แม่ผมในอดีตเป็นช่างภาพ ผมได้ DNA นี้มาจากแม่
จึงทำให้เริ่มสนใจการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่ต้องมีใครบอกให้สนใจ
จนกระทั่งวันนี้มีกล้องน้อยใหญ่ในครอบครองผ่านมือผมมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบตัว
กดชัตเตอร์มาแล้วหลายหมื่นภาพ แต่ก็ไม่ใช่มืออาชีพ
เพียงแต่สนุกกับมัน
วันหนึ่งแม่เปรยๆ มาว่าอยากได้กล้อง แล้วเล่าอดีตให้ฟัง
ผมรีบไปซื้อกล้องดิจิตอลตัวน้อยมาให้แม่ทันที
ปรากฏว่าแม่ดีใจมาก เหมือนค้นพบสิ่งที่อยากได้มาชั่วชีวิต
จับกล้องเล่นไม่มีวาง เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
และมีความสุขกับมัน
ผมเริ่มมาคิด ว่าการถ่ายภาพให้อะไรเราบ้าง ที่นอกจากสิ้นเปลือง
จริงๆ แล้วมันเป็นการขัดเกลาตนเอง
การยกกล้องมาเล็ง แล้วกดชัตเตอร์ ใครๆ ก็ทำได้
แต่การถ่ายภาพอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และเป็นสาระต่อชีวิต
ผมนั่งถกสนทนากับแม่อยู่พักหนึ่ง ก็ปิ๊งว่า
ทุกครั้งที่ผมกดชัตเตอร์ ผมจะกลั้นหายใจ
เพราะการกลั้นลมหายใจ จะทำให้ร่างกายหยุดกระเพื่อม
เมื่อร่างกายหยุดกระเพื่อม มือจึงนิ่ง จึงกดชัตเตอร์อย่างมีสมาธิ
ผมจึงไม่กลัวการถ่ายภาพในที่ๆ มีแสงน้อย
ไม่ว่าจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพียงใด ผมก็ถ่ายภาพออกมาได้ชัด
ผมอาศัยหลักเดียวกันกับการหัดยิงปืน ที่หยุดลมหายใจเพื่อลั่นไก
เรียกกันว่า “Surprise shot” คือการค่อยๆ เหนี่ยวไกมาเรื่อยๆ
ไม่ต้องสนใจว่ามันจะลั่นตอนไหน แต่ค่อยๆ เหนี่ยวไกในขณะที่
ร่างกายหยุดนิ่ง มือจึงนิ่ง กระสุนจึงเข้าเป้ามากที่สุด
การถ่ายภาพ ทำให้เรามีมุมมองที่สวยงาม
การบันทึกภาพในมุมมองที่แตกต่างจากสายตาเห็นตามปกติ
จึงเป็นเรื่องท้าทาย เราจึงมองโลกนี้สวยงามอยู่เสมอ
แม้ว่าเป็นมุมในถังขยะก็ยังมีมุมที่สวยของมัน
ผมเลือกพกกล้องที่พกได้ข้างเอว มีเลนซ์มุมกว้าง
และซูมได้มากด้วย ในตัวเดียวกัน
การพกได้ จะทำให้เราไม่รู้สึกว่า เป็นภาระมากเกินไปในการพกพา
การมีเลนซ์หลายมุม ทำให้เกิดมุมมองของโลกที่แตกต่าง
การบันทึกภาพแต่ละครั้ง อย่างน้อยที่สุด
สติก็เกิด ณ เวลานั้น ได้มีโอกาสอยู่กับปัจจุบัน
เราจึงเห็นคนที่รักการถ่ายภาพส่วนใหญ่มีหน้าตาผ่องใส
อารมณ์ดี มีมุมมองต่อโลกที่แตกต่าง
นั่นเป็นเพราะ การถ่ายภาพ เป็นกุศโลบายให้เกิดสติอย่างหนึ่ง
และกล่อมเกลาให้คน มีจิตใจงดงาม
วันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น