วันพุธที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

Stay hungry, Stay foolish


ผมฟังเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่าสองร้อยรอบ
ไม่ยักจะเบื่อ

Steve Jobs คือ CEO และผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ที่กำลังดังเกรียวกราวไปทั่วโลก
และเปลี่ยนโฉมหน้าวงการ IT หลายๆ ด้าน
แค่ตอนประกาศว่าจะออก iphone,
บริษัทโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ก็หงายหลังกันหมดแล้ว
เขาเป็นแบบแผนให้ Google ได้ศึกษาในตัวเขาด้วย
ก่อนที่ Google จะเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่คู่คี่กันมา

Steve Jobs นั้น เหนือกว่า Bill Gate อยู่หลายขุม
ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์, การรักงาน,
การไม่ก็อปปี้ไอเดียใคร
แต่ Bill Gate กลับเหนือกว่า Steve Jobs ตรงที่
Bill Gate รู้จักการเป็น "ผู้ให้",
ถึงได้รวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นทศวรรษ

ผมฟัง Speech เรื่องนี้ ก็คล้ายกับว่า บางทีนั้น
เราต้องเดินทางหลายพันไมล์เพื่อให้ฝรั่งสอนธรรมะ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
"ตัวอย่างที่ดี ย่อมมีค่ากว่าคำสอน"
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

มี Concept แรงๆ ในเรื่องนี้เยอะ
เริ่มต้นที่การเอาคนที่เรียนไม่จบมหาลัยเลย มาให้โอวาท
ในงานสำคัญของมหาลัย ระดับท็อปเทนของโลก
แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว
คล้ายกับการตบกบาลชาวโลกว่า เฮ้ยๆ !
อย่าไปบ้าการเรียน บ้าเกียรติยศศักดิ์ศรีให้มันมากนัก
เป็นเรื่องไร้สาระ

เพราะสาระของเขานั้น
คือการกล้าลาออกจากมหาวิทยาลัย
ที่มีเป้าหมายเพียงแค่เรียนเอาปริญญา
แล้วป้อนคนเข้าสู่โรงงาน เหมือนเป็นหุ่นยนต์
(สังคมตะวันตกจะเห็นได้ชัด-ดู The Matrix ประกอบ)
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

เขาทิ้งระบบการศึกษาที่ใครๆ ต่างเห็นว่าดี เลิศหรู
แต่กลับมาตามหาหัวใจตนเองให้เจอ นั่นคือ
การ "Connecting the dots"
ยิ่งฟังดูแล้ว จะยิ่งรู้สึกว่าคล้ายๆ คำสอนอย่างหนึ่ง
ที่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ นั่นคือ การมี "ฉันทะ"
การจะทำอะไรสักอย่าง ให้สำเร็จ
มันจะต้องมีใจรักชอบ ในสิ่งที่จะทำเสียก่อน
ลองสังเกตุดูสิว่า หากเราชอบทำอะไร
เราก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ได้ทั้งวันทั้งคืนไม่มีเบื่อ ไม่มีบ่น แล้วยังไม่หิวข้าวด้วย

แต่ ณ วันนี้ งานที่เราทำนั้น ก็เป็นไปเพียงแค่แลกเศษเงินของนายทุนตัวอ้วนที่นั่งตีพุงหัวเราะ
หรือวิ่งเต้นจะเป็นจะตายให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเกียรติยศ เราเรียน เราไม่ได้ต้องการความรู้มากมาย แต่เราต้องการแค่ใบปริญญา มาเป็นใบเบิกทางในการหางาน คล้ายเป็นฉลากแปะว่า ฉันมีความรู้นะ

