วันอาทิตย์ที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

คนที่เราเนรคุณอยู่เสมอ






เมื่อมาคิดดูดีๆ ปรากฏว่า คนที่เราเนรคุณอยู่เสมอๆ
โดยเผลอไปและไม่ได้เจตนา นั่นคือร่างกายเรานี่เอง

เราอยู่กับร่างกายนี้ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ จะเคยมีสักครั้งไหม
ที่เราเคยขอบคุณร่างกายนี้
ที่ให้เราได้อยู่ได้อาศัยตั้งแต่ตั้งไข่
นอกจากไม่เคยขอบคุณ เรายังทำร้ายมันอยู่เนืองๆ
ทำร้ายอย่างไร?

คิดดูซิว่า เรากินอาหารจำพวกเนย แป้ง โดนัท เปปซี่ดีที่สุด
junk foods ทั้งหลาย ก็เพื่อให้เราตัวอ้วนขึ้นโดยนัยๆ
เราไม่ได้เจตนาให้ร่างกายเราเจ็บป่วย แต่มันป่วยของมันเอง
หรือเราอาจไม่รู้ว่า อาหารเหล่านี้มีประโยชน์น้อยแต่โทษมาก
แล้วก็เป็นโรคอ้วนไปตามๆ กัน รอวันโรคอื่นแทรกซ้อน
ก็เพียงเพราะเราต้องการเอาใจแค่ปาก, อร่อยลิ้น
ก็แค่ความอยากนั้น ถึงกับทำให้เรายอมทำร้าย
ร่างกายส่วนอื่นไปด้วย ที่มีบุญคุณกับเราล้นเหลือ

เราอาจสูบบุหรี่, อาจเพื่อต้องการคลายเครียด หรือเพื่อเท่ห์
หรือมือว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร, แก้เขิน, โชว์หญิง
แต่ทั้งหมดนั้น มันต้องแลกกับการเผาปอดตัวเองไปด้วย
เราอาจไม่สำนึกหรอก..เพราะว่ามองไม่เห็น มันอยู่ข้างใน
ถ้าปอดออกมาอยู่ข้างนอก แล้วรมควันย่างกันให้เห็นสดๆ
พอเห็นว่ามันจะดำๆ แห้งๆ มีผลเสียอย่างไร
เราอาจหลีกเลี่ยง หรือมีปัญญาฉลาดได้เสียที

เราอาจกินเหล้าเพื่อความบันเทิง แต่เราไม่รู้หรอกว่า
ตับทำงานหนักโคตร หากมันบ่นได้ มันคงด่าแม่ง
ไม่รู้จักถนอมน้ำใจกันมั่งเลย
ทำงานให้ยิ่งกว่าทาส แล้วยังทำลายมันอีก
แล้วเราก็เอาแต่ปลอบตัวเองว่า
หรือ..ไม่เป็นไรน่า นานๆ กินที
หรือ..เข้าสังคมน่า เข้าสังคม นิดหน่อย

เราเล่นเกมส์ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์โต้รุ่งสามวันติดต่อกัน
จนบางทีลูกกะตามันน้อยใจ เอาคืนด้วยการสั่งสอน
ให้เป็นสายตาสั้น แต่เราไม่กระเทือน ไม่สำนึกหรอก
เพราะเราใส่แว่นตาได้, มีตังค์หน่อย ก็ทำเลสิคได้
เพื่อที่จะมาเล่นเกมส์ต่อไป
เรามักเป็นทาสในสิ่งที่ไร้สาระเสมอๆ
เพื่อให้ร่างกายที่เราอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็กนี้...พังเร็ว

สาวๆ มักห่วงน้ำหนัก, ไปชั่งน้ำหนักอยู่เสมอๆ
แก้ไขด้วยการให้บริษัทลดความอ้วนหลอกเอาเงินมหาศาล
ต้องไปฟิตเนสราคาแพง, นวดสปา, รีดไขมัน
แล้วก็ต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำ สูบฉีดเงิน
เพื่อเอาไปประเคนให้บริษัทหัวไสเหล่านั้น
มาหากินกะกับความอ้วนของเรา
แท้ที่จริง การแก้ไข ก็อยู่แค่ปลายลิ้น แต่เรามักไม่มอง
ที่เรามองไม่เห็น ก็เพราะมันอยู่ปลายจมูก,
หรือมองเห็นแล้วก็เอาชนะไม่ได้
เพราะเราอยากกินของอร่อยๆ อยู่ร่ำไป มันอดไม่ได้
ทำงานก็หนัก, อ้วนก็อ้วน ความซวยมาตกที่ร่างกายอีกแล้ว

เรามักมีความต้องการอย่างสัตว์โลกที่มันต้องการผสมพันธุ์
ตามใจปากเป็นหมู ตามใจจู๋เป็นเอดส์
ก็เพียงเพื่อให้ตายเร็วขึ้น แลกกับความสนุกเสียวจี๊ดแค่ชั่วครู่
ขอให้ทำสถิติได้เยอะๆ ไว้เป็นดี ไว้คุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนเหี๊ย
แต่ความตายก็มาจ่อ รออยู่ปลายทางเช่นกัน

ดูเหมือนว่า อวัยวะที่มีบุญคุณกับเราที่สุด ทำงานหนักที่สุด
ไม่เคยพักผ่อน 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งยามหลับนอน
ทำงานมากที่สุดตั้งแต่เราปฏิสนธิในท้องแม่จนถึงวันตาย
แล้วเราก็เนรคุณมันหนักที่สุดด้วยเช่นกัน...หัวใจ

เรามักดูหนังผี ที่พอตัวผีโผล่มาทีไร
หัวใจแทบเด้งกระดอนออกจากปาก เต้นตุ๊บๆๆๆ
เรามักเล่นแผลงๆ หาความตื่นเต้น เล่นไวกิ้ง โดดบันจี้
เล่นบ้าๆ ให้ตกใจกัน โดยไม่สนหรอกว่าหัวใจจะน้อยใจเป็น
เพราะแค่สูบฉีดเลือดในแต่ละวัน ก็หนักจะแย่อยู่แล้ว
ยังจะมาหาเรื่องให้ตกใจอีก

เรามักเผลอเครียด จากที่ทำงาน, จากเมียด่า, จากป้าบ่น
อันมีผลต่ออัตราการเต้นหัวใจ
เรามักขี้เกียจไปออกกำลังกาย เพราะเอาแต่นอนดูทีวีไปวันๆ
หรือติดเล่นเนต, ติดเม้น hi5 ให้คนหน้าตาดีๆ ที่ไม่เคยรู้จัก
แล้วเหล้าเบียร์ ก็ยังมาทำให้ความดันเลือดเราสูงๆ ต่ำๆ
หัวใจทำงานไม่เป็นระส่ำ (ขอบคุณ-น้องเหลิมจิ๊บๆ)

ในช่วงที่มีความรัก หัวใจมันช่างเบิกบาน หวิวๆ ลอยล่อง
แต่แล้วเราก็อกหัก หัวใจก็แทบสลาย
มอดไหม้จะตายให้ได้เสียข้างหนึ่ง
อันมีผลกระเทือนต่อการทำงานของหัวใจมาก

เมื่อเราไม่รักหัวใจเรา (แต่มักมีหัวใจให้คนอื่น)
หัวใจเรามันก็ไม่รักเราเหมือนกัน มันจะสนองเราด้วย...
โรคหัวใจ
แล้วทำไมเราถึงไม่ใยดี สนใจมัน?
นั่นเพราะมันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ
มันอยู่ข้างใน และเรามักไม่สนใจว่ามันทำงานอย่างไร
ลองว่า หากมันมาอยู่ข้างนอกแบบพลิกให้เห็นได้
เหมือนกับผิวกายภายนอกดูสิ
เราคงทำความสะอาดขัดถู, พอกแป้ง, แต่งเสริม
ทาลิป, ทำสี, ตัดแต่ง, ใส่โลชั่น, ทาครีมฯลฯ
ในเมื่อมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ก็ต้องมองด้วยตาใน
นั่นคือ ปัญญา
หากไม่มีปัญญาเสียอย่างหนึ่งแล้ว ก็เท่ากับมืดบอด
ยังคงฉุดกระชากลากถู ร่างกายนี้แบบไม่แล้วไม่หาย

อย่าว่าแต่จะให้ขอบคุณร่างกายเลย ไม่..แม้กระทั่งแค่จะคิด
เพราะเรามักคิดไปเองว่า....มันคือของเรา
ยังไงมันก็เป็นของเรา, จะอยู่นอกหรือใน มันก็คือร่างกายเรา
แต่สัจจะสูงสุด (ปัญญา)ที่เราไม่รู้นั่นคือ..มันไม่ใช่เรา

อย่าลืมว่า ร่างกายประกอบไปด้วยเซลย่อยๆ หลายล้านเซล
แต่ละเซลเป็นอิสระ เป็น independent แค่มาอยู่รวมกันเฉยๆ
มันอาจคิดแตกต่างจากที่เราคิด,
หรือมันอาจคิดไม่เป็น แต่มันรู้สึกเป็น แล้วก็ตอบโต้ได้

อย่าประมาทเห็นว่ามันตัวจ้อย เป็นแค่เซลเล็กๆ จะทำอะไรได้
ชีวิตนี้...ไม่ง่าย,
มันไม่ได้สอดคล้องสมดุลย์กัน ทุกรูขุมขนอย่างง่ายๆ
อย่างที่เราเพ้อเจ้อเพ้อหลงไปว่า มันคือของๆ เรา

ตราบใดที่เราไม่เคยให้ความเคารพในร่างกายนี้
เซลย่อยๆ เหล่านี้ ก็ไม่เคารพเราด้วยเช่นกัน
มันจะไม่เคารพเราอย่างไร?
สามัคคีน้อยๆ ของมัน คือพลังมหาศาลที่จะคว่ำเราได้
ที่เราเรียกมันว่า มะเร็ง
ที่จะพาร่างกายส่วนอื่นฉิบหายวายวอดไปตามๆ กัน

ดูเหมือนว่า ศรัตรูตัวฉกาจของร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้
จะไม่ใช่อาหาร อากาศ อารมณ์ หรือสิ่งภายนอกเสียแล้ว
แต่เป็น ความอยากภายในจิตใจเรานี่เอง
ที่เรามักเอาชนะมันไม่ได้เสียที
จนผู้ที่รับกรรม คืออวัยวะในร่างกายเรานี่เอง ที่ซวยไป
แล้วจะพาร่ายกายส่วนอื่นซวยตามไปด้วย คือตายเร็วขึ้น
แทนที่จะเอาเวลาไปบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน

ความอยากเหล่านี้ เราแก้ไม่ได้เสียด้วย ก็ในเมื่อมันอยาก
จะให้ทำอย่างไร? อยากกิน, อยากเอา, อยากนั่น, อยากนี่
ก็ในเมื่อมันอยาก ก็กินไป ก็ทำไป ใครจะว่าอะไร เรารู้เราเอง
เราจะหยุดความอยากได้ ก็ต่อเมื่อ
เราสำนึกได้ว่าความอยากเหล่านี้
มันมีภัยซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง มันย่องมาเงียบๆ
ที่เหมือนหน้าสวย แต่ใจเหี้ยมซ่อนมีดไว้ข้างหลัง

แล้วเราจะสำนึกได้อย่างไร ว่ามันจะเป็นภัย?
เมื่อไหร่เราจะฉลาดได้เสียที?
เราจะฉลาดแบบเอาตัวเองเข้าแลก หรือเรียนรู้จากผู้อื่นล่ะ
หากอยากได้ปัญญาแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็คงต้องรอวัน
ที่ต้อง admit เข้าโรงพยาบาลเสียก่อน
ให้น้ำเกลือ หยอดข้าวต้ม นอนซม หายใจพะงาบๆ
เมื่อนั้น องค์ความรู้ที่ได้ก็มีเพียงอย่างเดียวคือ กูไม่น่าเลย
รู้งี้ กูไม่น่าอย่างนั้น ไม่น่าอย่างนี้
ก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ...เรามักรู้ตัวเมื่อสาย
ได้เพียงปัญญาน้อยๆ แต่ก็แลกด้วยชีวิต
เพียงเพราะเผลอเง่าเขลาไป

เพราะอะไรก็ตาม....หากเกินพอดี,
ธรรมชาติ ก็ต้องปรับสมดุลย์ของตัวมันเอง
ก็ในเมื่อเราเนรคุณมันมาก มันก็เอาคืนเราบ้างเป็นธรรมดา
เพราะนั่น...เป็นกฎธรรมชาติ,
ร่างกายนี้ คือของๆ โลก คือธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา
เราสั่งตัวเอง ไม่ให้เป็นโรคไม่ได้, ไม่ไห้ดื้อไม่ได้
นอกเสียจากว่า อำนาจจิตเราสูงมหาศาลที่จะบีบบังคับได้
แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้เช่นนั้น

ก็เช่นกัน
หากเราจะเริ่มรักใครได้นั้น เราควรรู้จักการรักตัวเองเป็นก่อน
หากรักตัวเองไม่เป็น แล้วจะรักผู้อื่นเป็นได้อย่างไร
แล้วความรักห่วยๆ ที่รักไม่เป็นนั้น
ก็แฝงเต็มไปด้วยความอยาก เพื่อป้อนเข้าหาตัวเอง
แทนที่จะเป็นความรู้สึก เต็มแล้ว...พร้อมที่จะให้

รักตัวเองเป็นนั้น ต้องทำอย่างไร?
ยังไม่ต้องคิดไกลถึงกับต้องทะนุบำรุง ถนอมพิถีพิถันหรอก

ก็คิดง่ายๆ เลิกเนรคุณกับร่างกายนี้กันเสียที!

ไม่มีความคิดเห็น: