วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

สิ่งที่ทำยากที่สุด?


ไปจิ๊กข้อความนี้มาจากบล็อกๆ หนึ่ง ที่มีคนเข้ามาตอบมากมาย
ว่ากันว่า เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด,
จากประสบการณ์เรานั้น ก็ชัดเหลือเฟือที่จะไม่เถียง
แล้วก็ทุกคนในบล็อกนั้น ก็ยอมรับว่าจริงสุดๆ แม้แต่เราก็เหอะ
เหตุที่ยอมรับ ก็เพราะว่ามันเจ็บจริง
เหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของร่างกายไป
แล้วสะเทือนถึงหัวใจ จนเจ็บแปล็บ

ก็ในเมื่อรู้กันแล้วว่ามันเจ็บ แล้วทำไมยังไปทำกันอยู่?

ยังนิยมเชิดชูคำว่า "กิ๊ก" เป็นของสนุกสนาน
อันเปรียบดั่งมาร สวมหน้ากากอัศวิน
จำแลงแปลงร่างเพื่ออำพรางความโฉดของตน
เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นบวกกับคำๆ นี้

เอาใหม่...คิดกันใหม่ว่า ทำไมมันถึงเจ็บ?
หากเอาคำว่ารักในอุดมคติของรักแท้เป็นตัวตั้ง
"รักคือการให้" อันเป็นรักจริง ที่เราต่างถวิลหา

เราน่าจะดีใจที่คนที่เรารัก กำลังจะไปมีความสุข
เขากำลังจะไปได้ดี เราจะไปขวางเขาไว้ทำไม?
ก็ในเมื่อเรารู้ดีอยู่แล้วว่า
"No man is perfect" ไม่มีใครสมบูรณ์ในโลก
หากลองสำรวจดูตัวเอง เราก็รู้แก่ใจดีว่า เราไม่ perfect

เราไม่ perfect เรารู้อยู่แก่ใจ อย่าโกหกตัวเอง!
รู้ทั้งรู้ว่าเราไม่พรั่งพร้อมดูแลเธอได้อย่างแท้จริง
แต่เรากลับจะเหนี่ยวรั้งเธอไว้อยู่ ไว้เพื่อสิ่งใด
หากเธอจะไปได้ดี ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
เราก็น่าจะดีใจ และสนับสนุน เพื่อให้คนที่เรารักไปได้ดีซิ

หากเทียบเคียงกับความรักของพ่อกับแม่
พ่อกับแม่คงไม่ห้ามปรามลูกหรอก หากเห็นลูกๆกำลังจะได้ดี
ยังส่งเสริมสนับสนุนเสียอีก ให้ลูกไปสู่สิ่งที่ดีๆ
นี้คือรักจริง รักที่แท้จริง เปี่ยมล้นไปด้วยการให้
แม้ว่าพ่อแม่จะต้องอยู่ลำพังกันสองคน แต่เพื่อลูกรัก..ก็ยอม

แต่น่าเสียดาย ที่ความรักของหนุ่มสาว มันไม่ใช่รักจริงแท้
มันคือการรักตนเอง แต่แอบแฝงในนามของความรัก
เพื่อสนองความใคร่ของตน เพื่อบำรุงความสุขของตน
อาศัยเธอมาต่อเติมสิ่งที่ตนเองขาดหาย
ใช้ชีวิตในโลกแห่งในความฝัน หัวใจเบาหวิว ลอยละล่อง
ณ ช่วงเวลาของรักเบ่งบาน โลหิตสูบฉีด แก้มแดง
สุขใดจะหาเหมือน สดชื่นเบิกบาน ฝันหวานๆ
เหมือนเด็กกำลังเสพการได้ของเล่นใหม่

แต่พอเมื่อเธอจะมาจากไป ต่อหน้าต่อตา
ก็ไม่ต่างจากเด็กที่ถูกคนอื่นแย่งชิงของเล่น
ความสุขหายวับไปกับตาเช่นกัน
กลายเป็นอึดอัด เคียดแค้น ครุ่นเครียด ทรมาน
ใจเจ้ากรรมก็นึกไปถึงภาพที่เขากำลังอยู่ด้วยกัน
ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ใจเจ็บเข้าไปอีก
เพราะอีกฝ่ายหนึ่ง กำลังแสดงความเห็นแก่ตัว
โดยทอดทิ้งเรา ไปหาความสุขเอาข้างหน้าไม่แยแส

นี่หละหนา ความรักตัวเอง ที่แอบอ้างในนาม "ฉันรักเธอ"
ที่เรามักอาศัยอิงแอบเธอ เพื่อสนองความสุขตัวเรา
วนเวียนเป็นงูกินหาง วิ่งไล่ ไขว่คว้าครอบครอง
หากแม้นว่าได้นางสาวไทยปีนี้มาครอบครอง
ปีหน้าก็จะมีนางสาวไทยคนใหม่อีกอยู่ดี ไม่เคยเพียงพอ
เมื่อรักอันเห็นแก่ตนจากไป
ก็จึงกลายเป็นความเจ็บ เป็นธรรมดา

