เมื่อถามว่าอยู่ในห้องเฉยๆ ทำไมไม่ดูทีวี ไม่ดูอะไรเลยเหรอ
ผมรู้สึกว่าผมหลุดจากการเป็นทาสทีวีเรียบร้อยแล้ว
ไม่มีรายการทีวีเรื่องไหนที่ผมรู้สึกว่าผมจะต้องติดตาม
แม้กระทั่งข่าว ที่เคยกระหาย ใคร่รู้
แต่เมื่อเราติดตามระยะหนึ่ง จะรู้ว่ามันคือเรื่องเดิมๆ ที่เกิดซ้ำซาก
เพียงแต่เปลี่ยนตัวละคร เป็นฉาก เปลี่ยนพระเอกนางเอก
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร
เมื่อเล่นหุ้น จะต้องติดตามข่าวสารอย่างหนัก เพื่อให้ทันเหตุการณ์
พอขายหุ้นออกไปหมดแล้ว ผมรู้สึกโล่งใจ
ที่ไม่ต้องเป็นทาสของข่าวอีกต่อไป
คนเราติดนิสัยการรับเอาข้อมูลเข้ามากักเก็บไว้ในสมอง
แต่ไม่ได้มีการประมวลผล ข้อมูลที่ได้ก็ถูกอารมณ์เข้าไปกระแทก
ทำให้บิดเบือน กลายเป็นว่าเราเสพทีวีเพื่อเป็นการบริหารอารมณ์
ให้เกิดอารมณ์หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ถูกอารมณ์ที่เกิดขึ้น
ในขณะนั้น บดบังสาระที่แท้จริงของข้อมูล
ดังนั้น ข้อมูลจึงถูกจัดเก็บในลักษณะของอารมณ์เป็นส่วนมาก
เราจึงติดนิสัยการเป็นผู้รับ ไม่ใช่ผู้คิด
ซึ่งมันก็สอดคล้องกับระบบการศึกษาบ้านเรา
ที่สอนให้รับเอาข้อมูลอย่างเดียว ไม่ต้องคิดสร้างสรรค์
จึงเป็นเรื่องปกติที่คนเราเดินเข้ามาในห้อง ก็ต้องเปิดทีวี
เพื่อรับเอาข้อมูล และเสพอารมณ์จากมัน
ผมจึงต้องเปลี่ยนนิสัย จากการรับ เป็นการให้
ให้ข้อมูล ผลิตและสร้างข้อมูล นั่นคือการหัดคิด หัดเขียน
มากเสียกว่าการเปิดทีวี เพื่อดูเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนประวัติศาสตร์
เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น