วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ที่รักอย่าจากฉันไป...



ช่วงนี้ผมสอบอยู่คับ อ่านความเห็นพี่ปู่ (xfiles)ไปพลางๆ ก่อน
เราตั้งประเด็นกันว่า


"เราจะปลอบเพื่อนอย่างไรดี เมื่อคนรักมาจากเราไป
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เช่น ช่วงสอบ"


หากจะให้ความเห็นอันเฉียบคมหลุดลอยไปตามกาลเวลา
ดูท่าจะไม่ดี เลยเอามาลงไปพลางก่อน

****************************************************

เริ่มที่ประเมินแบบอารยะชนก่อน ว่าคนที่จะปลอบนั้นเป็นเช่นไร
ก็จะเอาปัญญาหรือสาระที่ได้นั้นว่า

คนรักตีจาก...เราได้แล้ว..เราจบแล้ว
ได้องค์ความรู้ที่ชัดแล้วว่า...อีคนนี้ไม่ดี ไม่เหมาะ
หรือความผูกพันแบบนี้ ไม่ถูกต้อง หรือเห็นลึกลงไปว่า
แม้ความรักก็เป็นทุกข์ ยินดีกับบทเรียนนี้
ปีติกะปริญญานี้แล้ว จบแล้ว ไม่ต้องเรียนเรื่องนี้ต่อ

การเรียน การสอบ...ยังไม่ได้ ยังไม่จบ
การเรียนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทดสอบ
ยังไม่ควรประมาทว่ารู้แล้ว ยังต้องทดสอบ ยังต้องทำโจทย์
ทำการสอบ ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคะแนนอยู่
เนื้อหาที่เรี่ยนยังเป็นเรื่องที่น่ารู้อยู่
แม้ส่วนมากศาสตร์เหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์
แต่ก็เป็นไปเพื่อการยังชีพ เป็นสัมมาอาชีวะ ข้างหน้า
เป็นประโยชน์ เป็นความสุข แก่สังขารนี้ ในกาลเบื้องหน้า
คิดแจ้งดังนี้แล้ว จึงควรนับปัญญาที่จะได้มา
เป็นหลัก เป็นแนวการตัดสินใจ

แต่ที่แน่แท้..การจะปลอบคนอื่นนั้น มันแปลว่า
บุคคลทั่วไปแล้ว ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นปุถุชน
ไม่ได้ประสงค์ในการพ้นทุกข์ มีจู๋และนมเป็นเป้าหมาย
ก็ต้องปรับเป็นระดับปุถุชน (คนหนา คนหยาบ)

อันนี้ก็ต้องปรับใช้ความเป็นอารยะสอนให้อนารยะได้
ต้องปรับปัญญาให้เป็นสมมติ
สร้างบุคคลาทิสถาน(Symbolic)ในการชี้ชวน
ความทุกข์อันเนื่องด้วยรัก มักมาจากกามฉันทะ
หาใช่เมตตาไม่
มีความรู้สึกเองว่าสังขารนั้น(คนรัก) เป็นของของเราด้วย
ด้วยการหลอกว่า เป็นแฟนกันนะ เป็นของกันและกันเสมอ
ราวกับกินกับปากเดียว ถ่ายจากทวารเดียวกัน ฉะนั้น
จึงเกิดความอนุวัติญัตติ (การคิดเอาเอง) ว่า... เรื่องนี้ๆ
เธอต้องตัดสินใจเช่นนั้น เธอควรทำอย่างนั้น
ควรอยู่อย่างนั้น โดยเอาการประเมินของเราไปใส่
ราวกับว่าเมื่อก่อนจะเจอเรา เธอเดินไม่เป็น กินไม่ถูก
ไม่รู้ไม่เป็นอะไรสักอย่าง
เรียกว่าหอบหามธาตุขันธุ์ของอีกฝ่ายไว้ในความคิด
(ควายแท้ๆ )

พอเมื่อถูกตีจาก จึงเหมือนเสียอวัยวะ
เกิดความเจ็บปวด ทุรนทุราย คิดประหนึ่งว่า
เราได้รับอุบัติเหตุ ฟื้นจากสลบและพบว่า
แขนถูกตัดไปบ้าง ขาถูกตัดไปแล้ว อวัยวะน้อยใหญ่
มิได้สมบูรณ์พร้อม ดังแต่ก่อน
ความเจ็บปวดนี้จะเกิดเป็นความทุกข์ น้อยใจ
เกิดความเหงาเศร้า ความรู้สึกเดิมกลับมา
เหมือนเมื่อรับรู้เมื่อเยาว์ว่า เราเกิดมาคนเดียว
และจะตายคนเดียว ควบคุมอะไรไม่ได้
เกิดความยอมรับ และอึดอัดอยู่
รอวันที่จะโต มีเงิน
มีงาน ควบคุมบางอย่างได้ เกิดความรู้สึกมีอำนาจ
ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเมื่อเกิดมาตัวเปล่า
จึงนับเอาอวัยวะของตน สังขารของตน
เป็นถาวรสมบัติ มิได้คิดว่าเป็นแค่เหตุชั่วครั้ง
เป็นแค่ปัจจัยไม่ถาวร ที่ยืมใช้ชั่วคราว
ตามแต่ค่าเช่า คือ กรรมของตน นิรมิตรไว้
สังขารนี้ จึงวิจิตรพิการแตกต่างกัน อายุต่างกัน
มีสิ่งแวดล้อม ญาติพงษ์ มิตรสหาย ทรัพย์สมบัติ
รวมทั้งคู่นอน คู่ชีวิตต่างไป ตามแต่กรรมของตน

