การที่เราแตะแผลที่บาดเจ็บอยู่ ธรรมดามันจะต้องเจ็บปวด
เราจะไม่แตะต้องแผลนั้นอีกโดยไม่จำเป็น
สิ่งนี้เรียกว่าแหยง
การที่หมามาฉี่รดหน้าบ้าน หากเราเตะมันสักป๊าป
มันจะแหยงไม่มากระทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีกเลย
หรือตอนเป็นเด็ก เราไม่รู้ว่าถ่านไฟมันร้อน แต่เราจับแล้วมือพอง
เราก็จะแหยงไม่จับต้องมันด้วยมือเปล่าอีกต่อไป
ธรรมชาติสั่งสอนให้สัตว์และคน รู้จักการแหยง
หลักการนี้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะแต่ร่างกายภายนอกเท่านั้น
จิตใจก็ด้วยเช่นกัน มีอาการเดียวกัน พฤติกรรมเหมือนกัน
หากสิ่งใดทำให้เราเจ็บปวด ทรมาน จ่มจมอยู่กับความทุกข์
เพียบแปล้ด้วยความขื่นขม เมื่อนั้นเราจะแหยง ไม่กล้าที่จะทำอีก
เช่น หากโทรไปหาแฟนเราแล้วเขาไม่รับสายเลย
เราจะทรมานทุรนทุราย คิดไปต่างๆ นานา
การโทรเข้าไป Missed Call สักร้อยสาย
ก็เท่ากับเป็นการทับถมตนเองนับร้อยครั้งเช่นกัน
แต่เมื่อไหร่ ที่เรารู้สึกตัว ทันตนเอง เราก็จะหยุดพฤติกรรมเช่นนั้น
หยุดเพราะว่าแหยง
รู้ว่าหากโทรแล้ว เขาไม่รับสาย
เราจะเจ็บปวดทรมาน เราก็จะหยุดการโทรไปเอง เกิดการเรียนรู้
เพราะรู้ว่าจะกดโทรศัพท์ทีไร หากไม่รับสาย นั่นคือขุมนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
เราจึงหยุดการกระหน่ำโทร โดยไม่ต้องไปโทษเขา
ไม่ไปสืบเสาะหาว่าไปไหนมา? อยู่กับใคร?
ทำไมไม่รับโทรศัพท์ฯลฯ
แต่เราหยุดได้ที่ตัวเราเอง แล้วความรู้สึกหวงห่วง จะผ่อนคลายลงไป
เขาจะทำอะไร ก็คือสิทธิ์ของเขาเต็มประตู เราเข้าไปครอบครองไม่ได้
เมื่อความรู้สึกหวงผ่อนคลายลง ความรู้สึกที่รักมาก ห่วงมาก
ก็ลดน้อยลงไปด้วยตามลำดับ
เพราะเรารู้ว่าการกดที่แผลเดิม มันเจ็บปวด เราก็จะไม่แตะ
แต่ให้ธรรมชาติมันค่อยๆ แยกเราออกไป เหมือนน้ำกับน้ำแข็ง
แต่ก็มีโอกาสเปลี่ยนสถานภาพไปๆ มาๆ ได้ เมื่ออุณหภูมิได้ที่
ผลลัพธ์จึงเป็นเพียง ฉันรักเธอน้อยลง แค่นั้นเอง
และจริงๆ แล้วมันก็ไม่มีค่าอันใดที่จะไปแยแสกับคนที่
ไม่เห็นคุณค่าของเรา เพิกเฉยต่อความห่วยไยของเรา
ก็เหมือนการขนทรายไปถมทะเล ที่ไม่มีทางเต็ม
การแหยง จึงเป็นกลไกธรรมชาติการป้องกันตนเอง
ทั้งของมนุษย์และสัตว์โลก รวมถึงพืช สิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เพื่อให้ตนเองเจ็บปวดน้อยที่สุด กระเทือนน้อยที่สุด
โดยไม่ต้องไปกดขี่ บังคับ ครอบครอง สิ่งภายนอก
หากแต่ให้เปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเอง ทั้งกายและใจของเราเอง
สรรพสิ่งมีทางเดินของมัน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น