วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

แบกความดีไปเพื่ออะไร? (ปู่ชิว 3)



ยอมรับว่าการทำดีในยุคนี้นั้นยากอยู่
เพื่อนจะชวนไปกินเหล้า จะปฏิเสธก็ลำบาก
ถ้าไม่ไป ก็ถูกมองว่าทำตัวห่างเหิน ไม่เอาเพื่อน ใจไม่ถึง
เราเห็นการมี กิ๊ก เป็นแฟชั่น,
แฟชั่นที่มันสวนทางกับอุดมคติของปู่ชิวโดยสิ้นเชิง
แฟชั่นที่มันจะพาเราลงสู่อบายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรามี hi5 ที่กระตุ้น ยั่วยุ ล่อใจ เพิ่มกามรมณ์
อดจะหลงไหลไป add คนหน้าตาดีไม่ได้
โดยหวังว่าจะเผื่อฟลุ๊ก เพราะอยากมีกิ๊ก
เราไม่รู้สึกผิด เพราะเห็นใครๆ เขาก็ทำกันเต็มบ้านเมือง
การโกหกหลอกลวง จึงแอบมาฝังตัวอยู่จนดักดานเป็นนิสัย
เพราะเพิ่มพูนวันละนิดๆ จนไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรอยู่

เราแทงบอลโดยไม่รู้สึกว่ามันสะทกสะท้าน
เพราะเมืองนอกเขาเห็นว่าเป็นธุรกิจถูกกฏหมาย

เรามองไม่เห็นว่ามันชั่วร้ายอย่างไร
เพราะว่าความชั่วร้ายมันยังไม่ให้ผล

เช่นกัน..
เราทำความดีไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะให้ผลเมื่อไหร่
และยึดเอาความดี เป็นตัวตั้งก่อนนั้นถูกทางแล้ว
แล้ววันหนึ่งเราจะพบว่า เราจะขอบคุณความดีเดิมๆ ที่เราทำ
แล้ววันหนึ่งเราจะโทษความชั่วทั้งหลาย
จนรู้สึกว่า กูไม่น่าเลย
เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น

ทุกวันนี้ผมก็ยังเสพผลิตผลจากความดีเดิมๆ ที่เคยทำ
เรามีบ้าน, มีรถเก๋งขี่, มีตังค์ใช้, ได้นู่นได้นี่,
ได้ไปในที่ๆ มหัศจรรย์ใจ ในที่ๆ อยากไป
ได้เคยสัมผัสเงินเดือนๆ ละแสนกว่าๆ ฯลฯ
ผมไม่รู้หรอกว่า มันเป็นผลผลิตจาก ไอ้ความดีตัวไหนที่เคยทำ
รู้แต่ว่า ทำไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวมันดีของมันเอง
ก็คงเหมือนปู่ชิว ที่ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดสามสิบปี
โดยไม่หวังว่าจะมีอะไรตอบแทน, หรือจะตอบแทนเมื่อไหร่

แต่วันหนึ่ง ผมกลับพบว่า ทำไมเราทำความดีมาก็มากมาย
ทำไมเราทุกข์อยู่, ทำไมเรายังเศร้า, ยังเหงา ทรมานใจสุดๆ
จนถึงสภาพของความทุกข์ถึงที่สุด
บางทีเราก็เล่นเน็ตบ้าง, ฟังเพลงบ้าง, ดูหนังบ้าง, ทำสารพัด
มันก็ยังไม่หาย, มันมีวิธีแก้ทางไหน ที่จะขุดรากถอนโคน
ความทุกข์ใจเหล่านี้ออกไปให้ได้ทั้งหมด โดยถาวร
เพราะเข็ดหลาบ ไม่อยากเจ็บปวดกับเรื่องระยำเหล่านี้อีกต่อไป

