
เริ่มจากไปเจอบทความน้อยๆ
ในบล็อกของน้อง Chaaim เลยจิ๊กมา ว่ากันว่า
เ ร า ใ ส่ น า ฬิ ก า มื อ ซ้ า ย
ที่ ใ ส่ มื อ ซ้ า ย เ พ ร า ะ ถ นั ด ข ว า
ย ก มื อ ซ้ า ย ขึ้ น ม า ดู เ ว ล า ไ ด้ ง่ า ย
แ ต่ ถึ ง มี น า ฬิ ก า เ ร า ก็ ช อ บ ไ ป ส า ย อ ยู่ ดี
น า ฬิ ก า ก็ แ ค่ บ อ ก เ ว ล า . .
ที่ ใ ส่ มื อ ซ้ า ย เ พ ร า ะ ถ นั ด ข ว า
ย ก มื อ ซ้ า ย ขึ้ น ม า ดู เ ว ล า ไ ด้ ง่ า ย
แ ต่ ถึ ง มี น า ฬิ ก า เ ร า ก็ ช อ บ ไ ป ส า ย อ ยู่ ดี
น า ฬิ ก า ก็ แ ค่ บ อ ก เ ว ล า . .
ไ ม่ ไ ด้ ทำ ใ ห้ เ ร า ไ ป เ ร็ ว ขึ้ น
คิ ด ดู แ ล้ ว . .
คิ ด ดู แ ล้ ว . .
หั ว ใ จ ก็ อ ยู่ ท า ง ซ้ า ย เ ห มื อ น กั น
บ า ง ที เ ร า ก็ คิ ด น ะ . .
บ า ง ที เ ร า ก็ คิ ด น ะ . .
ว่ า อ วั ย ว ะ ใ น ร่ า ง ก า ย ที่ มี 2 ชิ้ น
จ ะ อ ยู่ ซ้ า ย - ข ว า อ ย่ า ง
แ ข น , ข า , ลู ก ก ะ ต า ทำ น อ ง นั้ น . .
จ ะ อ ยู่ ซ้ า ย - ข ว า อ ย่ า ง
แ ข น , ข า , ลู ก ก ะ ต า ทำ น อ ง นั้ น . .
แ ล้ ว ที่ มี ชิ้ น เ ดี ย ว . .
ก็ แ ส ด ง ค ว า ม โ ด ด ข อ ง มั น
อ ย่ า ง จ มู ก , ส ะ ดื อ ก็ อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง . .
อ ย่ า ง จ มู ก , ส ะ ดื อ ก็ อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง . .
ป ร ะ ม า ณ นั้ น
แ ล้ ว ทำ ไ ม . . หั ว ใ จ ถึ ง เ อี ย ง ซ้ า ย ล่ ะ ? ?
บ า ง ที เ ร า ก็ คิ ด ว่ า . . ที่ เ ป็ น งั้ น ก็ เ พ ร า ะ
ใ ค ร บ า ง ค น อ ย า ก เ ตื อ น ใ ห้ เ ร า รู้ ว่ า . .
หั ว ใ จ เ ร า
แ ล้ ว ทำ ไ ม . . หั ว ใ จ ถึ ง เ อี ย ง ซ้ า ย ล่ ะ ? ?
บ า ง ที เ ร า ก็ คิ ด ว่ า . . ที่ เ ป็ น งั้ น ก็ เ พ ร า ะ
ใ ค ร บ า ง ค น อ ย า ก เ ตื อ น ใ ห้ เ ร า รู้ ว่ า . .
หั ว ใ จ เ ร า
ไ ม่ ห นั ก แ น่ น พ อ จ ะ อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง
แ ล้ ว ก็ ไ ม่ มี ม า ก พ อ จ ะ แ บ่ ง เ ป็ น ส อ ง ด้ ว ย
แ ล้ ว ก็ ไ ม่ มี ม า ก พ อ จ ะ แ บ่ ง เ ป็ น ส อ ง ด้ ว ย
ถามไปที่น้องเหลิมต่อว่า "แล้วทำไมไม่เอียงขวาล่ะ?"
