วันจันทร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เต็มที่กะชีวิต และใช้วิธีคิดแบบเด็กน้อย



ไปงานวันเด็กนานาชาติของฝรั่งมา จัดในมหาลัยเรานี่เอง
อยู่ปลายจมูก เดินห้านาทีก็ถึง ไม่ไปก็โง่แล้ว


ทำให้พบสัจจะยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่เราขาดหายไปเมื่อโตขึ้น
สังเกตุว่า ทำไมเด็กมีความสุขกว่าผู้ใหญ่?
หากเปรียบเทียบเราตอนนี้ กับเราเป็นเด็ก ก็ยังดูเหมือนว่า
ตอนเป็นเด็กเราโคตรสนุก สุดมันส์เลย
มากกว่าเราตอนนี้เป็นไหนๆ
แม้ว่าโตขึ้นเราจะมีอำนาจ มีเงิน มีตำแหน่งต่างๆ
ความสุขสนุกในอารมณ์แบบเด็กๆ นั้น
หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หากให้เลือกความสุขตอนนี้กับตอนเป็นเด็ก
ก็เชื่อว่า เรายังเลือกความสนุกตอนเด็กอยู่

วันก่อนได้มีโอกาสคุยกะลุง Martin Smalley, 68 ปี
ที่ข้างทะเลสาปในมหาลัย
ลุงแกเป็นคนอังกฤษแท้ๆ โดยกำเนิด เป็นศิลปินและ
ทำรายการทีวี พูดอะไรแต่ละคำเป็นปรัชญาชีวิตไปหมด
ผมยืนคุยกับลุงแกประมาณสองชั่วโมง
แม้ว่าจะเป็นการพบกันครั้งแรก
สิ่งหนึ่งที่ลุงแกบอก และแทงใจดำอย่างยิ่ง นั่นคือ
ในประเทศอังกฤษ คนที่ยังคงความเป็นคนได้แท้ๆ
เท่าที่เห็นได้ ก็คงมีแต่เด็กๆ
เพราะมีแต่เด็กเท่านั้น ที่พบความสุขที่แท้จริง

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่เดินไปงานวันเด็กในวันนี้
ตอนแรกกะไปดูเด็กฝรั่งเท่านั้นเอง
เพราะในสายตาผมเท่าที่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น
สิ่งที่สวยงามที่สุด และทำให้ผมยิ้มได้ คือเด็กน้อยฝรั่ง
เด็กน้อยฝรั่งจะไม่มีวี่แววของความทึ่ม, หงอ, ขึ้อาย
แต่จะฉายแววความร่าเริงแจ่มใส
อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ไม่กลัวอะไร
ประกอบกับหน้าตาผิวพรรณ ที่ดูดียิ่งกว่าตุ๊กตา
ฝรั่งเขาถึงได้เรียกลูกๆ เขาว่า My little angle
หรือ เทพธิดาตัวน้อย ซึ่ง....มันก็จริง

แต่การไปงานวันเด็กในวันนี้ เกิดมุมคิดที่เพิ่มขึ้นมา
แล้วก็พบรหัสลับแห่งความสุข ที่เราเผลอทิ้งไป
ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เมื่อโตขึ้น
เพราะเด็กนั้น เต็มที่กะชีวิต โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
เมื่อเล่นก็เล่นให้เต็มๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะเปรอะเปื้อน
แม้ว่าฝนจะตก ก็ยังสนุกได้กับสายฝน
สิ่งเหล่านี้เราหายไปหรือเปล่า?
แม้กระทั่งฝนตก เราก็ยังกลัวว่าจะเปียก
กลัวว่าจะเป็นหวัด