ด้วยความดีเดิมๆ แต่ปางไหนก็ไม่รู้ ทำให้พบว่า
มันมีอยู่วิธีหนึ่งที่จะหลุดพ้นจากห้วงทุกข์เหล่านั้นได้
..คือ "อิสระของใจ"
หลุดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง ที่เราเผลอไปยึดเหนี่ยว
เป็นสภาวะที่ว่ากันว่า เมื่อฝึกติดต่อกันจนสำเร็จ
จะปลอดจากความเศร้าหมอง จากเรื่องซวยๆ ทั้งหลาย
หลุดออกจากวังวน ของห้วงทุกข์แห่งกายใจนี้
(ไม่ได้พูดถึงสภาวะนิพพานนะคับ เพราะมันไกลไป)

เป็นสภาวะที่เป็นทางออกของทุกสรรพสิ่ง,
เป็นคำตอบของชีวิตที่เหลืออยู่
เป็นสภาวะที่เหนือจากทุกข์
ที่แม้ความทุกข์ยังมีอยู่ แต่ใจก็ไม่ได้ไปทุกข์ด้วย
ต่อให้มีโรคร้ายคุกคาม ก็ไม่สะเทือน,
ต่อให้อกหักสักพันครั้งก็ไม่หวั่นไหว,
ต่อให้ถูกปลดออกจากงาน, หรือโรงเรียนเวลานี้ ก็เฉยๆ
ต่อให้ญาติเสีย, เมียตาย ก็ไม่ไปคร่ำครวญ
อยู่เหนือความเหงา, ความปวดร้าวทั้งหลาย
ใครจะด่า จะว่าอย่างไร ก็เท่านั้น
ไม่มีความทุกข์ร้อนจากการโกรธ ฉุนเฉียวใดๆ เหลืออยู่

เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสุขด้วย
ที่ต่อให้มีบ้านหรูๆ, มีรถแพงๆ, มียศนายพล,
มีลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน, มีเงินเดือนเป็นล้านฯลฯ
ก็ไม่มีความหมาย
ไม่มีความอยากได้อะไรหลงเหลืออยู่

การเซ็ตเป้าหมายนี้ สำคัญมาก
เพราะจะเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
กว่าผมจะมองเห็นเป้าหมายนี้ ก็ต้องใช้เวลาศึกษาตัวเอง
อยู่ในโลกนี้ ตั้งสามสิบปีเศษๆ

ความดีที่ทำอยู่ จึงเหมือนเป็นการปั่นเชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ
ที่ไม่รู้ว่าแกลลอนไหน ถูกนำมาใช้บ้าง,
อันไหนใช้หมดไปแล้วบ้าง
แต่ทำไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นเสบียง สะสมไว้เดินทาง
เพราะเราไม่รู้ว่า การปลูกความดีตัวไหน จะให้ผลเมื่อใด
รู้แต่ว่า มันให้ผลแน่นอน,
เหมือนที่เรากำลังเสพผลมันอยู่ทุกวันนี้

ก็เช่นกัน
เราก็พยายามละความชั่วลงบ้าง
เพราะไม่รู้ว่ามันจะมากีดขวางการเดินเข้าสู่เป้าหมายเมื่อใด
หากซวยแบบแรงๆ มันก็จะพาเราถึงตาย หมดโอกาสฝึกต่อ
ก็นั่นแหละ เพราะความชั่วต่างๆ ที่เคยทำ
มันถึงทำให้เรา เศร้าหมองตรม อยู่จนทุกวันนี้

แต่ในวันหนึ่ง เมื่อเข้าสู่สภาวะนั้น
สุขก็ไม่มีความหมาย, ทุกข์ก็ไม่มีความหมาย
ชั่วนั้นละเว้นแต่แรกอยู่แล้ว, ดีก็ยังละได้
ไม่มีอะไรต้องแบกอีกต่อไป แม้กระทั่งความดี

แท้จริงแล้ว
เราแบกความดี เพื่อวางมันลง เมื่อถึงฝั่งนั่นเอง
เมื่อทำดีมากๆ เข้า ก็พึงระวัง การติดดี..จนวางไม่ลง


ปล.โทษทีนะคับ หากอ่านไม่รู้เรื่อง วันนี้แค่ทบทวน confirm ทิศทางการเดินทางตัวเอง













ไม่มีความคิดเห็น: