วันศุกร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

สละร่างกาย

ผมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายแล้วไม่ลืมว่า
หยิบชุดเอกสารการบริจาคร่างกายมาเซ็นต์ด้วย
การบริจาคร่างกายนั้นน่าสนใจมาก ไม่นับการบริจาคให้สาวๆ
ผมพบว่า ร่างกายคนเราเมื่อตายไป ควรจะทำให้เกิดประโยชน์
ที่นอกจากการเผาทิ้ง หรือฝังดิน
คนตายนั้น น่ารังเกียจกว่าหมาแมวตาย แล้วยังน่ากลัวอีก
ไม้ที่ตายแล้ว ยังเกิดประโยชน์เอามาทำฟืน
คนที่ตายก็ตายไปแล้ว ร่างกายก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
นอกจากผลาญให้ลูกหลานจัดงานศพหมดเป็นแสนๆ
แล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา ที่เรียกกันเป็นปกติว่า คนตายขายคนเป็น
ผมพบว่าการเอามาให้นักศึกษาแพทย์เรียนนั้น
ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่เจอขณะนี้
ในเอกสารคู่มือนั้น มีสองทางเลือกคือให้ชำแหละ กับเหลือเป็นโครงกระดูก
ผมอยากเป็นโครงกระดูกที่ห้อยโตงเตง
เพราะมันอยู่ได้นานหลายชั่วคน เรียนได้หลายรุ่น
เกิดมาชาติหน้าผมอาจเป็นนักศึกษาแพทย์
มีโอกาสมาศึกษาโครงกระดูกตัวเองก็ได้ ใครจะไปรู้
แต่โรงพยาบาลก็เล่นตัว เงื่อนไขเยอะเหลือเกิน
เป็นโรคนั้นโรคนี้ก็ไม่เอา ตายอุบัติเหตุก็ไม่เอา
อยู่ไกลเกิน 200 กิโลเมตรก็ไม่ง้อ
จนผมมีความรู้สึกว่าอยากจะไปตายที่โรงพยาบาลเหลือเกิน
จะได้ไม่เดือดร้อนใคร
ผมไม่รอช้าที่จะเซ็นต์เอกสารบริจาคร่างกายทันที
เพราะเห็นว่ามีประโยชน์มากเหลือเกิน
ญาติก็ไม่ต้องเสียเงินค่าทำศพที่วัด
นักศึกษาแพทย์ก็เรียกเราว่าอาจารย์ใหญ่
การอุทิศร่างกาย เป็นกุศโลบายที่ทำให้เราติดยึดในรูปร่าง
ในร่างกายน้อยลง มันไม่ใช่ของเรา
เรายืมของท่านมาใช้ชั่วคราวหนึ่งที่มีชีวิต
หากเราไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ก็เท่ากับเราเป็นหนี้แผ่นดิน
การอุทิศร่างกาย ยังทำให้เรากลัวการตายน้อยลง
เพราะอย่างน้อย เรารู้แน่ชัดแล้วว่า ร่างของเราก็มีที่ไป

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ไม่เห็นด้วยที่ว่า "คนตายนั้น น่ารังเกียจกว่าหมาแมวตาย แล้วยังน่ากลัวอีก.." ต้องขอบอกว่า ถ้าหากเคยสูญเสียคนที่เรารัก...คุณชายดาวอาจมีมุมมองที่ต่างไป เพราะประสบการณ์ของข้าพเจ้าแล้วสามารถกอด "คนตาย" ที่เรียกว่า "พ่อ" ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจสักนิด..ไม่เคยมองว่าท่านน่ารังเกียจ หรือน่ากลัวเลย ไม่ทราบว่ามองมุมนี้ว่าอย่างไรคะ?

หวังว่าจะมีบทความใหม่ๆมาให้อ่านเร็วๆนี้ค่ะ (^__^)