เด็กไม่มีการยึดติด ถือตัวถือตน (อัตตา-มานะ)
ไม่เคยมีความคิดติดกรอบว่า ฉันมีตำแหน่งนี้, ยศนั้น
ฉันสำคัญอย่างนั้น อย่างนี้ ฉันจะมาทำแบบนี้ไม่ได้
เพราะเด็กรู้อยู่อย่างเดียวว่า เมื่อเล่น ก็คือเล่น
ไม่มีเวลาเก๊ก, ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เท่ห์ สาวจะไม่สน,
ไม่ต้องกลัวว่า จะทำให้ภาพพจน์เสียหาย
จึงเลอะกับดินและโคลนได้
ไม่มีความกลัวว่าจะเจ็บจะป่วย หากเล่นกลางสายฝน
ความคิดจึงถูกปลดปล่อย ไร้ขีดจำกัด,
ไม่ถูกจำกัดด้วยความรู้ใดๆ จึงอยู่กับปัจจุบันที่แท้จริง
ทำให้พบกับความสุขที่แท้จริง

ความสุขนี้ที่เราเอง ก็ยังเฝ้าเพ้อถวิลหาในวัยเด็ก
ที่เราเคยเกลือกกลิ้งดินทราย, ปีนต้นไม้
โดยไม่มีพันธนาการของความคิดใดๆ มาปิดกั้น
ไม่มีห่วงอดีต ห่วงอนาคต ไม่มีความกังวลใดๆ
เคยลองสังเกตุว่า ชิงช้าม้าหมุนที่นี่ นอกจากวัยเด็กๆ
ที่มาเล่นกันแล้ว ก็ยังมีระดับ ป้าและยายมาขี่เล่นด้วย
เพราะการรำลึกถึงความสุขในวัยเด็ก นั้นสำคัญยิ่ง

เมื่อนึกๆ ไปย้อนหลังเป็นลำดับขึ้นมา ก็เห็นทีจะจริงอยู่
ที่ความสุขแบบอิ่มๆ นั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เราเติบโตขึ้นมา พร้อมกับสร้างกรอบให้กับตัวเองทีละนิดๆ
จนเราไม่รู้ตัว ว่ากรอบของการถือตัวตน, ความรู้ฯลฯ
มันมาปิดกั้น ความสุข ความสนุกที่หายไป
เหลือแต่ความสุขแบบฉาบฉวย แต่ราคาแสนแพง
สนองได้แค่ความอยาก
ความสุขที่แค่อร่อยลิ้น, ฟังเพลงเสนาะหู, แอบดูสาวๆ
กินเหล้าเมาไปเรื่อยเปื่อย, ไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่
หากรวยขึ้นมาหน่อย ราคาของความสุขก็จะเขยิบตามขึ้นไป
โทรศัพท์จะเป็นแค่โทรศัพท์เฉยๆ ไม่ได้ ต้องฝังเพชรด้วย
รถก็ต้องเป็นรถสปอร์ต
แล้วเมื่อใช้ไปสักพัก ก็เบื่อและดิ้นรนหาสิ่งอื่นต่อไป
ที่ราคาก็แพงขึ้นไปอีก
ในขณะที่เด็กๆ มีความสุขกะการเล่นได้เต็มๆ
แต่ไม่เห็นต้องลงทุนซักกะบาท

จึงชี้ชัดว่า ความสุขที่เราวิ่งไล่ไขว่คว้ากันนั้น
แท้จริงแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินใดๆ ภายนอกเลย
แต่อยู่ที่วิธีคิด ภายในจิตใจเรานี่เอง
แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

เต็มที่กะชีวิต และใช้วิธีคิดแบบเด็กน้อย
นั่นคือไม่ต้องคิด แต่ลุยไปเลย!

Ref.
สภาวะปัจจุบัน คือสภาวะสูงสูด
ตื่นตัวเต็มที่, ไม่มีห่วงหาอดีต เพ้อฝันอนาคต
ไม่ติดกรอบความรู้, ขาดการยึดมั่นใน "ตัวกูของกู"
สภาวะจิตอิสระ, ไม่มีความกลัวใดๆ นี่แหละ เสรีของจริง
(ลองนึก moment ขณะที่เราเล่น ตอนเป็นเด็กประกอบ)

ไม่มีความคิดเห็น: