

เราเคยคิดว่า "กระบี่ไร้เทียมทาน"
จะเป็นสุดยอดวิชากระบี่แล้ว
ยังมีดัชนีชอลิ้วเฮียง ที่ไม่ต้องใช้กระบี่
แต่ใช้พลังปราณพุ่งออกจากปลายนิ้ว เข่นฆ่าศรัตรูได้เช่นกัน
สุดยอดวิชาของจีน ไหนเลยจะเท่า "กระบี่อยู่ที่ใจ"
ที่แม้หยิบจับเศษไม้ ก็เป็นเหมือนกระบี่อันคมกริบได้
หยิบฉวยอะไร ก็เป็นกระบี่ได้เสมอ แม้แต่ตะเกียบก้านหนึ่ง
ในทางกลับกัน หากว่ากระบี่ล้ำเลิศอยู่ในมือคนปัญญาอ่อน
ก็ไม่ต่างจากการถือเศษไม้ท่อนหนึ่ง
แต่ปรากฏว่า มีหนังจีนเรื่องหนึ่ง
ทำให้สภาวะของกระบี่อยู่ที่ใจ แลดูด้อยลงไปถนัดตา
เพราะเหนือฟ้า ยังมีฟ้า
Hero..., ชื่อไทยคง ฮีโร่ (มั๊ง) ปี 2002
หากไม่เคยดู ก็แนะนำให้ไปดูอย่างยิ่งยวด
เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตครบถ้วน
จะได้รู้ว่าฮีโร่ที่แท้จริง คืออย่างไร
เล่าสั้นๆ ว่า พระเอกฝ่ามรสุมมากมาย ฝึกวิชาขั้นสูงสุด
เพื่อที่จะฆ่าล้างแค้นคนผู้หนึ่ง นั่นคือ... จักรพรรดิ์
กว่าเขาจะฝ่าด่านมากมายเพื่อเข้าถึงตัวจักรพรรดิ์ได้
เขาเผชิญภัยสารพัด เพื่อจะมีโอกาสได้สนทนากับ
องค์จักรพรรดิ์สองต่อสองในระยะประชิดที่สุด
ในโอกาสที่เหมาะที่สุด ไม่มีแม้แต่องครักษ์
แต่พอสบโอกาสจะลงมือฆ่า... กลับไม่ฆ่า
ก็ด้วยฝีมืออันสูงสุด หากเพียงแค่ตวัดกระบี่ ก็จบแล้ว
หายแค้นแล้ว บรรลุเป้าหมายของชีวิตที่วางไว้แล้ว
แต่...เหตุใดเขาจึงทิ้งโอกาสนี้ไป?
จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Hero
ความเป็นฮีโร่ อันสูงสุดนั้น หมายถึง การวางกระบี่ลง...
เพราะในใจไม่มีกระบี่อีกต่อไป
เมื่อในใจไม่มีแม้กระบี่, ไม่มีรังสีของการฆ่าฟัน
สิ่งที่เหลือ ก็คือความเมตตา จะกล่าวไปไยถึงความแค้น
(Thanks- ธรรมะใกล้ตัว Magazine)
เขาเกิดการรู้แจ้ง เห็นจริงในสัจจธรรมทั้งปวง
แม้ว่าจะต่อสู้ฝ่าฟันตั้งแต่เด็กจนมาเกือบจะถึงเส้นชัย
จนใกล้จะปลงพระชนม์ได้อยู่แล้วเชียว...แค่เอื้อม
แต่เกิดการบรรลุกระทันหัน
สิ่งที่เขาเห็นแจ้ง เกิดปัญญานั้น
ยิ่งใหญ่กว่าวิชากระบี่ใดๆ ที่หมั่นฝึกฝนมาชั่วชีวิต
ยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายทั้งหมดที่เขาวางและวิ่งไล่ตามหา
จิตใจเกิดสว่าง เข้าใจโลกทั้งปวง
ว่าความแค้นตนเอง ของคนเพียงไม่กี่คน,
กับทุกข์ผู้อื่นประชาชีอีกหลายล้าน หากสิ้นจักรพรรดิ์
มันเทียบกันไม่ได้
จึงเลือกที่จะโยนความแค้นทิ้งไป
ก็เท่ากับเป็นการทำเพื่อคนอีกอีกหลายล้านคนเช่นกัน
เมื่อจิตใจหลุดพ้นจากวังวนความแค้น
ก็ไม่ต้องการกระบี่อีกต่อไป จิตจึงหลุดพ้นเป็นอิสระ
ไม่กลัวแม้กระทั่งความตายที่จ่อรออยู่ในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
นี้แหละ คือฮีโร่ ที่วางกระบี่ได้แม้ภัยจะถึงตัวเองอยู่แล้ว
อันล้ำเลิศเสียกว่า กระบี่อยู่ที่ใจ ที่ยังมีรังสีการเข่นฆ่าอยู่
หากถามเฉินหลงหรือหลี่เหลียงเจี๋ย
ที่เคยชนะเลิศประกวดกังฟูของจีนทั้งแผ่นดินใหญ่ว่า
สุดยอดของวิชาที่ฝึกๆ กันมานั้น คืออะไร
เขาตอบว่า "รอยยิ้ม"
....ไม่ต้องสู้ตั้งแต่แรก แม้ว่าจะมีวิชาอยู่เปี่ยมล้นก็ตามที
ก็เหลือแต่ความเป็นมิตรภาพ ไหนเลยจะมีศรัตรูได้
ยกเอาหนังจีนเพราะว่าได้ Bass ในเชิงเปรียบเทียบแรงดี
เพราะเป้าหมายของเหล่าวรยุทธ์นั้น...ชัดเจน
มุ่งมั่นเป็นสุดยอด ล้ำเลิศเหนือใครๆ ในปฐพี
แต่การจะเป็นสุดยอดได้ ก็ต้องออกท่องยุทธภพ
บางทีเราต้องเดินทางสองแสนลี้ เพื่อการค้นพบตัวเอง
หนังจีนนั้นเป้าหมายชีวิตชัด
ว่าเวลาที่เหลือของชีวิตทั้งหมด...เพื่ออะไร
แล้วเดินไปตามนั้น บ้างก็เพื่อล้างแค้น
บ้างก็เพื่อช่วงชิงการเป็นเจ้ายุทธจักร
แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้อยู่กับตัวเอง
เขากลับจะค่อยๆ ค้นพบตัวเองทีละน้อยๆ
จนเข้าสู่สภาวะสุดยอดของทุกๆ สิ่ง
โดยเริ่มบรรลุศาสตร์วิชากระบี่ของตนเองก่อน
จนถึงขั้น ใจเป็นกระบี่....ถือความว่างเปล่า เป็นอาวุธ
ไม่ต้องการอะไรอีกต่อไป
แม้จะเป็นกระบี่วิเศษก็ไม่อยากได้ เอามาถือให้หนักมือ
แล้วจึงเข้าสู่สภาวะสูงสุด (ฮีโร่)
คือการวางได้ แม้กระทั่งกระบี่ที่อยู่ในใจ
อันไม่เหลือแล้ว ซึ่งรังสีแห่งการฆ่าฟัน
เราถึงได้ยินคำว่า "สูงสุด สู่สามัญ"
เพราะจุดสูงสุดนั้น วกกลับมาที่ความ... "ไม่มี"
เมื่อกล่าวถึงยุคนี้
เราเองก็หัดเป็นฮีโร่ได้ เข้าถึงสภาวะสูงสุดนั้นได้
ทุกศาสตร์วิชาล้วนให้โอกาสเราเข้าถึง
หากเรารู้ช่องทาง รู้แผนที่
ลองนึกว่า สุดยอดของการเล่นเปียโน คืออะไร
คิดดูสิว่า บีโธเฟ่นแต่งเพลงคลาสสิคที่ดังที่สุดในโลก
ตอนที่เป็นหูหนวก โดยท่านไม่ต้องอาศัยเปียโนเลย
สิ่งนี้กำลังบอกอะไรกับเรา
อันมีค่ามากเสียกว่าเพลงที่ บีโธเฟ่นแต่งเสียอีก
คงไม่มีใครเถียงว่า
บีโธเฟ่นนั้น บรรลุสภาวะสูงสุดของศาสตร์ดนตรีหรือไม่?
เขาเข้าถึงจิตวิญญาณของดนตรี
โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังเสียงเปียโนที่แท้จริงด้วยซ้ำไป
แต่เพลงนั้น ผุดมาจากจินตนาการล้วนๆ
แม้ประโยคฮิต ของไอสไตน์ผู้บรรลุวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่า
"Imagination is more important than knowledge"
จิตนาการนั้น...สำคัญกว่าความรู้
แต่เรามักติดกับดักภายนอก ที่หลอกล่อให้หลงทาง
เพราะมัวสนใจแต่ว่า เปียโนยี่ห้อไหนดี ตัวไหนเสียงดี
โน้ตตัวนั้น ตัวนี้ควรจะเป็นอย่างไร ตัวเขบ็จกี่ชั้น
เรียนขั้นไหน, แข่งขันได้ที่เท่าไหร่, มีกี่ถ้วยรางวัล
ติดกับอยู่กับการเล่นเพลงเดิมๆ ที่เคยคิดว่าไพเราะ
แม้บางทีก็เห็นๆ อยู่ว่าเพลงมันไม่ไพเราะ ก็ยังฝืนหัด
เพียงเพราะคนอื่นบอกว่า เล่นเป็น...แล้วจะเจ๋ง จะเท่ห์
เล่นเพลงนี้ได้ คนอื่นจะกล่าวชม สรรเสริญ
เราถูกบีบให้อยู่ในกรอบ เล่นแต่เพลงตามโน้ต
โดยไม่รู้จักปล่อยให้หัวใจเราเอง
บรรเลงเพลงออกไปโดยเสรีได้จริงๆ สักที
เพราะมัวติดกรอบกับความรู้ ความทรงจำเดิมที่เคยสุข
นี้แหละชัดเจนว่า "ความรู้ คือ กรงขัง" (กฤษณมูรติ)
จะหนักยิ่งขึ้นเมื่อติดกับดัก (โลกธรรม)
ที่เป็นผลพลอยได้จากความสามารถด้านดนตรี
คือ ชื่อเสียง, เงินทอง, เกียรติยศ, คำเยินยอปอปั้น
สังเกตุว่า วงดนตรีเก่งๆ เมื่อเริ่มต้นเล่นดนตรี