แต่เราไม่เคยตามหาหัวใจตนเองให้เจอเลย ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่เหมาะสมกับตัวเราเอง
เราถึงมาบ่นกันเป็นทิวแถวว่า ทำงานหนัก, งานเหนื่อย
ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ ตอกบัตร เข้าออกตามเวลา ตามนายสั่ง
เมื่อเหนื่อยแล้ว ก็ไม่ต้องบ่น!...เพราะเราก็เดินทางผิดตั้งแต่ต้นแล้ว ในมงคล 38 (ที่เรามักไม่ค่อยสนใจ) ก็บอกอยู่โทนโท่ว่า "การงานชอบ" นั่นหมายถึงการงานชอบด้วยกฏหมาย แล้วก็ต้องชอบในงานด้วย ลองหยุดค้นหาตนเองก่อน ไม่ต้องรีบ

"ทิศทาง สำคัญกว่าความเร็ว"
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

พระพุทธเจ้าเองก็ไม่เคยบอกสอนเสียหน่อยว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ
จะต้องเข้าเรียนมหาลัยดังๆ เรียนให้สูงๆ เป็นเจ้าคนนายคน
มีแต่บอกว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ก็ให้ทำในสิ่งที่ชอบก่อน
อันเป็นสาระสำคัญของชีวิต
หากจะลองเทียบเล่นๆ ก็คือ เจ้าชายสิทธัตถะ
ก็เรียนจบสำนักตักกะศิลาที่เลื่องชื่อ
แล้วก็จบระดับด็อกเตอร์แทบทุกแขนงวิชาด้วย
แต่ก็ยังมองว่า การศึกษาเหล่านั้น มีสาระน้อย
ถึงได้โยนการศึกษาทิ้งไป แต่ให้ตามหาตัวเองให้เจอก่อน ด้วยการบอกไว้ในมงคล 38 แล้ว แต่เราไม่สนใจกันเอง


มีนักศึกษาหลายๆ คน ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อตามหาหัวใจตัวเอง

เพราะหนังสือของปราชญ์ท่านหนึ่ง, "กฤษณะมูรติ"
ท่านบอกกล่าวว่า บทบาทของการศึกษานั้น
ควรจะช่วยให้ผู้คน ค้นพบตนเองโดยเร็ว
ว่ารักชอบ ที่จะทำอะไร แล้วเดินตามหัวใจตนเองนั้น
แต่บทบาทของการศึกษา ณ วันนี้...ไม่ใช่ เป็นเพียงโรงงานผลิตคน เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยม ทำงานแลกเศษเงิน ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จนบางทีอาจารย์ยังเผลอเรียกลูกศิษย์ว่าเป็นลูกค้าเล้ย! เห็นแก่เงิน จนลืมคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษา

คิดสิว่า
หากเราเริ่มต้นด้วยการทำอะไรที่ไม่ชอบ
ก็มีแนวโน้มว่า เราก็จะได้ทำแต่สิ่งที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต
แต่หากเราเริ่มต้นทำอะไรที่ชอบๆ
ต่อๆ ไป เราก็จะได้ทำแต่ในสิ่งที่เราชอบตลอดไปเช่นกัน
ตายไป ก็จะได้ไปในที่ชอบๆ ด้วย ไม่ต้องมาสวด
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

แล้ว Steve Jobs ก็มาตอกย้ำว่า ที่เขามาถึงจุดนี้ในตอนนี้
ก็เพราะว่ามันจะต้องรักชอบในสิ่งที่ทำก่อน
เรื่องเกียรติ และเงินทอง เป็นเพียงผลพลอยได้
คล้ายกับเป็นรางวัลของความหมั่นเพียร
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปวิ่งไล่ล่าตามหา
...มันจะเป็นทุกข์
ทำงานก็ไม่มีความสุข, เราจะเห็นว่ามีแต่คนบ่นเรื่องงาน
ก็เพราะว่าเราตั้งเป้าผิดแต่แรก หรือด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)
เพราะเราถูกหลอกว่า "งานคือเงิน เงินคืองานบรรดาลสุข"
แต่ยิ่งทำไป เราจะรู้สึกว่าไม่เห็นมันจะสุขได้สักกะที

