ตามธรรมชาติการโฆษณา มักจะต้องกระตุ้น เร่งเร้าให้คนเกิดความอยาก
เกิดความโลภ เกิดความอยากมี อยากได้ ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น
ผมเคยชอบดูโฆษณา เพราะสนุกดี เป็นการกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์
เมื่อมาดูแบบรู้สึกตัว(สติ)แล้ว ก็รู้ว่ามันคือการหลอกกันไปหลอกกันมา
โฆษณาจึงต้องพูดแต่ในด้านดี ในทางตรงกันข้ามจะต้องปิดบังอีกด้านหนึ่งเสมอ
ในขณะที่งบโฆษณา บริษัทก็โยนภาระให้ผู้บริโภคอยู่ดี
คนที่กินโค้ก เขาไม่ได้กินแค่ราคาโค้กจริงๆ แต่เขากินราคาโฆษณาเข้าไปด้วย
เหมือนกับการกินกาแฟสตาร์บัค เราไม่ได้กินแค่กาแฟ
แต่เราบริโภคเก้าอี้ โต๊ะ กระดาษรองแก้วที่มีตราสัญลักษณ์สตาร์บัคเข้าไปด้วย
นั่นคือราคาที่ร้านสตาร์บัคไม่ได้จ่ายให้เรา แต่เราจ่ายให้เป็นค่ากระดาษรองแก้ว
ค่าตราสตาร์บัค ค่าโซฟา รวมแล้วตกแก้วละร้อยบาท ทั้งๆ ที่ตัวกาแฟอาจจะแค่สิบบาท
ความโหดร้ายของการโฆษณา จึงหมายถึงการเชือดผู้บริโภคแบบนิ่มๆ
หลอกให้หลงติดในสัญลักษณ์ ตราโค้ก ตราเป๊ปซี่ ตราโออิชิ
ด้วยการอัดโฆษณาให้คนเชื่อ สร้างแบรนด์ให้เป็นภาพติดตา
โยนค่าโฆษณาไปให้คนซื้อ ปิดบังความจริงอีกด้านหนึ่ง
ผมชอบประโยคเด็ดของโฆษณาดีแทค “คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”
มันตรงและโดนใจอย่างแรง คนเราเข้าใจกันได้ ก็ต้องคุยกัน
แต่เขาไม่ได้บอกเราด้วยว่า คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น จ่ายเงินมากขึ้นด้วย
ผมเบื่อการดูโฆษณาอยู่พักหนึ่ง เพราะเจอแต่เรื่องหลอกกัน
แต่ในร้ายย่อมมีดี ในดีย่อมมีร้าย อันเป็นกฏธรรมชาติ
ปรากฏว่าไปเจอโฆษณาอยู่อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผมเข้าใจว่า อาชีพโฆษณา
มีทางเป็นสัมมาอาชีพได้ ไม่ได้กระตุ้นให้คนเกิดความโลภ ความอยากเสมอไป
แต่เป็นการปลุกจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ของคนออกมา
ภาพสาวๆ กำลังกินเหล้าฉลองวันเกิดในผับ ตัดสลับกับ
ภาพยายแก่ๆ ตาบอดบ้านนอกที่กำลังสวดมนต์ต่อหน้าพระพุทธรูป
ตอนสุดท้ายบอกว่า ในวันที่มีความสุขของใครหลายๆ คน
ก็ยังมีใครอีกหลายๆ คนที่ยังเดือดร้อนอยู่
แบ่งปันความสุขในวันเกิดของคุณ ด้วยการบริจาคเงิน(ที่จะกินเหล้ากัน)
ไปให้คนที่เขาเดือดร้อนกว่ากันเถอะ
ทำให้เราเข้าใจว่า การโฆษณา เป็นเหมือนดาบมีสองคม
หากใช้ในด้านดี ก็ย่อมได้ดี หากใช้ไปในด้านลบ ก็ย่อมได้ผลลบ
จึงอยู่ที่เรา จะสร้างแรงกรรมอย่างไหน หากจะหวังเพียงแค่เงิน
หวังกระตุ้นยอดขายโดยไม่ปลุกกระตุ้นจิตสำนึกคน
หรือจะเป็นเพียงการหลอกลวงไปวันๆ
วันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น