วันเสาร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ดูบอล ได้อะไร?

ผมนั่งดูแข่งฟุตบอลอยู่ประมาณชั่วโมงเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบดู
แต่เรามักจะได้อะไรจากการทำอะไรที่ไม่ชอบเสมอ
เพราะผมดูด้วยอารมณ์นิ่ง ไม่ได้เชียร์ใคร จึงดูอย่างเป็นกลาง
ผมชอบน้ำใจนักกีฬา ที่ลูกบอลโด่งไปไกล นักบอลยังคงวิ่งตามอยู่
แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ ว่ายังไงก็วิ่งไม่ถึง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันกำลังจะไปเข้าเท้า
ของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาก็ยังวิ่งตามมันไปอย่างสุดชีวิต
ทำให้ผมนึกถึงเรื่องพระมหาชนก ที่ว่ายน้ำต่อไปแม้ไม่เห็นฝั่ง
ความมีวิริยะนั้น หากทำจนเป็นนิสัย ก็จะติดเป็นนิสัย
นั่นคือการทำอะไรให้เต็มกำลัง สุดขีด สุดความสามารถ
แม้ว่าอาจจะไม่สำเร็จ แต่ก็ทำไป ขอให้ได้ทำ
ความสำเร็จนั้น มันจะต้องเป็นของเราสักวัน
ความเท่ห์ของนักฟุตบอลนั้น ในสายตาผมอยู่ตรงที่
เวลาเขาทำผิดพลาด สะดุดให้คนอื่นล้ม เขาแตะมือฝ่ายตรงข้ามขอโทษ
บางทีก็ยื่นมือดึงกันให้ลุกขึ้น แม้จะอยู่ฝ่ายตรงข้าม
ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนให้ดี แม้จะอยู่คนละฝ่าย
นี่คือการแสดงออกถึงความใจกว้าง
แรกๆ อาจจะขัดเขิน ต่อพอทำจนชินจนเป็นนิสัย
จะเป็นการขัดเกลาตนเอง ใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
แต่ระบบทุนนิยมก็กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายระบบฟุตบอล
เขาทำลายด้วยการเอาเงินซื้อตัวนักฟุตบอล
เห็นบอลเป็นธุรกิจ เป็นการพนัน เรียกการพนันว่าธุรกิจ
อย่าลืมว่าพนันบอล ไม่มีทางทำให้ใจคนเจริญขึ้นได้
มันร้ายแรงยิ่งกว่าหวย เพราะหวยเดือนหนึ่งมีแค่สองครั้ง
แต่บอลวันหนึ่งมีนับสิบคู่
พนันบอล จึงเป็นบ่อนทำลายสติ มอมเมา ทำให้คนหลงไหล
เสียผู้เสียคน บ้านช่องแตก ผัวเมียทะเลาะกัน
เกิด Hooligan พวกบ้าบอลขึ้นสมองในกลุ่มวัยรุ่นอังกฤษ
ที่กลายเป็นปัญหาของประเทศ
มีการอัดฉีดเงินให้นักฟุตบอล ว่าหากเข้ารอบ
จะให้เงินสองล้าน หากเป็นนักบอลที่หิวกระหายเงิน
น้ำใจนักกีฬาก็จะไม่อยู่กับเขาอีกต่อไป
วินัย จริยธรรมของนักฟุตบอลจะหายไป พร้อมกับการเข้ามา
ของกลุ่มทุนนิยม ที่ซื้อสโมสรฟุตบอลเหมือนหุ้นบริษัท
แทนที่นักบอลจะเล่นบอลด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี มีน้ำใจ
แต่เขากลับจะคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชนะ ให้เข้ารอบ
เพื่อจะได้เงินรางวัล แทนที่จะเป็นความภูมิใจ
ผมเป็นห่วงวงการฟุตบอลที่กำลังหลงทางอย่างหนัก ที่ถูกเงินทุบหัว ขายจิตวิญญาณ

ไม่มีความคิดเห็น: