
(อ่านเรื่อง "ความรักของปู่ชิว" ข้างล่างก่อนนะคับ เพื่อความเข้าใจโดยบริบูรณ์)
ปู่ชิว กลายเป็นต้นแบบของคนดี ที่มั่นคง ซื่อตรง มีสัจจะ
แต่ความเป็นคนดีแบบนั้น
ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พ้นทุกข์ได้
ซ้ำร้าย การเป็นคนดีมักจะเจ็บช้ำกว่าคนปกติทั่วๆ ไปเสียอีก
คนดีมักอ่อนไหว อ่อนโยน เห็นใจผู้อื่น,
และเวลากระเทือนก็มักกระเทือนแรงกว่าผู้อื่นเช่นกัน
ต่อให้เป็นคนดีมากที่สุดในโลกแค่ไหน ก็ยังเจ็บช้ำ
ไม่รอดพ้นบ่วงทุกข์อยู่วันยันค่ำ
สาวๆ ที่เป็นคนดี มักถูกชายใจร้ายทำร้ายจิตใจอยู่เนืองๆ
เขามักมองไม่เห็นคุณค่า
ในคุณความดีที่เธออุตส่าห์ทำแทบตาย
หนุ่มๆ มักถูกบอกเลิกด้วยประโยคคลาสสิคว่า "ดีเกินไป"
แล้วกูจะเป็นคนดีกันไปทำไมกัน?
หรือว่าเราถูกผู้ใหญ่หลอกมาตั้งแต่เด็กว่าให้ทำความดีกันไว้?
ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี,
ทำดีแล้วสังคมจะยกย่อง
ทำนู่นทำนี่ ที่ชั่วก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นคนเลว
เดี๋ยววงศาคณาญาติจะถูกประนาม
เรามักได้รับการปลอบใจว่า ทำดีไปเถอะ
ไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทน
ทำดี ทำดี ทำดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทำดี ทำดี ทำดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตั้งหน้าตั้งตากันเข้าไป แต่ไม่ยักเห็นว่ามันจะได้ดีกันซักที
ประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกว่า คนชั่วได้ดีหมดเลย
ขายเหล้าก็รวย, ขายสาวก็ยิ่งรวย, ขายหวยก็ยิ่งรวยไปใหญ่
ทำโต๊ะพนันบอลก็ดูจะรวยสุด
นักการเมือง ก็ยิ่งเห็นชัด ยิ่งชั่ว ยิ่งได้ดี
ได้ครบถ้วนทั้งอำนาจ วาสนา บารมี ลาภยศเงินทอง
การพร่ำสอนให้ยึดแต่หลักทำความดี ผมว่าทำให้สังคมเป๋
เพราะสิ่งที่เห็นกับตา มันตรงกันข้ามเสมอ
แต่แท้จริงแล้ว เรามักลืมเงื่อนไขตัวหนึ่ง ว่า มันต้องใช้เวลา
ซึ่งเรามักจะไม่อดทนรอดูเท่าไหร่
เพราะเงื่อนเวลามันมักใช้เวลานานเกินไป เกินอดใจรอ
กว่าดีจะให้ผล, กว่าชั่วจะให้ผล
กว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงว่า คนร้ายจะต้องแพ้ในตอนจบเสมอ
เราก็อาจเผลอไผล ไปอยู่ฝั่งคนร้ายไปเสียแล้วก็เป็นได้
ปู่ชิวเมื่อวาน ทำให้ความคิดผมหลุดออกจากกรอบความคิด
ของการเป็นคนดีแล้ว เพราะการเป็นคนดี ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
ไม่ใช่ปลายทางที่วางไว้อีกต่อไป,
เราถูกยัดเยียดตั้งแต่เด็กว่าให้ตั้งป้อมทำแต่ความดี ซึ่งมันก็จริง
แต่วันนี้ผมคิดได้ว่า การเป็นคนดีไม่ใช่เป้าหมาย
แต่เป้าหมายคือ ทำอย่างไรจะให้ตัวเองหลุดพ้นจาก
วังวนของความเศร้า เหงา เซ็งระยำพวกนี้ต่างหาก
ที่มันมีผลต่อชีวิตโดยตรง และผู้คนรอบด้านต่างก็เจ็บปวด
ไม่แพ้กัน
พอมาเริ่มค้นคว้าจริงๆ จังๆ ว่า มีวิธีไหนบ้าง
ที่จะหลุดจากการพายเรือในอ่างความเศร้าพวกนี้ได้
โดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความดี (ที่ถูกยัดเยียด) เป็นหลัก,
แล้วก็พบว่า เฮ้ย! จริงๆ แล้ว สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะค้นพบ
และพร่ำสอนเสมอ คือ หลักการนี้นี่หว่า
นั่นคือ วิธีการหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจาก
ความซวยระยำเหล่านี้ เป็นหลักต่างหาก
ไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาเป็นคนดีแบบไม่ลืมหูลืมตา
ซึ่งพอมันยังไม่ให้ผล ก็มาพร่ำบ่นกันพรอดๆ ว่า
ทำชั่วได้ดีมีถมถืด แล้วพากันเปลี่ยนใจไปทำความชั่วแทน
หากศึกษาทำการทดลองกับตัวเองไปเรื่อยๆ จะพบว่า
สิ่งดีเป็นเพียงแค่ทางผ่าน,
เป็นเพียงด่านหนึ่งที่จะต้องผ่าน
เหมือนเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องผ่านเป็นด่านๆ
แล้วเก็บไอเท็ม (สิ่งดี) ไปเรื่อยๆ
เป็นพลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาด
ที่รอท้าทายอยู่เบื้องหน้า
ก็เหมือนกับการเดินทางจากเชียงใหม่ จะไปกรุงเทพฯ
ก็ต้องผ่านลำพูน แวะลำพูนเป็นด่านแรก
เพื่อที่จะพกเสบียงอาหารไปด้วย
ความดีนั้น ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด,
แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงเสบียงให้เราเดินทางแค่นั้นเอง
เพื่อเป็นหลักประกันว่า เราจะไม่เดินทางแบบอดๆ อยากๆ
ไม่มีอุปสรรคหนักๆ มากีดขวาง
เราจึงต้องแวะลำพูนเพื่ออัดฉีดสิ่งดีๆ เข้าไป
ให้เป็นทั้งเสบียง ทั้งเกราะกำบัง และน้ำมันเชื้อเพลิง
ในวันหนึ่งเมื่อถึงปลายทาง เราก็ต้องทิ้ง
สิ่งที่เราแบกมาทั้งหมดนั้น ด้วยการวางมันลงไป
แม้กระทั่งความดี ยังทิ้งได้ จะกล่าวไปไยถึงความชั่วโสมม
เพราะเราจะต้องละมันเสียก่อน ตั้งแต่ก่อนจะออกเดินทางแล้ว
ไม่งั้นจะสตาร์ทเครื่องไม่ได้
แท้จริงแล้ว หลักการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ก็คือหลักเดียวกันกับฟิสิกส์ ที่ว่า Actions เท่ากับ Reactions,
กลไกการทำงานเดียวกัน เพียงแต่เรียกกันคนละอย่าง
เพราะความแตกต่างด้านภาษาระหว่าง ตะวันออก-ตะวันตก
นั่นคือ หากไปตบหัวใคร เขาอาจชักปืนมายิงสวน
มันเป็นกฏการสะท้อนกลับที่เข้าใจได้ง่ายๆ
เป็นกฏธรรมชาติและจักรวาล เป็นสัจจะเสมอ
เป็นความจริงเสมอ และถูกต้องเสมอ
แต่ความซับซ้อนมันอยู่ที่เรื่องเงื่อนเวลาของการให้ผลลัพธ์
ซึ่งบางทีอาจต้องข้ามภพชาติ ไม่ทันเห็นผลในชาตินี้
และเกี่ยวเนื่องกับตัวบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย
ถึงวันนี้ จึงได้พบว่า Positioning ของความดีนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำ
แบบไม่ลืมหูลืมตาแบบปู่ชิ่วอีกต่อไป
สิ่งดีๆ เป็นเพียงทางผ่าน ที่แบกเอาไว้ระยะหนึ่ง
เพื่อการเดินทางโดยสวัสดิภาพ จนเข้าสู่เป้าหมายหลัก
นั่นคือการหลุดวงโคจรของ ความทุกข์อันเกิดมาจาก
ความซวยริยำเหงา เศร้า เจ็บปวดกายใจทั้งหลายต่างหาก
นั่นคือ "อิสรภาพ" ที่แท้จริง
เรื่องของปู่ชิว เป็นตัวอย่างที่แจ่มแจ้ง
ว่าต่อให้ดีแทบตาย ไปจนวันตาย,
แต่ไม่รู้แสงสว่างส่องหนทางออกจากเขาวงกตแห่งความโศก,
ความดีในชาตินี้ก็แทบไร้ความหมาย
ทั้งๆ ที่แบกความดีอยู่เต็มกระบุง
สิ่งที่ปู่ชิว อดทนหมั่นทำความดี จนเป็น idol ชนิดหนึ่งในล้าน
ปู่ชิวจะได้รับความดีตอบแทนแน่นอน
ทั้งชาตินี้และชาติหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
และหากเมื่อไหร่ที่ปู่ชิว พบแผนที่ชี้ทาง, เจอผู้ชี้ทางสว่าง
ออกจากวังวนความเศร้าสลดได้เมื่อไหร่ละก็
ความดีอันมหึมาของปู่ชิว
(สัจจะ, พากเพียร, ความตั้งมั่น) นี้แหละ
จะทำหน้าที่เหมือนเป็นจรวด พาปู่ชิว
เข้าสู่ฝั่งอิสรภาพได้อย่างรวดเร็ว
ปลอดภัย น่าอัศจรรย์ อันยิ่งกว่าประกันชั้นหนึ่ง
พึงรักษาคุณความดี ประหนึ่งเกลือรักษาความเค็ม...นั้น
ก็จริงอยู่ แต่ต้องรู้เป้าหมายด้วยว่า
ความดีที่ทำ มีหน้าที่อย่างไรให้ผลอย่างไร,
และจะต้องละทิ้งไปเมื่อใด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น