ก็เพราะรักในเสียงเพลงก่อนเป็นพื้นฐาน
แต่ต่อมา...เรามักเห็นวงแตกเสมอๆ
เพราะติดกับดักของการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว
ชื่อเสียงดังไม่เท่ากัน, แย่งกันร้องนำ จึงไปกันไม่ถึงไหน
ไม่มีโอกาสเข้าถึงสัจจะและสาระที่แท้จริงได้
ไม่สามารถเข้าสู่จิตวิญญาณดนตรีที่แท้จริง
เมื่อไม่ค้นพบตัวเอง ก็ไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นสุดยอด
แท้จริงนั้น ดนตรีก็เป็นเพียงภาษาหนึ่ง -คือภาษาดนตรี
ที่ใจมันสื่อสารออกมา คล้ายกับเราหัดพูดไทย อังกฤษ
โดยใช้ปากเป็นเครื่องมือ ในการเชื่อมกับใจ
ก็ในเมื่อใจกับปากมันตรงกันแล้ว มันก็ไปของมันเองได้
โดยไม่ต้องท่องจำ ก็ลองสังเกตดูว่า เวลาเราพูดนั้น
เราก็ไม่เห็นต้องขุดเอาความจำใดๆ มาพูด,
แต่เราพูดทันทีที่ใจอยากจะพูด
ก็เช่นกัน....
เมื่อเครื่องดนตรีกับใจ มันจูนกันแบบสนิทชิดเชื้อ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คล้ายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกาย
การบรรเลงนั้น
จึงเป็นการบรรเลงออกมาจากใจแบบสดๆ ขณะนั้น
คล้ายกับการพูด ที่ไม่ต้องอาศัยบท ท่องจำ
ไม่เกี่ยวเนื่องกับเพลงไหนๆ ที่เคยเล่น,
ที่เราเคยคิดว่าไพเราะหรือเล่นตามความทรงจำ
หากแต่มีความใหม่สด อยู่เสมอๆ ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา ตามที่ใจเคลื่อนไหวแบบ live
แม้กระทั่งเป็นเพลงเก่าๆ ก็บรรเลงแบบใหม่ๆ
เพราะใจเรา, อารมณ์เรา ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง
เพราะสรรพสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
ใจนี้ก็เช่นกัน ....เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ก็เหมือนคำพูดที่เรากล่าวออกไปเมื่อวาน
หากนำกลับมาพูดใหม่ในวันนี้
...ก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นประโยคเดิม
อย่าให้ความรู้ทางด้านดนตรี มาปิดกั้นการค้นพบใจที่เสรี
เมื่อหากเข้าสู่สภาวะสูงขึ้นไปแล้ว
แม้ไม่มีเปียโนจริง ก็เหมือนมีเปียโนอย่างดีฝังอยู่ในสมอง
เหมือนบีโธเฟ่น ที่ไม่ได้ฟังดนตรีด้วยแก้วหู....แต่ฟังด้วยใจ
อันเป็นสภาวะ เกือบสุดท้าย คล้ายกับกระบี่อยู่ที่ใจ
ที่แม้เห็นต้นไม้ นกน้อย ใบหญ้า แสงแดด ลมพัด ฟ้าผ่า
ก็เห็นเป็นทำนองได้สดๆ ทั้งหมด
แล้วจึงพัฒนาเข้าไปสู่ขีดสูงสุด ของการวางกระบี่
ก็คือความ "ไม่มี"... จากสูงสุด จึงลงสู่สามัญ
ต้องรู้จักวางมันลง...เพราะมันเป็นเพียงแค่เครื่องมือ
นำพาเราไปสู่จุดสูงสุดของศาสตร์วิชา
เมื่อถึงแล้วก็ต้องวางลง
ไม่ติดในสุขจากการเสพ, อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง
แม้หูจะหนวก, ตาจะบอด ก็ไม่ได้เดือดร้อนใดๆ
จิตใจต่างหากล่ะ ที่เป็นเสรี
วางได้แม้กระทั่งเครื่องดนตรีชิ้นเอกที่อยู่ในใจ
จึงนับได้ว่าสูงที่สุด เพราะทำได้ยากที่สุดนั่นเอง
การถ่ายภาพนั้น ก็พาเราเข้าถึงจุดสูงสุดได้
(ยังไม่จบ-มีต่อ)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น