เราถูกหลอกว่า มีเกียรติ, มียศสูงๆ แล้วจะมีความสุข
มีตำแหน่งสูงๆ ขึ้นไป เป็นเจ้าคนนายคน แล้วจะมีความสุข
แต่แล้วเราก็พบว่า ความสุขนั้น มันไม่มีอยู่จริง
เป็นเพียงของชั่วคราว แล้วก็ต้องดิ้นรนหากันใหม่ เตะถีบวิ่งเต้นกันให้วุ่นวายไปหมด จนเราต้องกลับมาคิดว่า นี่เราจะต้องวิ่งเต้นอย่างนี้ ไปตลอดชีวิตละหรือ?
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

การลาออกจากมหาลัยของ Steve Jobs นับว่าเป็นเศษเสี้ยวนิดเดียว หากเทียบกับการลาออกจากพระราชวังของเจ้าชาย สิทธัตถะ ที่มีตำแหน่งพระมหากษัตริย์และทรัพย์สมบัติมหาศาลรออยู่ จึงไม่ต้องสงสัยว่าบุคคลที่กล้าหาญละทิ้งโลกธรรม (ลาภยศสรรเสริญ) ได้ จะยิ่งใหญ่ตามความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของระดับอำนาจจิตที่รุนแรง

การนึกถึงความตายทุกๆ เช้าของ Steve Jobs
มาเข้าสูตรที่พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า
ในแต่ละวัน เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง
พระอานนท์ตอบ วันละหลายๆ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าบอกว่านั่นน่ะ น้อยไป
เธอต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ

เพราะผู้ที่มีชีวิตอยู่แม้เพียงวันเดียว แล้วระลึกถึงความตายได้
ยังนับว่าประเสริฐกว่าผู้มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี
แต่ไม่เคยตระหนักในความตายเลยสักครั้งเดียว (พุทธพจน์)

การระลึกถึงความตายบ่อยๆ จะทำให้เราสำนึกได้ว่า
You're already naked, you have nothing to lose.
เกิดมาก็เปลือยเปล่าอยู่แล้ว...
ทุกๆ สิ่งที่สร้างมา ก็จะพังลง เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย
ก็นั่นแหละ บางทีก็ต้องให้ฝรั่งสอนธรรมะ กว่าจะถึงบางอ้อ

ด้วยเหตุที่ฝรั่งทำอะไรก็มักประสบความสำเร็จและเหนือกว่าเราอยู่เสมอ นั่นเพราะ เวลาทำอะไรเขาทำจริงๆ จังๆ ไม่เป็นหมาหยอกไก่ อันเป็นพื้นฐานของจิตที่มีพลังสมาธิสูง และแม้ว่าจะสำเร็จสูงส่งแค่ไหน เขาก็ยังต้องอ่อนน้อมอยู่เสมอ จึงเป็นที่มาของประโยคสุดท้าย

"Stay hungry, Stay foolish"

ทำให้นึกถึงคำปรัชญาจีนที่บอกว่า เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว นั่นหมายถึงเรายังไม่รู้อะไรเลย


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire โอ้ย!..เลือดออก

1 ความคิดเห็น:

nich กล่าวว่า...

บางครั้งเราคิดว่าปัญหาที่เราเจอนั้นมันช่างยิ่งใหญ่นัก
ไม่มีแม้ทางออกมองไปทางไหนมีแต่ความมืดมิด...
เหมือนตกอยู่ในวงล้อม...มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
แต่พอมีใครสักคนยื่นมือมาช่วย...คอยชี้ทางสว่างให้
เมื่อเราหลุดออกจากวงล้อมนั้นแล้วพอหันกลับไปมองดู
มันช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งนัก...ช่างน่าตลกซะจริง...
คนเรามักจะตาบอดเสมอ...
...ขอบใจนะเพื่อน...