วันจันทร์ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ประโยชน์ของการลดช่องว่าง

การลดช่องว่างระหว่างกัน จะทำให้คนเราเข้าใจกันมากขึ้น
การลดช่องว่างของสิ่งใด ก็จะทำให้สิ่งนั้นใกล้ชิดกันมากขึ้น
ผมค้นพบว่าเราลองลดช่องว่างในช่วงเวลาที่เรากินข้าวดู แล้วเราจะได้อะไรบ้าง
ผมลองกินข้าวโดยใช้มือ ไม่ใช้ช้อนและส้อม เข้าใจว่าสมัยโบราณหรือบ้านนอก ก็กินข้าวโดยใช้มือเป็นหลัก
เพียงแต่ต้องล้างมือให้สะอาดก่อน
คนเรากินข้าวด้วยช้อนมาโดยตลอด จนเราลืมไปว่า เรากินข้าวด้วยมือได้
ผมได้อะไรบ้าง จากการไม่ใช้ช้อน
มือเราซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อการสัมผัส สามารถรู้สึก สำนึกได้ว่า ข้าวอุ่น มันให้ความรู้สึกวิเศษเพียงใด ในขณะที่หากเราใช้ช้อน เราจะพลาดโอกาสอันงามนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แน่นอนว่า เราพลาดมาตั้งแต่เด็ก
เราสามารถสัมผัสความอ่อนนุ่มของข้าว สัมผัสกับข้าว อาหารได้โดยตรง อย่างที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน การสัมผัสนี้เอง ทำให้เรานึกถึงคุณค่าของข้าวและอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น เราจะนึกถึงที่มาของข้าวและอาหาร โดยที่เราไม่จำเป็นต้องท่องคำขอบคุณใดๆ ก่อนกินแบบที่โรงเรียนบังคับให้ท่อง
การกินด้วยมือ จะทำให้เราพิถีพิถัน ละเอียดต่อการกินมากขึ้น เพราะมันต้องใช้มือ โดยไม่มีเครื่องมือใดๆ มาสนับสนุน สาระของมันก็คือ เรากินด้วยความรู้สึกตัวมากกว่าการใช้ช้อนแน่นอน
การกินข้าวด้วยมือ จึงถือว่าเป็นฮวงจุ้ยของใจได้อย่างหนึ่ง เป็นการฝึกให้เราหัดมีสติ หรือการรู้สึกตัวระหว่างกินไปโดยปริยาย โดยไม่ต้องคิดก่อนทำ แต่สติจะเกิดเพราะว่าเรากินข้าวด้วยมือเป็นสาเหตุหนึ่งด้วย

การท่องใดๆ ก่อนกินไม่อาจเกิดผล หากจิตใจไม่นอบน้อมตามไปด้วย ตอนเป็นเด็กเราจะได้ท่องเสมอว่า
"ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ชาวนาเหนื่อยยาก

ลำบากกายา สงสารบรรดา ที่ไม่มีกิน"
แม้ว่าจะไม่มีประโยชน์หากใจไม่โน้มตามเวลาท่อง แต่ผมสนับสนุนให้ท่องไปเถอะ
เป็นการป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิธีการคิดในอนาคต
เมื่อใด ที่ความคิดเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ประสบการณ์ในโลกนี้เพียงพอ ประโยคเหล่านี้จะแพลมออกมาจากใจ โดยไม่รู้ตัว ข้อมูลที่ฝังอยู่จิตใต้สำนึกจะเป็นประโยชน์ เมื่อเขาพร้อมแล้วเท่านั้น

1 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

"จะต้องสูญเสียทรัพยากรไปมากมายเพียงใด เพื่อให้ได้อาหารมาในแต่ละมื้อ"