คิดสิว่า หากเขารักเราจริง เขาไม่ทำให้เราเจ็บหรอก
ก็เช่นกัน
หากเรารักใครจริง เราจะไม่มีวันทำให้เขาเจ็บเหมือนกัน
หากเป็นรักแท้สมบูรณ์แบบจะไม่มีวัน เกิดคำว่ากิ๊ก
ทิ้งให้อีกฝ่ายร้องไห้ฟูมฟาย
เพราะรักทั่วไปของหนุ่มสาวนั้น
ยังอยู่ในระดับหยาบ ยังเป็นไปเพื่อการรักตนเองเป็นข้อใหญ่
ยังไม่อาจก้าวข้ามขั้น ไปสู่ระดับการเป็นผู้ให้ที่แท้จริง

แต่ด้วยความหลงมัวเมา ตาบอด
ทำให้เรามักเชิดชูรักนั้น
ไปยกเทียบระดับชั้นกับรักอันสูงส่งของพ่อแม่
และด้วยความที่คนเรารักตัวเองที่สุดในโลกก่อนสิ่งอื่นใด
เราจึงแอบอ้างว่า รักเธอที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน
เพื่อความสุขของตนเอง

แล้วเมื่อลืมตาสว่างขึ้น เห็นแล้วว่า รักที่เราพร่ำเพ้อนั้น
ไม่ใช่รักแท้ ไม่ใช่รักอันเป็นผู้ให้ แต่เป็นการรักตัวเอง
เพื่อการร้องขอ ครอบครอง เป็นเจ้าของ
เราจะอาศัยความรู้สึกนี้ บทเรียนนี้ พัฒนาไปสู่
การหัดให้จิตเรามีรักแท้ได้อย่างไร?
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้ การเสียสละ ไม่ยึดถือ หวงแหน

คุ้นชินกับคำว่า เราจะทำใจอย่างไร? จะตัดใจได้อย่างไร?

หัวใจ ไม่ใช่ของมีคม จะเอาใจไป "ตัดใจ" ได้อย่างไร
ที่ทำได้ คือ สละออกไปต่างหากล่ะ (ดังตฤณ)
หากเราคิดว่า เรากำลังจะตัดใจ นั่นคือ เราทำเพื่อตนเอง
ความเห็นแก่ตนเอง จะทำให้เราเจ็บช้ำหนักกว่าเดิม

หากเราคิดว่า เรากำลังเสียสละ นั่นคือการให้,เราทำเพื่อผู้อื่น
เรากำลังทำเพื่อคนที่เรารัก ให้เป็นรักที่แท้จริง
สละให้เธอไปสู่สิ่งดีๆ สละให้ทั้งคู่ได้มีความสุขด้วยกัน

รู้..ว่าน้ำตาจะไหล แต่ที่ไหลนั้น กลับจะเป็นเพราะตื้นตัน
มากเสียกว่าการเสียใจ การเสียของรัก หรือพลัดพราก

พึงระลึกว่า เรากำลังเป็นผู้ให้, เราให้เธอ คนที่เรารัก
พึงยินดีที่เธอกำลังจะไปดี, หากอยู่กับเราเธอคงจะลำบาก
เพื่อฝึกการไม่ครอบครอง ไม่ร้องขอ ไม่ยึดเหนี่ยวหวงแหน
หากแต่เรากำลังหัดให้หัวใจเป็นไปเพื่อการ "รักเป็น"

เมื่อเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน,
เพียงเท่านี้,
ลองเหลียวดูหัวใจตนเอง สังเกตุดูว่า ยังเจ็บอยู่หรือไม่?
หากยังเจ็บอยู่ แสดงว่าเรานั้น ยังรักตัวเองมากอยู่
ยังมีความเห็นแก่ตัวเยอะอยู่ ยังไม่ใช่ผู้ให้, เสียสละ
ยังกลัวว่า ความสุขของตัวเองจะหล่นหายอยู่
ความรักนั้นยังเป็นไปเพื่อรักตัวเองมากอยู่
พึงคิดใหม่ว่า ที่ผ่านมาเรายังรักเธอไม่มากพอ
ยังรักเธอน้อยไป เราจะต้องรักเธอให้มากกว่านี้
เป็นผู้ให้มากกว่านี้, สละให้มากกว่าเดิม

.....เพื่อที่เราจะได้เจ็บน้อยลง จางลง และสว่างขึ้น

พึงยินดีที่จะได้มีโอกาสหัดให้รักนี้ เป็นรักแท้
รักเพื่อเสียสละ รักเพื่อการให้ จึงจะสมควรเรียกว่า
"ฉันรักเธอ" ที่แท้จริง
อันสอดคล้องกับคำสอนของท่านทะไล ลามะล่าสุดที่ว่า
"จงเข้าใกล้ความรัก ด้วยการปล่อยวาง"

ปล.
แนะนำฟังเพลงนี้ประกอบ
หากเล่นเพลงไหนไม่ได้ ให้กด refresh หน้าเวปเพจใหม่คับ








ไม่มีความคิดเห็น: