าทุกอย่างจึงใหม่ สดเสมอ
เรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึง เรื่องราวร้านขายผักของหนุ่มโสด
ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่เขาขายผักผลไม้สดๆ วันต่อวัน
จนเป็นร้านขายผักที่ขายดีที่สุด ในเกาหลี
การให้นั้น ไม่ได้จำกัด แต่แม่เขากล้าที่จะบอกสูตรการทำขนม
ให้กับคนอื่นๆ แล้วให้คนนั้นทำขนมส่งมาให้ขายต่อ
เป็นการทำตลาดให้ด้วย ปั้นคนด้วย เผยแผ่วิชาด้วย
เมื่อให้มาก ก็ย่อมได้รับผลตอบแทนกลับมามาก
ตามกฏการสะท้อนกลับ และย่อมได้รับการยำเกรง
ได้รับเกียรติจากผู้คนที่ได้รับการบอกสอน
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ เมื่อถามว่า
ทำไมไม่ขยายกิจการต่อออกไปอีก
คำตอบก็คือ “เพียงพอ”
คนเราหาคำๆ นี้ยากเหลือเกิน
แม่แกบอกว่า ขายแค่นี้ก็รวยตายแล้ว จะเอาอะไรมากมาย
หากเรารวยมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก สร้างความเดือดร้อนอีกมาก
เวลาจะมีให้ตนเองน้อยลง การควบคุมคุณภาพเป็นไปได้ยากขึ้น
แล้วจะรวยไปทำไมอีก ผมรู้สึกอยากเอาคำๆ นี้
ไปบอกกับคุณทักษิณฯ และครอบครัว ญาติมิตร
เหตุการณ์เดียวกันนี้ ทำให้ผมนึกถึงแจ็คขายเต้าหู้
แจ็คทำเต้าหู้ที่เป็นเต้าหู้จริงๆ ที่ทำจากถั่วเหลืองจริงๆ สดๆ ใหม่ๆ ทุกวัน
ธรรมดาเมื่อทำของดี คุณภาพ มันก็ย่อมโดดเด่นกว่าท้องตลาด
ที่แม่ค้าเปี่ยมไปด้วยความโลภ ผสมแป้ง ผสมสารพัด จนหาสาระมิได้
ปรากฎว่า คนซื้อต้องมายืนต่อแถวเป็นแนวยาวเพื่อขอซื้อเต้าหู้จากแจ็ค
แจ็คสามารถขายเต้าหู้หมดในเวลาพริบตา แถมไม่พอ ของดีย่อมมีน้อย
เป็นการแอบสร้าง Demand ไปในตัว
ทำไมแจ็ค ถึงไม่ขยายกิจการ
ผมเชื่อว่า ผมคงได้คำตอบเดียวกัน คือ “เพียงพอ”
คำที่หายากเต็มทนคำนี้ มักจะเกิดกับสิ่งที่ดีๆ เสมอ
มนุษย์เราสักกี่คน ที่จะรู้จักคำว่า “พอ”
การพอ จะไม่ก่อให้เกิดความโลภ การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ผมชื่นชมการค้าขายของทั้งสองท่าน
แล้วความดีของเค้า ก็ตอบแทนให้เค้าผาสุกกับชีวิตในทางโลก
อันเป็นโลกสมบัติ คือรวยไม่หยุด โดยไม่ต้องห้อยจตุคามใดๆ
ให้เมื่อยคอ แล้วไม่เห็นว่ามันจะรวยได้สักที

จิตไหวไหว

ผมให้ความสำคัญของการบันทึกคือการทบทวนตนเอง
แต่ปรากฎว่าไม่นิ่ง เมื่อไหร่ที่จิตไม่นิ่ง ผมจะหวั่นไหว
เมื่อไหร่ที่หวั่นไหว เมื่อนั้นก็เป็นข้ออ้างว่าเขียนบันทึกไม่ออก
จริงๆ แล้วนั้น หากจะเขียนก็เขียนออก แต่อารมณ์ในขณะนั้น
มันพลุ่งพล่านเสียจนไม่เห็นความสำคัญของการหยุด ตั้งสติเพื่อบันทึก
ทบทวนเรื่องราวของตนเอง
ผมผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก ทั้งเราร้ายเสียเอง
กับคนที่เรารัก ร้ายกับเรา แต่ไม่เคยชาชิน
หลายครั้งที่นึกสงสารตัวเอง ทุเรศตัวเอง
เมื่อไหร่ที่ตรอมตรมกลับมา ก็จะเหมือนหมา
แอบมาเลียแผลรักษาตนเอง
ผมกลับมาทบทวนอย่างละเอียด ก็พบว่า
มีกฏให้เราต้องเคารพความเป็นจริงอยู่สองข้อ
หนึ่งคือ สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่เสมอ
ไม่มีสิ่งใดในโลกไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งใจเราเอง
อีกหนึ่งคือ สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเรา หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ไม่ว่าดีหรือร้าย ล้วนแล้วแต่การกระทำของเราเองนั่นแหละ
เป็นต้นเหตุที่แท้จริง
จงยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะเลวร้ายปานใด
นี่คือเสน่ห์ของการได้เกิดเป็นมนุษย์
ที่เราได้มีโอกาสหัดทำใจ สั่งสอนตนเอง
ด้วยแบบฝึกหัดนานัปประการ
เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มีเรื่องใหม่สดอยู่เสมอ
แล้วเราก็จะพบว่า มนุษย์นั้น เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข
ช่วงเวลาแห่งความเป็นทุกข์นั้น ปกติก็ยาวนานอยู่แล้ว
และยิ่งใจโน้มเอียง โดนอารมณ์เข้าแทรก ก็ดูเหมือน
เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีช่างเนิ่นช้าเสียนี่กระไร
ดูเหมือนนานมาก แต่เพิ่งจะผ่านไปแค่ 5 นาที นี่มันอะไรของมัน
มันคือช่วงเวลาแห่งการตกนรกที่แท้จริง
เวลาในนรกจึงยาวนานกว่าเวลาที่แท้จริงในโลกมนุษย์
ที่เราตรอมตรมไปกับมันทุกๆ วินาที
ณ เวลาเช่นนั้น ถือเป็นโอกาสทอง
เป็นโอกาสที่จะได้สั่งสอนตนเองได้อย่างแยบยล
เราจะคิดได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้ตัว รู้สึกระลึกถึงตนเอง คือมีสติ
สูบบุหรี่ก็ได้ ถ้าจำเป็น ถ้าการดูลมหายใจมันยังช่วยไม่ได้
เมื่อนั้นเราจะเข้าสู่ภาวะการสอนตนเองอย่างแท้จริง
ขอเพียงไม่เผลอไผลไปตามอารมณ์ แค่นั้นพอ

สนใจเท้าบ้าง

ไปวิ่งออกกำลังกาย เห็นชายคนหนึ่งถอดรองเท้าวิ่งบนขอบสนามหญ้า
ผมลองทำดูบ้าง ปรากฎว่าค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจยิ่ง
ผมเคยศึกษาการออกกำลังกายแบบแพทย์ทางเลือก
ฝ่าเท้าคือแหล่งรวมปลายประสาทของอวัยวะภายในทั้งหลาย
เมื่อมีโอกาสก็ให้นวดฝ่าเท้าดูบ้าง
ตอนเช้าๆ ให้ถอดรองเท้ายืนบนสนามหญ้า ถูเท้าไปมากับหญ้า
นั่นคือการนวดฝ่าเท้าด้วยวัสดุธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุด
การวิ่งบนหญ้า เป็นกุศโลบายที่ทำให้การวิ่งไม่เหนื่อย
เราเคยเห็นนักวิ่งมาราธอนที่วิ่ง 42 กิโลเมตรแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
นั่นเป็นเพราะจิตเขานิ่ง อารมณ์อยู่กับการวิ่ง
สรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยสมาธิ การวิ่งมาราธอนก็เช่นเดียวกัน
เมื่อไหร่ที่วิ่งไปๆ แล้วใจว่อกแว่ก ผมรู้สึกเหมือนกลับไปตั้งต้นใหม่
เพราะเราจะเหนื่อยทันที แล้วก็ต้องค่อยๆ มาสะสมการตั้งมั่น
ในการวิ่งใหม่
ด้วยโลกปัจจุบันนี้ สิ่งล่อหูล่อตามันเยอะมาก การวิ่งที่สวนสุขภาพ
ถ้าจิตไม่นิ่งพอ จะทนต่อสิ่งเย้ายวนลำบาก
จะมีสาวๆ แต่งตัวน่าสนใจ มาวิ่งให้ดูหวั่นไหวอยู่เสมอ
เมื่อจิตไม่นิ่ง เราจึงรู้สึกเหนื่อยง่าย
แต่เมื่อถอดรองเท้าวิ่ง ผมกลับพบว่า เรามีสมาธิมากขึ้น
ก็เพราะการถอดรองเท้า เราจะพะวงเกี่ยวกับความปลอดภัย
ของเท้าเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้การวิ่งนั้นเปี่ยมไปด้วยสติ
เมื่อสติตั้งมั่นมากๆ มันก็คือสมาธิ ทำให้การวิ่งนั้นไม่เหนื่อย
อีกประการหนึ่ง การถอดรองเท้าวิ่ง ทำให้เท้าหายใจโล่ง
ผมเปรียบเทียบดูว่าหากเราสวมรองเท้าแล้ววิ่ง มันจะรู้สึกอึดอัดพิกล
นั่นเพราะเหงื่อไม่ระบาย อัดอั้น ต่อให้รองเท้าแสนแพงแค่ไหน
ต่อให้เป็น Geox ก็ระบายอากาศสู้การวิ่งเท้าเปล่าไม่ได้
ผมจึงพบว่า สดชื่นกว่าที่เคย
การถอดรองเท้าวิ่งบนสนามหญ้าแม้ใครๆ จะดูว่าบ้าแต่ผมว่าเปี่ยมด้วยสาระ
อย่างน้อยเราก็มีโอกาสได้มองเท้าบ้าง
อย่างน้อยเท้าเราก็มีโอกาสสัมผัสดินบ้าง
ท่ามกลางสังคมเมือง ที่ราดยางมะตอย ปูกระเบื้อง เทซีเมนต์
จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตคนเรา ที่ได้มีโอกาสเอาเท้าแตะพื้นดินจริงๆ
ผมยังพบอีกว่า การถอดรองเท้าเดินบนดิน
ทำให้เราหลีกเลี่ยงการก่อกรรมที่ไม่ได้เจตนาได้
ผมก้าวข้ามเส้นทางของฝูงมดตัวน้อย เพราะมองดูพื้นดินก่อนย่างเท้า
แต่หากว่าเราสวมรองเท้า เราก็จะเหยียบย่ำมดกลุ่มนั้นโดยไม่รู้ตัว
เราเกิดมาตัวเปล่า รองเท้าก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต
ขาดมันไปบ้างก็ได้