การถ่ายภาพ ก็พาเราบรรลุได้ แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อน เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ
เมื่อเริ่มแรก เราเห็นเขาถ่ายภาพสวย เราก็อยากทำได้มั่ง
แต่เรามักจะเล็งอุปกรณ์แพงๆ ไว้เสมอๆ
เพราะคิดว่า หากมีอุปกรณ์ครบ จะทำให้เราถ่ายภาพสวย
แต่เมื่อพอเรามีอุปกรณ์มากพอในระดับหนึ่ง
เราก็มักจะยังไม่พอใจในผลงานตัวเอง รู้สึกว่ายังสวยไม่พอ
เราก็จะดิ้นรน หารูปแบบใหม่ๆ
ในการหารูปแบบใหม่ๆ นี้แหละ คือกระบวนการค้นหาตัวเอง
แล้ววันหนึ่งจะพบว่า ภาพถ่ายดังๆ ที่มีชื่อเสียง
คือภาพที่มีความหมายมากมายอยู่ในเฟรมเดียว
และภาพที่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสวยเสมอไป
แต่บอกสอนอะไรเราได้บ้างต่างหาก
มาถึงตรงนี้เราจะเริ่มเข้าไปสู่อีก step หนึ่งแล้วว่า
ตกลงเราจะถ่ายภาพให้สวย หรือว่าให้มีสาระ (และสวย)
เราจะเริ่มรู้แล้วว่า การถ่ายภาพที่ดีก็มีแค่สองอย่าง
คือ มุมมอง และเลนซ์
ไม่จำเป็นต้องกล้องแพง หรือกล้องขนาดใหญ่เทอะทะ
แต่อยู่ที่จังหวะ, ช่วงเวลา, โอกาส
ความรวดเร็วในการชักกล้องออกมา
ก่อนที่วัตถุจะเคลื่อนหนีเราไป
เพื่อให้ได้มุมมองแบบตาเห็น
และหลอกสายตาอีกหน่อยก็เพิ่มเลนซ์
เพื่อเน้นสาระเป้าหมายให้เด่นชัด
แต่หากเรามัวหลงไหลเพลิดเพลินกับอุปกรณ์
เราจะไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้
เราจะติดพันอยู่กับวัตถุ อยู่กับ ยี่ห้อ Nikon, Canon,Leica
มัวแต่สนใจอุปกรณ์ บางทีก็ใช้กล้องเป็นเครื่องประดับเสียอีก
ที่คิดว่า ถือกล้องใหญ่ๆ เลนซ์ยาวๆ
จะทำให้เราดูแกรนด์ แลดูเท่ห์ สาวๆ ชอบ ดูดี ดูมีตังค์
ไม่ต่างจากได้นั่งรถเบนซ์สปอร์ตแล้วยืด
อีกกับดักหนึ่งคือ ความงาม ที่จะทำให้เราเผลอติดหลงไหล
จะก้าวหน้าไปไหนไม่ได้
นอกเสียจากจะถ่ายภาพเพียงเพื่อความงาม
คล้ายกับการเผลอเสพในเสียงดนตรี ไพเราะเสนาะหู
แต่ไม่รู้สัจจะว่า ภาษาดนตรีนั้น สื่อภาษาของใจอย่างไร
ยังมีกับดักอย่างอื่นอีกคล้ายๆ กับศาสตร์อื่นที่คอยเป็นมาร
กีดขวางไม่ให้เราเข้าสู่สัจจะและการหาสาระในตัวภาพ
เช่นการถูกจำกัดด้วยความรู้ทางเทคนิค
ว่าถ่ายแบบนั้น ต้องใช้เทคนิคนั้น, แบบนี้ต้องเทคนิคนี้
อันเป็นสภาวะ "ความรู้คือกรงขัง" ไม่ต่างจากวิชาอื่นๆ
แล้วยังมีความหลงภูมิ อวดรู้ คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว
ฉลาดแล้ว ไม่ยอมรับฟัง ไม่ยอมดูภาพของคนอื่นๆ
แต่เมื่อเราเข้าถึงสาระในตัวภาพได้ เน้นหาความหมายในภาพ
อันเป็น step ที่เหนือกว่าการถ่ายภาพเพื่อความงาม
เราจะวางอุปกรณ์ใหญ่ๆ ลงเองโดยอัตโนมัติ
เพราะหากถือกล้องใหญ่ๆ เอาไว้จะเป็นอุปสรรคมากกว่า
ที่ต้องดูแลรักษา เหมือนมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แพงก็แพง, หนักก็หนัก หายก็ไม่ได้
พาเดินทางไปทุกๆ ที่ไม่ได้อีก ไม่คล่องตัว เทอะทะ
บางที่แค่ยกกล้องขึ้นมาเล็ง ก็ถูกตะเพิดไล่แล้ว
บางที่ก็ห้ามนำกล้องเข้าไปซะงั้น
ดูเหมือนว่ากล้องเล็กๆ พกข้างเอว
ที่มีช่วงความยาวเลนซ์กำลังดี
จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ไม่เป็นภาระ
ติดตัวเราได้ตลอดเวลา คล่องตัว ชักออกมาเปิดสวิทต์ได้ง่าย
รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ไม่พลาดจังหวะดีๆ ที่มักหนีเราไป
และมุมมองนั้นยังคงความเฉียบคมไว้ไม่เสื่อมคลาย
แล้วเราจะเริ่มงงๆ ตัวเองแล้วว่า
ตกลงการจะถ่ายภาพให้ดีนั้น ถ่ายด้วยกล้องหรือว่าด้วยใจ?
เพราะเมื่อหากเข้าสู่สภาวะกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้ว่าจะเป็นกล้องกระดาษถ่ายครั้งเดียวทิ้ง
ก็ถ่ายภาพได้ดั่งมืออาชีพ
ไม่ว่าจะกล้องแบบไหน ก็ถ่ายภาพได้ดีเสมอๆ
เพราะสาระ คือความงามในตัวของมันเอง
แต่หากเผลอเสพ ติดแค่ความงามของภาพ
เราก็จะมุ่งถ่ายภาพเพียงเพื่อความเพลิดเพลินไปวันๆ
จะทำให้เราไม่มีวันเข้าสู่จุดสูงสุดของศาสตร์การถ่ายภาพได้
อันจะขัดขวางการไปส่สัจจะ และสาระของชีวิต
นี่แหละ กับดักของความงาม ที่มักทำให้เราเผลอไป
แต่หากสูงไปกว่านั้น แม้ไม่มีกล้องจริง...ใจนี้แหละคือกล้อง
ไม่จำเป็นต้องอาศัยกล้องอีกต่อไป
เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
การถ่ายภาพได้หัดให้เรามองโลกผ่านเลนซ์ด้วยสายตา
มองเห็นสรรพสิ่งสวยงามตามความเป็นจริงเสมอ
ด้วยวิธีการมองโลกแบบถ่ายภาพ แม้แต่ขยะก็ยังสวยได้
จะเราให้เรามองสรรพสิ่งแบบมีความหมาย เข้าใจชีวิตมากขึ้น
ทุกๆ ขณะย่างก้าวของชีวิต เป็นไปเพื่อการเรียนรู้
ไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในฟิล์ม หรือเมมโมรี่การ์ดใดๆ
แต่บันทึกไว้....ในใจ ก็ดูเหมือนจะเพียงพอ
แก่การเรียนรู้โลกและตนเอง
เมื่อทุกขณะจิต เปี่ยมไปด้วยความหมายแล้ว
เป็นสภาวะที่อยู่กับปัจจุบัน เห็นความงามได้ในทุกขณะ
มองไปมุมไหน ก็สวยงามไปหมด
ไม่อาจจะรัวชัตเตอร์ได้ตลอดเวลาทุกๆ วินาที
มาถึงจุดนี้ ก็ไม่จำเป็นแม้จะบันทึกในความทรงจำ
เพราะในชีวิต เกิดภาพใหม่ๆ เสมอๆ อยู่แล้ว
สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว
ด้วยสายตาของความเป็นนักถ่ายภาพ
จะทำให้เราสังเกตุเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างละเอียด
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้ตลอดเวลา
ก็ไม่ต้องการแม้จะบันทึกอีกต่อไป
วางลงได้แม้กล้องที่อยู่ในใจ
ที่คล้ายสภาวะของฮีโร่ ที่วางกระบี่ที่อยู่ในใจได้
จึงวกกลับมาสู่สภาวะของความ "ไม่มี"
กลับมาจุดเริ่มต้น ขึ้นไปสูงสุด แล้วลงสู่สามัญ
แต่หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความเบิกบาน
จะถ่ายภาพก็ได้ ไม่ถ่ายภาพก็ได้ ไม่ทุกข์ร้อน
จะเหลือแต่จิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น
ให้เข้าถึงความหมายของสรรพสิ่ง อย่างที่เราเห็นบ้าง
.....ก็เช่นนั้นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น