พวกเรานั่งคุยกันในกลุ่ม เราคุยโม้กันเรื่องภาวะจิต เป้าหมายชีวิต สัจจธรรม
แต่พอเจ๊ก้อยชวนว่า จะพาไปปฏิบัติที่วัด เอาไหม?
แต่ละคนนิ่ง อึ้ง เงียบ เหมือนอยากปฏิเสธแต่ปฏิเสธไม่ออก
เพราะคุยโม้กันไว้มาก
การที่ไปเข้าวัดฝึกปฏิบัติตามอย่าง รูปแบบ
ผมมองว่า เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ เอาตนเองไปสู่สภาพแวดล้อมที่ดีกว่า
ปลอดจากภัยสังคมภายนอกทั้งปวง เข้าถึงธรรมชาติมากขึ้น
ทำไมถึงไม่มีใครกระตือรือล้นที่จะไป
ผมคนหนึ่งที่ยังอึ้งอยู่ เพราะระยะทางมันไกล
การที่จะไป จะต้องเปี่ยมประกอบไปด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า
มีจิตใจตั้งมั่นอย่างแท้จริง จะต้องสลัดความไม่ว่างทั้งปวงออกไป
สลัดตนเองออกจากโทรศัพท์มือถือ เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
สลัดตนเองออกจากสิ่งภายนอกทั้งปวง ทิ้งงาน ทิ้งคนรัก ทิ้งบ้าน
ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ทิ้งความเคยชิน ทิ้งอาหารอันอร่อย
คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ความจริงของชีวิต
จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
และจะต้องฝึกจิตใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เสมอ
การที่เจ๊ก้อยชวนนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นบททดสอบสำคัญ
เป็นบทเรียนข้อแรก ตั้งแต่ยังไม่ไป ให้หัดดูจิตใจตนเองก่อนตั้งแต่การชวน
ทุกอย่างย่อมมีเริ่มต้น จุดเริ่มต้นนั้นยากเสมอ
เหมือนคนสร้างทางคนแรก จะต้องบุกเบิกฝ่าฟัน
เอาชนะจิตใจตนเองอย่างสาหัส เพื่อที่จะสร้างทางให้อื่นเดินตามมา
จะต้องมีความกล้าอันสูงส่ง ความกล้าจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ศรัทธา
หากเป็นศรัทธาจอมปลอมที่เอาแต่พูดโม้ ก็จะหาทางเลี่ยง
ว่าไม่ว่าง ไม่อยู่ ติดธุระโน่นนี่
จริงๆ แล้ว เราจะว่างเสมอหากเรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ
เช่น พ่อป่วยเข้าโรงพยาบาล ธรรมดาเราจะต้องไปดูทันที
แม้จะติดงานสำคัญอย่างยิ่งยวด เราก็จะละทิ้งสิ่งอื่นเพื่อไปดูพ่อ
ทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา ว่าเราจะจัดจะลำดับความสำคัญอย่างไร
ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นหรือไม่ คำว่าไม่ว่างจะไม่มีอีกต่อไป
วันเสาร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น