การถูกทิ้ง ก็แสดงชัดว่า เราเคยทำเช่นนี้กับคนอื่นมาก่อน
ปัญญาเกิดเร็วเท่าไหร ก็พ้นกรรมเร็วเท่านั้น

หาประโยชน์จากการอกหัก สร้างบทเรียน
เป็นภูมิต้านทานชีวิต เป็นปัญญาที่จะติดตัวไปเป็นคติถาวร
เป็นทรัพย์แท้ เป็นอาจารย์ ที่ตักเตือนความเป็นอนิจจัง
ความรู้สึกว่า คนรักเป็นอวัยวะก็หลุด
และหากให้แลกว่า เอาตาสักดวง นิ้วสักนิ้ว
แลกกับการกลับมารักกันเหมือนเดิม
ก็เชื่อว่า เรายังรักอวัยวะของเรามากกว่า คนอื่น
การไม่มีจะกิน ทุกข์จากความหิว ความไม่มีใดๆ
มีสาระมากกว่า สำคัญกว่า ทุกข์ที่ไม่มีคนร่วมเพศ ร่วมชีวิต

คิดสิว่า ถ้าเคยทิ้งได้เสียสักครั้ง อยู่ไปก็ย่อมระแวงกันไป
แม้บางทีเราก็เบื่อเอง นึกถึงคนที่เราเคยทิ้ง ๆ เค้ามา
แต่เราไม่รู้สึกอะไร ผมไม่ผิด ผมไม่ได้รัก อยู่กันไม่ได้
ไม่อยากหลอกตัวเอง โดนเข้าเอง...เป็นไงหล่ะ
หรือแม้จะเป็นความรักสมหวังดังคาด
วันหน้าเมื่อต้องจากตาย ก็ยังต้องเจ็บอีกเป็นสามัญ

การรักษาร่างกายสังขารนี้
ให้ชาติหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงปัญญา บารมี
ของแต่ละชีวิตนั้น สำคัญสุด
หากร่างกายหิวกระหาย ประกอบด้วยโรค
การเรียนรู้พระสัทธรรมย่อมเป็นไปได้ยาก
การเกิดมานั้นจะเป็นหมัน เสียชาติเกิด
ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส
บางทีเมื่อเห็นความจริงแล้ว ไม่ห่วงกันแล้ว
ห่วงตัวเอง ได้สมาธิการอ่านหนังสือแทน
อาจจะเป็นทางเอาชนะที่ดี ใช้อกหักเป็นแรงผลัก
จะเจอคนที่เหมาะกว่า
เราก็ต้องประสบความสำเร็จดี
สุขภาพแข็งแรง ยิ่งโทรม ยิ่งโง่ ใครจะมาสนใจ
ธรรมดา โลกธรรม
อาจเหมือนโอกาสได้โสด
ได้อิสระ...มองให้บวก เหมือนเพลงโชคดีที่ทิ้งกัน
เพราะถ้ายังไม่ทิ้งกัน คงไม่มีโอกาสเจอคนที่ดีกว่า
หรือ ไม่ได้ฉุกคิดว่า ทุกคนรักตัวเองหมด
ถ้าเราจะรักใคร ต้องเริ่มต้นจากการรักตัวเองให้เป็นก่อน
รักตัวเองเป็นต้องทำอย่างไร
คิดง่ายๆ เราต้องสอบผ่าน เราต้องแข็งแรงแจ่มใส
เราต้องเมตตาสงสารตัวเอง
อย่าสร้างทุกข์ โรคภัยให้กับตัวเอง
คิดถึงคนที่รักเราจริง ๆ
เราเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเค้าจริง ๆ
อย่าง พ่อแม่เรา จะห่วงจะทุกข์มากกว่า
ที่เราเสียคนรักมากขนาดไหน
"เมื่อค้นพบได้ดังนี้ ก็สมควรเริ่มที่เป็นนักรักที่แท้"
คือ..รักชีวิต ชื่นชมกับโอกาสในการใช้ชีวิต
แบบที่ดีที่สุด กับทุกคนที่แวดล้อมเรา
ใส่ใจเรา ไม่น่าไปสนใจคนที่ไม่สนใจเราแล้ว
เราเสียแค่คนเคยรัก คนเคยรู้จัก
แต่เรายังมีคนที่รักเราเสมอ
คนที่รักเรามากกว่า คอยเฝ้าดู คอยห่วงใย
เรายังมีสังขารร่างกายตามต้นทุนกรรมของเรา
ที่ต้องรักให้มาก ดูแลให้มากกว่า ยังมีอยู่ ไม่ได้เสีย

รู้ดังนี้ เมื่อรักเป็น ก็จะสนใจสุขภาพ
สนใจการเรียนการสอบ สนุกกับการได้ปัญญา
ได้สร้างบารมี เป็นภูมิคุ้มกัน โรคภัย
รวมถึงความเขลา ความไม่รู้จักโอกาสในชีวิต
ปิดกั้นลงโทษตัวเอง เพื่อประชด คนที่ไม่สนใจเรา
แต่ทำร้ายพ่อแม่เราเต็มเต็ม

โง่แท้ๆ

ไม่มีความคิดเห็น: