ผมให้ความสำคัญของการบันทึกคือการทบทวนตนเอง
แต่ปรากฎว่าไม่นิ่ง เมื่อไหร่ที่จิตไม่นิ่ง ผมจะหวั่นไหว
เมื่อไหร่ที่หวั่นไหว เมื่อนั้นก็เป็นข้ออ้างว่าเขียนบันทึกไม่ออก
จริงๆ แล้วนั้น หากจะเขียนก็เขียนออก แต่อารมณ์ในขณะนั้น
มันพลุ่งพล่านเสียจนไม่เห็นความสำคัญของการหยุด ตั้งสติเพื่อบันทึก
ทบทวนเรื่องราวของตนเอง
ผมผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก ทั้งเราร้ายเสียเอง
กับคนที่เรารัก ร้ายกับเรา แต่ไม่เคยชาชิน
หลายครั้งที่นึกสงสารตัวเอง ทุเรศตัวเอง
เมื่อไหร่ที่ตรอมตรมกลับมา ก็จะเหมือนหมา
แอบมาเลียแผลรักษาตนเอง
ผมกลับมาทบทวนอย่างละเอียด ก็พบว่า
มีกฏให้เราต้องเคารพความเป็นจริงอยู่สองข้อ
หนึ่งคือ สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่เสมอ
ไม่มีสิ่งใดในโลกไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งใจเราเอง
อีกหนึ่งคือ สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเรา หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ไม่ว่าดีหรือร้าย ล้วนแล้วแต่การกระทำของเราเองนั่นแหละ
เป็นต้นเหตุที่แท้จริง
จงยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะเลวร้ายปานใด
นี่คือเสน่ห์ของการได้เกิดเป็นมนุษย์
ที่เราได้มีโอกาสหัดทำใจ สั่งสอนตนเอง
ด้วยแบบฝึกหัดนานัปประการ
เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มีเรื่องใหม่สดอยู่เสมอ
แล้วเราก็จะพบว่า มนุษย์นั้น เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข
ช่วงเวลาแห่งความเป็นทุกข์นั้น ปกติก็ยาวนานอยู่แล้ว
และยิ่งใจโน้มเอียง โดนอารมณ์เข้าแทรก ก็ดูเหมือน
เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีช่างเนิ่นช้าเสียนี่กระไร
ดูเหมือนนานมาก แต่เพิ่งจะผ่านไปแค่ 5 นาที นี่มันอะไรของมัน
มันคือช่วงเวลาแห่งการตกนรกที่แท้จริง
เวลาในนรกจึงยาวนานกว่าเวลาที่แท้จริงในโลกมนุษย์
ที่เราตรอมตรมไปกับมันทุกๆ วินาที
ณ เวลาเช่นนั้น ถือเป็นโอกาสทอง
เป็นโอกาสที่จะได้สั่งสอนตนเองได้อย่างแยบยล
เราจะคิดได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้ตัว รู้สึกระลึกถึงตนเอง คือมีสติ
สูบบุหรี่ก็ได้ ถ้าจำเป็น ถ้าการดูลมหายใจมันยังช่วยไม่ได้
เมื่อนั้นเราจะเข้าสู่ภาวะการสอนตนเองอย่างแท้จริง
ขอเพียงไม่เผลอไผลไปตามอารมณ์ แค่นั้นพอ
วันจันทร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น