“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”, “ยิ่งให้ยิ่งได้”, “ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา”
สาระของการเป็นผู้ให้มีมากมาย จริงๆ แล้วมันคือกฎการสะท้อนกลับ
และสาระของมันอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าไปคาดหวังสิ่งที่สะท้อนกลับ
เอาเป็นว่าผมเสพอารมณ์ในขณะที่เป็นผู้ให้ เพราะรู้สึกวาบๆ สนุก
มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกในขณะที่ให้อะไรๆ ก็แล้วแต่กับผู้อื่น
แม่ผมซื้อขนมมาฝากจากต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว
อารมณ์แรกผมรับไว้ และดีใจ ที่จะได้กินขนม
แต่หลังจากนั้นประมาณห้านาที ผมนึกได้ว่า
ผมเองจริงๆ แล้วไม่ได้ตื่นเต้นจากการกินขนมสักเท่าไหร่
เพราะไม่ได้สนใจในรสชาดอาหารมากมาย
ตรงกันข้าม เด็กๆ นักเรียนพุทธธรรม อีกมากมายที่ไม่มีโอกาส
และคงจะตื่นเต้นกับขนมน่ารักๆ น่ากิน
ด้วยอารมณ์ความเป็นเด็ก กว่าผมมากกว่าหลายเท่า
เขาคงจะมีความสุขมากกว่า
คิดได้ดังนั้น จึงกินบางส่วน เอาขนมอีกส่วนหนึ่ง
ที่ตอนแรกเราโกยใส่กระเป๋า เอาไปคืนให้แม่
แล้วบอกว่า เด็กๆ น่าจะมีความสุขมากกว่า
ฝากแม่เอาให้เด็กๆ กลุ่มนั้นด้วย แม่ผมอึ้งรีบอนุโมทนา
ณ เวลานั้น สัมผัสได้ว่าทั้งศรีษะและสมองผมเย็นดี วาบๆ
ผมไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกดีชะมัด
ผมเคยศึกษาธรรมะของอีกค่ายหนึ่ง
ท่านว่า ให้รีบอุทิศบุญกุศลในขณะที่จิตเป็นกุศลในทันที
ไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ไม่ต้องหาน้ำมากรวด
ให้ทำทันทีที่นึกได้หลังจากทำบุญอะไรก็แล้วแต่
อาจจะเป็นเทวดาประจำตัว, เจ้ากรรมนายเวรที่คอยจ้องหาทีเผลออยู่
หรือผีประจำบ้าน อะไรต่างๆ ที่อยู่อีกคนละมิติกับเรา
หลายครั้งที่ผมลองทำดู แล้วพบว่า เย็นวาบๆ อีกชั้นหนึ่ง
เหมือนเรามีพฤติกรรมการให้อีกทอดหนึ่ง
เพราะในขณะที่ให้ จิตเราเป็นกุศล
แล้วเรายังนึกถึงเทวดาและเจ้ากรรมนายเวร อุทิศส่วนกุศลให้ท่านอีกทอดหนึ่ง
มันก็เลยเย็นวาบๆ สองสามรอบติดๆ กัน ผมทดลองมาแล้วหลายครั้ง
ไม่มีผิดพลิ้วสักครั้ง มันเป็นอะไรของมันไม่รู้ แต่รู้สึกดีชะมัด
ปัญหาของผมจึงอยู่ที่ว่า ผมต้องค้นตนเองให้พบว่าวันนี้เราให้อะไรแล้วบ้างหรือยัง
วันนี้ได้อุทิศอะไรให้ใครบ้างหรือยัง
อย่างน้อยที่สุดก็หยุดรถให้คนข้ามแหละ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอัตโนมัติ
ผมคิดว่าเราลองตั้งจิตดูว่า ที่นอกจากญาติพี่น้อง คนรัก
วันหนึ่งๆ เราให้อะไรใครบ้างหรือยัง
เพราะไม่มีรูปแบบจำกัดของการให้ อะไรก็ตามที่เป็นการสละออก
นั่นก็คือการให้ เช่นกัน
เพราะผมพบว่าเมื่อไหร่ที่จิตเราสะสมการเป็นผู้รับ
สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือการกลายเป็นคนโลภ
อยากได้ของผู้อื่นอยู่ร่ำไป
ผมพบว่าโดยมากเป็นอาชีพตำรวจ ที่เก่งในเรื่องการขอ
ยิ่งนานวัน ยิ่งแก่ตัว ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตขึ้น การขอก็จะหนักขึ้น
หากไม่รู้ตัว และเขาจะไม่รู้ตัวเลยว่ามันน่ารังเกียจขนาดไหน
เพราะยิ่งโตขึ้น ก็จะไม่มีใครอยากตำหนิติเตียน
เขาก็ยิ่งได้ใจ คิดว่าใช่ ถูกต้อง มาถูกทาง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกรำคาญกลุ่มเพื่อนตำรวจด้วยกัน
เวลาเจอกัน มันมักจะขอโน่นขอนี่อยู่เรื่อยจนติดเป็นนิสัย
ผ่านไปหลายปี
วันนี้ผมพบว่า เพื่อนก็ยังเหมือนเดิม หรืออาจเป็นหนักขึ้น
ลูกน้องเอาเสื้อมาให้ตัวหนึ่ง ผมขอบคุณหลายครั้งแม้รู้ว่า
ได้มาผมก็ไม่ได้คิดจะใส่อยู่ดี
แต่เพื่อนผมแทนที่จะขอบคุณ กลับถามว่า มีกางเกงด้วยหรือเปล่า?
เข้าข่าย ได้คืบเอาศอก ไม่รู้จักพอ ได้แล้วอยากได้เพิ่ม
บางอย่างได้ไปก็เอาไปกองไว้ที่บ้าน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
แต่ขอให้ตัวเองได้ไว้ก่อน นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวตำรวจของประชาชน
ตำรวจที่ไม่มีสติ และมีอยู่มากมายล้นเมืองเสียด้วย
วันศุกร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น