ก็ได้คำตอบมาว่า
ก็รอใครอีกคนมาเติมด้านขวาไง
เราจะรู้สึกได้ว่า ฮืม..ช่างจิตนาการดีแฮะ
Mr.Maa nOi แอบย่องมาถามเสริมว่า
ในเมื่อหัวใจมันมีอันเดียว แต่ทำไมมีหลายห้อง?
ดูเหมือนว่า หากจะโยงเอานามธรรมมาเข้ากับ
ลักษณะของหัวใจ โยงอย่างไรก็ถูกต้องหมด
เพราะความอ่อนไหว โลเลง่าย เปลี่ยนแปลงเร็ว
วิ่งวุ่นไปมา เครียดบ้าง หัวเราะบ้าง เหงาบ้าง
ต้องการนู่น ต้องการนี่อยู่ตลอดเวลา
ล้วนเป็นสามัญลักษณ์ของจิตใจมนุษย์
อันจะปรับเข้ากับลักษณะกายภาพของหัวใจจริงๆ
แต่จริงๆ แล้วหัวใจก็แค่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเฉยๆ
ไม่ได้มาเกี่ยวกับต้นเหตุของอาการโลเล อ่อนไหว
หากจะเกี่ยวก็ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวตอนอารมณ์ชัดเจน
อย่างเช่น โกรธจัดๆ หัวใจจะเต้นตุ๊บๆ
หรือเจอคนที่ถูกใจสุดขีด หัวใจก็แทบ
เต้นพุ่งกระดอนออกจากปาก
ด้วยเหตุที่ว่าใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
หากจะโยงกันไปก็ไม่มีจบสิ้น
คล้ายกับถามว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อน?
ไม่รู้จบเช่นกัน
เท่าที่ใช้ชีวิตมาในโลกนี้ระยะหนึ่ง
ก็เห็นแต่เพียงว่า ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่งให้สมดุลย์
เพื่อให้ทุกอย่างมันสอดคล้องไปกันได้
เราอาจไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด
แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ก็ยังตอบไม่ได้แน่ชัด
แต่เรารู้เพียงว่า มันต้องการความสมดุลย์อะไรสักอย่าง
อาจไปบาลานซ์กันกับไส้ติ่งก็ได้ ที่โผล่มาโดดๆ
สาระจริงแท้นั้นอยู่ที่ ความน่าสนใจในการหัดสังเกตุ
จิตใจตนเอง โดยการโยงเข้ากับ หัวใจอันเป็นอวัยวะต่ะหาก
เพราะในท้ายที่สุด ก็จะพบว่า ใจคนเรานั้นอ่อนแอ โลเล
วกวน ซนยิ่งกว่าลิง ว่อกแว่กอยู่เรื่อย และมักนำความ
เดือนร้อนมาให้เสมอๆ ด้วยการคิดมาก, เครียด, คิดถึง,
เหงา, เศร้าฯลฯ
การเรียนรู้เกี่ยวกับหัวใจภายนอกนั้น (อวัยวะ)
ไม่ว่าจะเรียนมุมไหน เรียนสูงแค่ไหน ก็ไม่มีวันจบสิ้น
ไม่ว่าจะวิทยาศาสตร์, การแพทย์, แผนจีน, แผนปัจจุบัน
โบราณคดี, หัวใจเด็ก, หัวใจผู้ใหญ่, หัวใจฝรั่ง, หัวใจเอเชีย
หัวใจไทยฯลฯ ยังไงศาสตร์เหล่านี้ก็ไม่มีวันจบ
ไม่ว่าจะปริญญาสักกี่พันใบ เรียนสักพันปีก็ตาม
แต่การเรียนรู้จิตใจตัวเอง(ภายใน)นั้น....มีวันจบได้
และไม่ต้องการปริญญาใดๆ
เพราะหากศึกษาจนจบได้ ก็อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง
(ปรมัตถุ์-ภาวะสูงสุด)
ความรู้หรือปริญญาก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น