ผมชื่นชมในไอเดียของคนไทยโบราณ
ที่หามาตรการให้คนกินสิ่งที่ไม่อยากกินแต่มีสาระได้
นั่นคือ อาหารจำพวก ฟักทอง ลูกเดือย กล้วย
กินแบบเปลือยๆ มันไม่อร่อย แต่มันได้สาระ
คนโบราณจึงคิดวิธีการอย่างหนึ่งที่จะหลอกให้เด็กกินได้
เรียกว่า ขนม
จึงกลายมาเป็นบวชฟักทอง กล้วยบวชชี
ที่ไม่ใช่กินแล้วสะสมแค่แคลอรี่ ไขมัน แต่เปี่ยมด้วยสาระซุกซ่อนอยู่
เรายังมีอาหารไทยอีกมาก ที่ความเป็นพืชสมุนไพรมันแก้กันได้
เช่น ไข่เจียว ทำไมต้องใส่หัวหอม
ก็เพราะหัวหอมมันล้างคลอเลสเตอรอลได้ ในขณะที่ไข่แดงมีเต็มเปี่ยม
ผัดกระเพราจึงมีความหมายเหมือนการกินสมุนไพร
ดังนั้น การกิน คือการกินยาอย่างหนึ่ง
อย่างน้อยที่สุดก็แก้โรคหิว
การกินอาหารในยุคหลังๆ จึงนิยมการกินเพื่อปรับธาตุตนเองมากขึ้น
คนจึงต้องรู้ว่า ตนเองมีธาตุอะไรเป็นหลัก ดิน น้ำ ลม ไฟ
แล้วกินอาหารที่ตรงกันข้าม เป็นการแก้กัน
การกินอาหาร เป็นยาได้ เป็นเครื่องบำรุงสติได้
ในอีกแง่หนึ่ง เป็นเครื่องบำรุงความใคร่ บำรุงความอยากได้
มีสองคม อยู่ที่เราเลือกจะเอาอย่างไหน
การกินถึงได้บอกได้ว่า เราคืออะไร
"You are what you eat."
วันอังคารที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น